“Sabah al-khayr!!” เสียงหนึ่งทักทายข้ามหัวไหล่ของฉันมา ฉันหันไปหาต้นเสียงทันที
“Sabah al-nur!! Keif halek?” ฉันตอบและถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
“I’m fine, Shukran and you?” สาวสวยปากแดงขนตางอนกว่าฉันซักแปดเท่าตอบกลับ
“Ana bekhyr thanks” ว่าแล้วก็โผเข้าหาเอียงแก้มแตะกันซ้ายขวา เราทักทายกันพอหอมปากหอมคอเพื่อนสาวเชื้อสายโมร็อคโคหรือที่พวกเราชอบเรียกสาวๆสัญชาตินี้เล่นๆว่า “แม่นม” ก็เพราะรูปร่างทรวดทรงขวดโค้กของพวกหล่อน มันช่างตรงกันกับหุ่นจอแบนของสาวๆไซส์เอเชียอย่างฉันเสียจริง
------------------------------------------------------------------------------------------
จังหวะแรกที่เหยียบแผ่นดินประเทศนี้ เมื่อโสตประสาทของฉันได้รับฟังสำเนียงภาษาที่ไม่คุ้นหู แถมยังให้ความรู้สึกระคายลำคอแปลกๆ .. สาบานได้ว่า ฉันไม่รู้สึกพิสมัยใฝ่รู้ภาษาแขกหงิกงอนี้เลย ..
แน่นอนว่า โอมานเป็นประเทศอาหรับ ต้องใช้ภาษาอารบิกเป็นภาษาราชการ ภาษาอารบิกมีความเป็นมาที่ซับซ้อนเก่าแก่มีการพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆจนปัจจุบัน ภาษาอารบิกที่ใช้ทั่วไป บางครั้งอาจเรียกว่า โมเดิร์นอาราบิก(Modern Arabic) ภาษาอาราบิกที่ดูจะซับซ้อนมากที่สุดจากความเห็นของเพื่อนมุสลิมหลายคนทุกคนลงความเห็นว่า อาราบิกในกุรอ่าน นั่นแหละเห็นทีจะต้องพึงผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญจริงๆเท่านั้นแหละที่จะใช้ ส่วนอาราบิกที่ง่ายที่สุดก็คงจะไม่พ้นอาราบิกภาษาพูดกันทั่วๆไปกลับมาที่ ภาษาราชการที่ใช้ในโอมาน นอกจากอาราบิกแล้ว ร้อยละ80ของประชากร(ในเขตเมือง)ยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารได้ดี อีกส่วนหนึ่งพูดภาษาฮินดีได้ด้วย เพราะชนชั้นแรงงานทั่วไปกลุ่มใหญ่ของประเทศ เป็นชาวอินเดีย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันทราบมาอีกข้อหนึ่งก็คือ คนโอมานหัวก้าวหน้ามักส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนภาษาอังกฤษที่อินเดีย เนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการเล่าเรียนในประเทศแม่แบบภาษาอังกฤษ ณ. สหราชอาณาจักรนั่นเอง
“โอ้โห.. ไม่น่าเชื่อแต่ก็แจ๋วเลยนะ” .. ฉันโผล่งขึ้นมากับตัวเอง หลังจากที่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับท้องถิ่น
“..รัฐบาลกำลังผลักดันให้ภาษาเยอรมัน เป็นราชการภาษาที่สอง โดยการส่งอาจารย์เข้าร่วมอบรมภาษาเยอรมันโดยทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสถานทูตเยอรมันประจำกรุงมัสกัต ..” ฉันเลิกคิ้วขึ้น กับข้อความที่เพิ่งผ่านสายตาไป ใจกระหวัดคิดถึงประเทศบ้านเกิดตัวเอง .. จะมีสักรัฐบาลชุดหนึ่งชุดใด ไหมหนอที่จะสนับสนุนให้คนไทยได้พัฒนาศักยภาพ ด้านภาษาที่สอง สาม สี่ บ้าง .... น่าคิดนะ
จากการสอบถามคนรู้จัก และเพื่อนร่วมงานรอบตัวฉันเอง เมื่อถามถึงความสามารถพิเศษ ด้านภาษา มักจะตอบว่าตนพูดได้อย่างน้อยๆก็3 ภาษา ... แม่เจ้าโว้ย .. อะไรจะเก่งกันขนาดนั้น ...
เอาที่แน่ๆคือ ฉันรู้จักอยู่3-4ภาษา อันได้แก่ อารบิก,อังกฤษ,ฮินดี,เออร์ดูA คำถามคือ แล้ว สวาฮิลีB และ บาลูชีC หล่ะ คืออะไร
“ สวาฮิลีกับบาลูชี หน่ะเหรอ ? สวาฮิลี ก็จะเป็นโอมานนี่เชื้อสายแอฟริกันพูดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนบาลูชี ก็เป็นพวกครอบครัวที่นามสกุล Balushi หรือพวกมีเชื้อสายปากีสถานพูด พูดถึงบาลูชี เชื้อสายนี้กลุ่มใหญ่พอๆกับพวกที่มาจากแอฟริกาเลยนะ ว่ากันว่าเป็นชนชาตินักรบเลยหล่ะมีตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศแรกๆ..” นาเดอร์ ฝอยต่อให้ฉันฟังอีกว่า อันที่จริงแล้ว มีภาษาถิ่นหลักอื่นอีก2-3ภาษา กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆแต่ส่วนใหญ่จะค่อนไปทางตอนเหนือ ใกล้อิหร่านอีกส่วนหนึ่ง อยู่ทางเขตปกครองมูซานดาม(Musandam)และโดฟาร์(Dofar) ภาษาท้องถิ่นเหล่านั้นได้รับอิทธิพลมากจากภาษาท้องถิ่นทางใต้ของประเทศอิหร่าน และแอฟริกา ประชาชนกลุ่มนี้มีการดำรงชีพหลักคือทำประมงและล่าสัตว์ อาศัยในเขตปกครอง Musandam เป็นชาวโอมานนี่ที่เรียกตนตามเชื้อสายที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า เป็นชนเผ่า Shihuh กระจายกันอยู่พบมากทางตอนเหนือของโอมานเขตการปกครองมูซานดาม มีภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ที่เรียกว่าภาษาKumzari
“ อ่อ..” ฉันตอบรับเพียงเท่านี้ แต่ในใจเพิ่งถึงบางอ้อว่า ทำไมโอมานนี่บางคนถึงภูมิใจนักหนาเมื่อได้ประกาศว่าตนสามารถพูดได้กี่ภาษานอกจากมันจะเกี่ยวกันถึงเชื้อสายบรรพบุรุษแล้ว มันยังโยงใยเห็นถึงชาติพันธุ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่สืบทอดกันมาสู่รุ่นต่อรุ่น ซึ่ง ณ.ตอนแรกนั้น ฉันก็เพียงแต่คิดว่าภาษาเหล่านี้คงคล้ายภาษาถิ่นใช้กันเฉพาะกลุ่ม เหมือนภาษาท้องถิ่นในประเทศของฉันซะมากกว่า ... อันที่จริงมันก็คือภาษาเฉพาะกลุ่มนั่นแหละเพียงเสียแต่ว่า กลุ่มผู้ใช้ค่อนข้างใหญ่นับกันเป็นหลักพันไปจนถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว ... นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันต้องยอมรับว่าตนเองก็อยู่ในกะลากับเรื่องบางเรื่องเหมือนกัน ...
-----------------------------------------------------------------------
เฟรมในจอกล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอลของฉันกำลังจับภาพกำแพงอิฐสีขาวเตี้ยๆ ลายฉลุที่ไม่คุ้นตา ทำให้ฉันเอียงคอปรับโฟกัสกล้องเข้าหา “.. แข๊ก แขก เหลือเกิน ..” ปากก็ค่อนขอดไป
“ก็เออหน่ะสิ .. อยู่เมืองแขก จะให้เห็นแบบสถาปัตยกรรมลายไม้ฉลุแบบจีนหรือไง” เสียงเพื่อนสาวของฉันดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“เออ..จริงด้วยสินะ” ฉันสำนึกได้ในทันทีว่าบัดนี้ก็ร่วม3ปีแล้วที่ได้มาฝากผีฝากไข้ ใช้ชีวิตอยู่ในผืนทะเลทรายแห่งนี้ ..
“อะ ..นี่ฉันให้ เธอลองเอาไปอ่านดูสิ” นาเดอร์ยื่นหนังสือเล่มใหญ่ปกแข็งมาให้ฉัน “ฉันให้ยืม นี่เป็นเล่มที่ทำขึ้นเพื่อฉลองการครองราษฎร์ครบ40ปีเลยนะ”
“เฮ้ย จริงดิ .. ขอบใจมากนะ” ฉันตาลุกวาวเมื่อรู้ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้
“เผื่อเธอจะเจออะไรดีๆในนั่นหน่ะ .. ฉันอ่านแล้วบางเรื่องก็เพิ่งรู้เหมือนกันแหละ” นาเดอร์ยอมรับแบบถ่อมตัว
ศิลปะเก่าแก่ของโอมานนั้นมีมากันตั้งแต่สมัยเริ่มแรกในการตั้งฐานของชนเผ่าบานู เนบาน (Banu Nebhan) ซึ่งเป็นเผ่าที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ (พุทธศตวรรษที่ ๑๗-กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑)
จากการสร้างเมือง ในสมัยก่อนศิลปะส่วนใหญ่จึงพบเห็นได้จากการแกะสลักหิน นอกเหนือจาก Bahla Fort (ป้อมบาห์ลา)ซากป้อมขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำแพงและหอคอยสร้างด้วยอิฐดิบ ฐานรากทำด้วยหิน เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของป้อมปราการประเภทนั้น และเป็นประจักษ์พยานถึงอำนาจของเผ่าบานู เนบานในยุคนั้นด้วย
Rock Arts ในโอมานจากหลักฐานที่พบเจอ บ่งบอกถึงวิถีชีวิตของชาวโอมานดั้งเดิมว่ามีการอิงอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักในยุคแรก มีการขุดพบรูปสลักลายสัตว์ต่างๆ หรือแม้แต่รูปสลักของอาวุธที่ใช้ในการล่าสัตว์ด้วย แต่หากยังมีการทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะแร่เงิน ในยุคต่อมา จึงมีการพัฒนาเป็นเครื่องประดับ และที่มาขออาวุธประจำชาติ Khanjar
“คนโอมานนี่ชอบอะไรที่เป็นสีสันและอิงธรรมชาตินะ นายว่าจริงไหม .. เท่าที่ฉันไปที่แกลลอลี่วันนี้มาอะนะ ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณละ จนถึงทุกวันนี้ ฉันว่าคนที่นี่ชอบอะไรที่เป็นดอกไม้ต้นไม้ คนสัตว์ทุกอย่างเพ้นท์สีฉูดฉาด ทั้งนั้น แบบแม่สี เขียว แดง น้ำเงิน สีส้มสีเหลือง กันไปเลย ส่วนพวกงานฝีมือพักผ้า ก็ปักกันเป็นลายดอกไม้เสียซะมาก แม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องเงินก็เถอะ” ฉันบอกเล่าความคิดเห็นตัวเองหลังจากการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะของโอมานเป็นครั้งแรก
“เออ..ก็ดอกไม้ต้นไม้มันสวย และก็ดูสดใสดีหนิ” นาเดอร์หันกลับมายิ้มตอบฉันแบบง่ายๆ
“มัสกัตมีอีกหลายพิพิธภัณฑ์เลยนะ เป็นศิลปะยุคแบบโมเดิร์นก็มี ที่จริงมีศิลปินโอมานหลายคนที่ไปร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนามาพอกลับมาก็มีเผยแพร่งานของตัวเองเพิ่มขึ้นทุกปีเลยเชียวละ ถ้าเธออยากไปดูก็บอกฉันมาได้เลย เออนี่! โอเปร่าเฮ้าส์หน่ะเปิดแล้วนะ เธอเคยไปมารึยังละ ตอนที่เปิดตัวครั้งแรก ควีนอลิซเบทแห่งอังกฤษ ก็ทรงเสด็จมาร่วมงานนะ เห็นประเทศฉันเล็กๆอย่างนี้แต่ฉันก็มีดีนะรู้ไหม”
“หืม .. ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไร อีกอย่างข่าวนี้ออกจากดังถึงกับปิดถนนรับเสด็จกันเลยทีเดียว ..อย่ามาดูถูกฉันนะ แล้วนี่ที่พูดหน่ะรู้รึป่าวว่า ตอนนี้เขามี Muscat Fashion weekด้วยนะ... เออ..จะพูดก็พูดเถอะนะ ไอ่เรื่องปิดถนนเนี่ย บ้านเมืองเธอก็มีเหมือนบ้านเมืองชั้นเลยนะ ” .. ฉันข่มนาเดอร์ต่อแบบไม่ยอมแพ้
.
.
.
.
“ถ้าควันจะเยอะแล้วกลิ่นจะฉุนได้ขนาดนี้ ฉันว่าเราเอาจุดไล่ยุงที่บ้านกันดีกว่ามั้ยละ” เพื่อนคนหนึ่งเสนอไอเดีย ขณะที่พวกเรากำลังง่วงดูเตาอิฐเผาขนาดต่างๆทั้งเล็กใหญ่
“นี่คือกำยาน เอาใส่ลงในเตาที่คุณถืออยู่แล้วจุดไฟ คุณสูดดมเอาควันของมันเข้าไป ทำให้สวย แล้วก็โชคดี ควันหอมๆนี่แหละ ใช้จุดในบ้าน เป็นเครื่องรางอย่างดี เป็นการอวยพร เข้ามาดูกันก่อนมีให้เลือกหลายกลิ่นเลย ราคาไม่แพงสนใจรับสักอันไหมคุณผู้หญิง” เสียงบรรยายสรรพคุณสินค้าจากหนุ่มน้อยอาหรับคนหนึ่งกำลังพยายามชี้ชวนให้พวกฉันซื้อสินค้า.. ฉันขมวดคิ้วคิดในใจว่า เออ มันก็มีบางกลิ่นก็หอมอยู่นะ แต่มันติดตรงที่ว่า .. ไอ่กำยานที่ถือในมือ ดมแล้วมันจะสวยยังไง ..
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็น" ต้นกำยาน* " ตอนแรกคิดแต่ว่ามันคงมาจากดอกไม้หรือสมุนไพรหลายๆชนิด เอามาอบแห้งก็เท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจคือการที่โอมานมีพิฑิธภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับเครื่องหอมจำพวกกำยานโดยเฉพาะ ชื่อว่า The museum of Frankincense Land
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ต้นกำยานของวาดี ดอว์คาห์ (Wadi Dawkah) และแหล่งโบราณสถานคาราวานโอเอซิสที่ชิสรฺ/วูบาร์ (Shisr/Wubar) รวมทั้งท่าเรือใกล้เคียง ได้แก่ คอร์ โรรี (Khor Rori) และอัล-บาลีด (Al-Baleed) ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนของการค้ากำยานที่รุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคนี้เป็นเวลาหลายศตวรรษ เป็นหนึ่งในกิจกรรมการค้าที่คึกคักที่สุดในโลกยุคโบราณและยุคกลาง อีกสิ่งหนึ่งที่พอจะช่วยยืนยัน ความรุ่งเรืองของการค้าขายและความนิยม ในเรื่องนี้ได้ดีอีกแหล่งหนึ่งก็คือ “พิพิธภัณฑ์กำยาน”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“.. ใช่ ไม่ผิดหรอก .. พิพิธภัณฑ์กำยาน ..” ฉันตอบตัวเองในใจแบบดังๆ
.. ที่นี่ เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการอ้างอิงตนเคยรุ่งเรือง เรื่องเครื่องหอมเหล่านี้มาตั้งแต่สมัยบรรพกาล..
“ มันไม่ใช่ดอกไม้ ใบไม้หรือ สมุนไพร แห้งๆตากๆ อบให้มีกลิ่นหอมอะไรเทือกนั้นหรอกนะ ” นาเดอร์บอก
“มันทำมาจากต้นไม้ ต้นกำยานนี่แหละ ที่นี่เรามีต้นกำยาน .. แหล่งจริงๆของมันไม่ได้อยู่ในมัสกัตหรอกมันอยู่ที่ โดฟาร์นู้นหน่ะ”
ฉันกำลังอ้าปากค้าง กับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งรู้ สดๆร้อนๆ
“..เหรอ ..” ตอนนั้นนึกออกว่าที่จะพูดจะเถียงได้แค่นั้นจริงๆ ..
นาเดอร์หันมา มองฉันงงๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “แต่ไอ่พิพิธภัณฑ์ที่เธอว่าหน่ะ อยู่ในมัสกัตนี่แหละ เอาไว้ว่างวันไหนก็บอกละกันนะฉันพาไป”
“ขอบใจมาก ..” ฉันตอบไปแต่ยังไม่ตกลงว่าจะไปเมื่อไหร่ .. นั่นมันไม่สำคัญหรอก ฉันหาเวลาไปได้แน่ แต่สิ่งที่รบกวนในใจของฉันในใจฉันอยู่ตอนนี้ก็คือ “เหรอว่ะ .. “ต้นกำยาน” เหรอว่ะ”
“อีกอย่าง...นึกว่าเป็น อียิปต์ซะอีก ที่เป็นศูนย์กลางเรื่องเครื่องหอม ของสวยๆงามๆ” ฉันพูดกับตัวเอง ก่อนหน้านี้ มีหลายครั้งหลายคราที่ฉันพยายามจะไปดูพีระมิด..”ตัวเป็นๆ” การสร้างทริปการเดินทางด้วยตัวเองทำให้พบว่า สถานที่ที่ต้องไปเยี่ยมชมเมื่อไปถึงอียิปต์นั่งคือโรงงานผลิตน้ำหอม ที่เค้าเคลมตัวเองว่าผลิตหัวน้ำหอมให้กับแบรนด์น้ำหอมดังทั่วโลก
“ผู้หญิง .. เมื่อขึ้นว่าเป็นผู้หญิงก็ต้องสนใจเรื่องสวยๆงามๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะอาหรับหรือชาติไหน เพราะฉะนั้น ผู้หญิงก็ต้องสรรหาทุกสิ่งเพื่อมาประทินโฉมตัวเอง เครื่องหอมก็เป็นอีกหนึ่งสิ่ง ซึ่งมันก็ขึ้นว่า ชนชาติไหน มีวัตถุดิบอะไรที่จะมาสรรสร้าง แปรสภาพ นำมาใช้ได้ .. อียิปต์อาจจะมีความเด่นชัดมากกว่าชนชาติอื่นในอาหรับ เพราะพระนางคลีโอพัตรา แต่ก็ใช้ว่า สาวๆอาหรับชาติอื่นจะไม่มีเคล็ดลับความสวยความงามเป็นของตัวเอง อย่างโอมาน ก็มีกำยานนี่แหละ อีกอย่าง กำยานก็เป็นหนึ่งในสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ .. ฉันว่าเรื่องนี้เธอน่าจะพอรู้มาบ้าง ..” นาเดอร์ตบท้าย
“..คงงั้น..” ฉันพูดแค่นั้น แต่ถ้าในใจคิด ถ้าให้เลือกละก็คงจะเลือกกลิ่นอะไรก็ได้ที่ไม่ได้หอมแรงหอมประหลาดแบบนี้ ฉันกรอกตา แล้วยักไหล่ ก่อนจะตั้งข้อสังเกตต่อว่า “ก็คงไม่แต่เฉพาะผู้หญิงหรอก ผู้ชายที่นี่ ก็ใช้น้ำหอมอาบแทนน้ำทั้งนั้น ..” แล้วเอียงคอหันไปมองนาเดอร์ เพื่อนตัวอ้วนของฉันรีบยกสองมือขึ้น ปฏิเสธพัลวัน บอกว่ายกเว้นเขาไว้คนหนึ่ง “ที่ไม่ได้อาบน้ำหอมทุกวัน” คราวนี้ฉันเลิกคิ้วแล้วหันหน้าไปมองนาเดอร์แบบตรงๆแล้วขำ
“นี่ !!! นายไม่ร้อนหรือไง ฟังแต่เพลงแบบนี้ ... ฉันรู้ว่าจังหว่ะมันสนุก แต่มันร้อน นายฟังอะไรที่มันเบาๆสบายๆหน่อยได้ไหม ฉันเกลียดเสียงกลอง ฟังตอนร้อนๆ อึกทึกแบบนี้ ฉันจะเป็นลมแดดเอา” ฉันหันไปอารมณ์เสียกับเพื่อนเอาเสียดื้อๆ
นอกจากเพื่อนอ้วนของฉันจะไม่ใส่ใจ กลับเปลี่ยน เพลงเป็นเพลงลูกทุ่งไทย จังหว่ะ มันพอๆกับเพลงแขกเมื่อครู่ ปากก็ร้องตามเพลง ก่อนจะหันมาถามฉันว่ารู้จักเพลงนี้ไหม เพลงไทยหนิ ฉันต้องรู้จักแน่ๆ
“โอ้ ..พระเจ้า ให้ตายเถอะ” นั่นคือ คำตอบ คราวนี้ฉันถึงกับกุมกะโหลกกันเลยทีเดียว ..ไอ่อ้วนนี่ ชักจะเริ่มกวนประสาท ปีนเกลียวละนะ...
จากการตามล่ามาข้อมูล เพื่อหาประเด็นใหม่ๆในโอมานมาเกือบเดือนๆ ซึ่งดูเหมือนใช้เวลานานมาก อันที่จริง นาเดอร์บอกให้ฉันไปค้นในเวปไซท์ (website) ของทางการตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เรียกแบบนี้ดูเหมือนหนังจีนไปหน่อย เรียกว่า ของกระทรวงข้อมูลแห่งชาติมา ฉันก็ได้เอาแต่ เปิดดูไปมา โดยไม่คิดอะไร ที่จริงข้อมูลในนั้นค่อนข้างได้มีประโยชน์มากทีเดียว แต่ฉันก็ยังจ้องมันผ่านตาไปเรื่อยๆ จนมาสะดุด อยู่หัวข้อหนึ่งคือ เรื่องดนตรีและศิลปะการเต้นรำ ซึ่งจากเวปไซด์หลักของกระทรวงได้มีการลิงค์(link)ข้อมูลไปยังหน้า Oman Centre for traditional Music ฉันจะเรียกว่าอะไรศูนย์ดนตรีพื้นเมืองแห่งชาติหรือ ..
ฉันจำได้ว่าเมื่อครั้งหนึ่งที่มีข่าวว่ามัสกัตจะมีการสร้าง โอเปร่าเฮ้าส์ (Royal Opera House Muscat)ตามพระราชดำรัสขององค์สุลต่าน และทำพิธีเปิดอย่างสมบูรณ์แบบพร้อมอาคันตุกะ ที่มาร่วมเป็นเกียรติอย่างสูงสุด สมพระเด็จพระนางเจ้าอลิ-ซาเบท แห่งอังกฤษ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2011 นั่นเป็นเครื่องการันตีความอลังการงานสร้างของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ... แต่ก็ด้วยความเคารพเลย.. ฉันก็ยังคิดว่า ชาวโอมานเปิดใจต้อนรับกระแสวัฒนธรรมโลกภายนอกได้แล้วจริงหรือ .. หรือที่รับได้อาจจะเป็นส่วนน้อย ถึงน้อยมากหรือเปล่า ....
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Royal Opera House Muscat เปิดตัวอย่างเป็น ทางการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2011 ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะโอมานดั้งเดิมและศิลปะยุคใหม่ การตกแต่งภายในที่ละเอียดและวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมของชาวโอมานดั้งเดิมอย่างแท้จริง
โอเปร่าเฮ้าส์ ที่นี่นอกจากมีการแสดงของศิลปะอันโด่งดังจากทั่วโลกแล้ว ยังมีศิลปินอาหรับหลายท่านที่มีชื่อเสียงร่วมทำการแสดงด้วย อันได้แก่ Majida El Roumi หรือนักร้องระดับตำนาน เช่น Um Kalthoum
“ผิด.. ผิด ผิดเลย!!” นาเดอร์ร้องโวยวาย ขณะกำลังขับรถวนผ่านหน้า โอเปร่าเฮ้าส์ รอบที่ 3 ตามคำรบเร้าของฉัน
ฉันยังอ้าปากค้างอยู่ .. “โคตรสวยเลย” มันเป็นอารมณ์คล้ายๆกับตอนที่ฉันเพิ่งหลุดจากบ้านนอกมาเข้ากรุงครั้งแรกและมีโอกาสได้เห็นสะพานพระราม 8 ตอนกลางคืน ..
แต่ฉันว่าวันนี้ สิ่งที่ฉันเห็นมันเป็นอะไรที่มากกว่านั้นอีกหน่อย .. “เหลือเชื่อ” .. ใช่คำนั้นแหละ ถูกเผงที่สุด
“นี่ๆ” นาเดอร์ยังคงไม่ลดละ “เธอหน่ะคิดเป็นเอง .. ไม่รู้หรือไงว่า คนโอมานี่หน่ะ มีศิลปะและมีดนตรีในหัวใจทุกคน แล้วฉันก็ค่อนข้างเชื่อว่า พวกเราเปิดกว้างกับศิลปะของชาติอื่นเสมอ .. ดูสินี่ฉันฟังเพลงบ้านเธอไม่กี่รอบ ฉันก็พอจะร้องได้แล้ว ..”
ไม่พูดเปล่า นาเดอร์เริ่มเปิดเพลงลูกทุ่งเพลงเดิมและร้องตาม .. ฉันยกสองมือขึ้น ทำท่ายอมแพ้ “โอเค๊ .. ฉันเชื่อแล้ว พอใจแล้วนะ แล้วก็หยุดแหกปากสักทีเถอะ ฉันขอร้องเลยละ!!!” เฮ่อ.. นั่นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยล่ะ ..
ถ้าจะแบ่งเครื่องดนตรีหลักๆของโอมาน ก็คงแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ พวกให้ทำนองและให้จังหว่ะ โดยพวกที่ให้ทำนองก็แบ่งย่อยเป็นอีกสองกลุ่มนั่นคือ เครื่องสายและเครื่องเป่า ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มให้จังหว่ะ คือพวกที่ทำจากหนังและไม่ได้ทำจากหนัง
ในกลุ่มของเครื่องดนตรีให้ทำนอง ที่เป็นเครื่องสาย หลักๆมี 3 อย่าง ดังนี้
1. Tanbura คล้ายพิณฝรั่งหรือฮาร์พ (Harp)
2. Rababa เครื่องสายคล้ายไวโอลีน (Violin)
3. Ud เครื่องสายที่หน้าตาเหมือนกีตาร์ (Guitar)
1. Tanbura เป็นเครื่องสาย คล้ายพิณฝรั่งหรือฮาร์พ (Harp) มี 5+1 สาย พบครั้งแรกในกลุ่มชาวซูมาเรียน สืบทอดมายังคาบสมุทรอาหรับ ที่พบเด่นชัดคือในสมัยการปกครองของฟาโรห์ในอิยิปต์ ซึ่ง แทนบูรา ในปัจจุบันยังคงสภาพเหมือนเมื่อครั้ง 2700 ก่อนคริสตกาล (BC) ได้ไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
2. Rababa เครื่องสายคล้ายไวโอลิน ที่พบเห็นได้น้อยมากแล้วในปัจจุบัน แต่เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญอย่างมาก ในดนตรีพื้นบ้านดั้งเดิมของโอมาน Rababa ได้ชื่อว่าเป็นมารดาของเครื่องสาย “the mother of all the string instruments”
ลักษณะเด่นของเครื่องสายชนิดนี้คือมีเพียงสายเดียว และถึงแม้ว่ารูปร่างจะคล้ายคลึงกับไวโอลิน แต่การเล่นต้องวางแนวตั้งไว้บนต้นขา ซึ่งต่างกับไวโอลินที่ต้องวางบนบ่า
3. Ud เครื่องสายที่หน้าตาเหมือนกีตาร์ (Guitar) ที่ได้ชื่อว่า เป็นเจ้าชายแห่งเครื่องสาย “The Prince of Instruments” ประกอบด้วยสาย 5 หรือ 6 สาย คุณสมบัติที่นอกจากเป็นเครื่องดนตรีหลักแล้ว ยังนิยมเล่นกันแพร่หลายโดยไม่ต้องมีเครื่องดนตรีอื่นประกอบ Ud เป็นเครื่องดนตรีที่มีความใกล้เคียงกับกีตาร์ในปัจจุบันอย่างมาก
To be continued ...
----------------------------------------------------------------------------------------------
เออร์ดูA :Urdu ภาษาอูรดู (Urdu) เป็นภาษาที่มีคนพูดกันประมาณ 52 ล้านคน หรือคิดเป็น 5 % ของประชากรทั้งหมด โดยจะกระจัดกระจายอยู่ตามรัฐต่างๆ ของอินเดีย ซึ่งโดยมากจะพูดกันในหมู่ชาวอินเดียมุสลิมในรัฐที่เคยมีเป็นศูนย์กลางอำนาจของกษัตริย์มุสลิม ซึ่งได้แก่ รัฐอุตตรประเทศ พิหาร มัธยประเทศ อานธรประเทศ มหาราษฎร์ (โดยเฉพาะในออรังกาบาด) จัมมู – แคชเมียร์ เดลี และกรรณาตกะ อันที่จริงภาษานี้เป็นภาษาเดียวกันกับภาษาฮินดี ต่างกันแค่ว่าภาษานี้เขียนด้วยอักษรอาหรับและเน้นใช้ศัพท์เทคนิคที่มาจากภาษาเปอร์เซียและอาหรับมากกว่า โดยคำว่า อูรดู นั้นแปลว่า เกี่ยวข้องกับราชสำนัก เพราะใช้กันในหมู่ชนชั้นสูงในสมัยราชวงศ์โมกุลเรืองอำนาจ นอกจากในอินเดียแล้ว ภาษานี้ก็ถือเป็นภาษาประจำชาติของปากีสถานด้วย
Cr: http://www.indiaindream.com
สวาฮิลีB : Sawahili ภาษาสวาฮีลี (หรือ คิสวาฮีลี) เป็นภาษากลุ่มแบนตูที่พูดอย่างกว้างขวางในแอฟริกาตะวันออก ภาษาสวาฮีลีเป็นภาษาแม่ของ ชาวสวาฮีลี ซึ่งอาศัยอยู่แถบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันออกระหว่างประเทศโซมาเลียตอนใต้ ประเทศโมแซมบิกตอนเหนือ มีคนพูดเป็นภาษาแม่ประมาณ 5 ล้านคนและคนพูดเป็นภาษาที่สองประมาณ 30-50 ล้านคน ภาษาสวาฮีลีได้กลายเป้นภาษาที่ใช้โดยทั่วไปในแอฟริกาตะวันออกและพื้นที่รอบ ๆ คำว่า Swahili มาจากรูปพหูพจน์ของคำภาษาอาหรับ sahel ساحل (เอกพจน์) คือ sawahil سواحل แปลว่า "ขอบเขต" และ "ชายฝั่ง" (ใช้เป็นคำวิเศษณ์ที่แปลว่า "คนที่อาศัยอยู่ชายฝั่ง" หรือ "ภาษาชายฝั่ง") นอกจากนี้ คำว่า sahel ใช้เรียกพื้นที่พรมแดนของทะเลทรายซาฮารา การเพิ่ม "i" ตรงท้ายน่าจะมาจาก nisba ของภาษาอาหรับ (ของชายฝั่ง سواحلي)
Cr: www.wikipedia.org
บาลูชีC : Balushi หรือ Balochi เป็นภาษาของชาวอิหร่านเหนือตอนตก ใช้มากในอินเดียตอนเหนือ ปากีสถาน เติร์กมินิสถาน และ แอฟริกาตะวันออก ส่วนในกลุ่มประเทศอาหรับพบมากในประเทศโอมาน
Cr: http://www.omniglot.com
http://www.joshuaproject.net/people-profile.php?peo3=12849..
http://www.octm-folk.gov.om/meng/dance.asp
อาละดินเต้นรำในขณะที่นักการเมืองก็เต้นไปตามจังหวะที่ได้รับคำร้อง
เขียนได้น่าติดตามมากค่ะ
ขอบคุณนะคะ