
คอลัมน์ ชักธงรบ ของ กิเลน ประลองเชิง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นคอลัมน์หนึ่งที่ผู้เขียนชอบอ่านอยู่เป็นประจำ ท่านนำเรื่องราวจากต่างๆทั้งจากหนังสือและความรู้ที่ท่านมี นำมาเขียนให้ข้อคิดได้อย่างนุ่มลึก ไม่มีสีใดๆปะปนให้สะดุดต่อการอ่านเพื่อตักตวงการเรียนรู้
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่26 ตุลาคม 2556 ก็อีกครั้งที่ผู้เขียนอดจะนำมาเผยแผ่ต่อไม่ได้
ท่านได้นำเรื่องเล่าจากหนังสือ...เรื่องง่ายๆความหมายดีๆ จากสำนักพิมพ์อินสไปร์ เขียนโดยคุณ สุริยเทพ ไชยมงคล ........
เรื่องที่46 ...สัมภาระของหนุ่มพเนจร...
... หนุ่มพเนจรเดินทางยาวไกล เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด บนศรีษะมีฟักทองเน่าส่งกลิ่นเหม็นอยู่ลูกหนึ่ง...
ด้านหลังมีถุงทรายใหญ่และหนัก...และมีถังน้ำที่ใส่จนเต็ม...
มือซ้ายกำหินรูปทรงประหลาด...
มือขวายังมีหินแกรนิตอีกก้อน
คอเขาห้อยจานหินใบใหญ่ด้วยเชือก...
และที่ขา พันไปด้วยโซ่ขึ้นสนิมห้อยลูกเหล็ก
ในวันที่แสงแดดแผดเผ่า ก้าวแต่ละก้าวเขาจึงผ่านไปด้วยความยากลำบาก
ชาวนาคนหนึ่งเดินสวนมาถามว่า "หนุ่มผู็แสนเหนื่อยล้า ทำไมเจ้าไม่โยนหินในมือทิ้งไปเล่า"
หนุ่มพเนจร ก็โยนก้อนหินทิ้งไปพร้อมรำพึงว่า "ข้านี่โง่มาก ที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้มาก่อน"
อีกไม่นาน ชาวนาอีกคนหนึ่งก็เดินผ่านมา บอกเขาว่า "บนหัวเจ้ามีฟักทองเน่า ที่ขาก็ยังมีโซ่เหล็กพัน ข้ารู้แล้วทำไมเจ้าจึงเหนื่อยล้าเสียเหลือเกิน"ชายหนุ่มทิ้งฟักทองเน่า ปลดโซ่เหล็กและลูกตุ้มออกจากขา เขาเริ่มรู้สึก สบายตัวขึ้น
มีคนเดินสวนมาอีก "หนุ่มพเนจรผูเแสนเหนื่อยล้า เจ้าจะแบกถุงทราย และถังน้ำเอาไว้ทำไม เจ้าไม่เห็นหรอกหรือว่าถนนสายนี้มีแต่ทราย ทั้งยังมีลำธารขนานไปกับถนน" ชายหนุ่มรู้สึกคำพูดของคนเดินทางคนนี้มีเหตุผล เขาวางถุงทรายและถังน้ำลง
ถึงเวลานั้นแสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง สายลมพัดมาอ่อนๆ...
หนุ่มพเนจรเริ่มเห็นว่าตัวเองมีอิสระมากขึ้น... เขามองจานหินที่คอ...ยังไม่มีชาวนาและนักเดินทางคนใดเดินสวนทางมา แต่บัดนี้เขาก็คิดได้เองว่า เจ้าจานหินนี้ ทำให้เขาเดินตัวตรงไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจปลดมันทิ้ง.....
ถึงนาทีนั้น หนุ่มพเนจร ทิ้งสัมภาระทุกอย่างได้ ...
....แดดก็อ่อนลงมาก สายลมก็ยิ่งพัดเย็น...
เขาเร่งฝีเท้า...เดินอย่างสบายตัว สบายใจ จนถึงจุดหมายปลายทาง...
เรื่องเล่าง่ายๆอธิบายความหมายดีๆไว้ว่า...
...ชีวิตคนเราก็เหมือนเดินทางไกล เวลาลุยข้ามน้ำข้ามทะเล เรามักแบกสัมภาระมากมายไปโดยไม่รู้ตัว...
เวลายิ่งนาน...สัมภาระใหญ่น้อยเหล่านั้นเหมือนห่วงโซ่ที่คอยพันธนาการแขนขา ทำให้เดินทางไม่สะดวก
ชีวิตคนคนหนึ่ง มักแบกสัมภาระเหล่านี้ไว้ สัมภาระประวัติศาสตร์... สัมภาระครอบครัว... สัมภาระการงาน...
เมื่อสัมภาระมากขึ้น พื้นที่ที่จะบรรจุสิ่งใหม่ๆให้ชีวิตก็เหลือน้อยลง
...หากรู้จักปล่อยวาง สักครู่ จะพบว่า โลกนี้สดใสกว่าเดิม...
....... ........ ........
ทุกครั้งที่หยุดพัก เราควรตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋า อะไรที่ควรทิ้ง อะไรที่ควรเก็บ เพื่อให้เหลือที่ว่างมากขึ้น ให้เรามีชีวิตที่ผ่อนคลาย
ความเปลี่ยนแปลงในวันนี้ จะทำให้มีพละกำลังกลับคืนมา พร้อมจะเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ....
...............
ผู้เขียนอ่านคอลัมน์นี้จบ พยายามเหลือบมองบนศรีษะตัวเองว่า มีฟักทองเน่าอยู่หรือเปล่าหนอ....
..............
ขอบคุณคอลัมน์ ชักธงรบ ของ กิเลน ประลองเชิง ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 26 ตุลาคม 2556
ขอบคุณภาพประกอบจาก Google
28 ตุลาคม 2556
พ.แจ่มจำรัส
เล่มนี้ .. ดีครับ ;)...
ขอบคุณท่าน จากวัจนะผู้สร้างมนุษย์
ผู้เขียนยังน้อยด้อยในปัญญา ขอบคุณที่ชี้แนะ ขอรับ...
ขอบคุณอาจารย์ Wasawat Deemarn
ครั้งอดีตได้เล่าสืบต่อมาว่า ก่อนที่โสคราติสจะกล่าวไว้กับฝูงชนในตลาดสดที่ภรรยาของท่านเป็นแม่ค้า ณ ที่นั้น ท่านได้กำหนดกรอบการสนทนาและข้อบัญญัติระดับกติกาไว้ก่อนการสนทนา พึงผู้มีอารมณ์ร่วมเข้ามาสร้างสรรค์..ทำใหม่..ทำไป..อย่างท้อใจ..ทำเพื่มให้้ได้เต็มเท่าตัว
น่าสนใจมาก ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
ต้องอ่าน ครับ
ขอบคุณทั้ง 2 ท่านครับ
ณัฐนพ มนู อินทาภิรัต
นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันค่ะ
....ลด / ละ / วาง.....
น่าอ่านมากเลยค่ะ
ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับ
จะตรองด้วยปัญญา น่ะครับ
ตอนนี้ผู้เขียนบันทึกรู้สึก แปลกๆ ครับ...
สวัสดีตอนดึกค่ะ คุณ พ.แจ่มจำรัส
แวะพักการออกแบบแลนด์สเคป มาพักผ่อนใน กทน. ของเราค่ะ
เอ้อ ...
" ทุกครั้งที่หยุดพัก เราควรตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋า อะไรที่ควรทิ้ง อะไรที่ควรเก็บ เพื่อให้เหลือที่ว่างมากขึ้น ให้เรามีชีวิตที่ผ่อนคลาย"
ถูกต้องค่ะ อะไรที่มันเป็นขยะรกๆ ก็ควรทิ้งให้เหลือพื้นที่ว่าง จะได้เอาไว้เก็บสิ่งดีๆ ค่ะ ... เห็นทีต้องไปหลับชาร์ตแบตแล้วล่ะค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันจ้ะ
เมื่อมีผู้มาเตือนถึงการกระทำใดใด ที่จะทำให้ลื่อเสียงของพระพุทธเจ้าเสียหาย เราไม่สนในการตักเตือนนั้น และยังกระทำมันซ้ำๆอีก ไม่จรรโลงศีล ปัญญา สมาธิ ให้ประจักษ์ต่อสาธารณะไว้เสม ฏลับกัน กลับทำลายสิ่งนั้นให้สิ้นซาก ด้วยความมุทะลุ ขาดสติ ทั้งๆที่เชื่อมโยงไปสู่ปรัชญาของพระพุทธเจ้า
นั่นมันหวาดเสียว ในการ ก่ออนันตริยะกรรม แล้วมิใล่หรือ
หรือ ชาวผู้เพียรเรียนรู้ผู้ตื่นในธรรม ผู้เบิกบาน กระทำเช่นนั้นแล้วเบิกบานเล่า
เตือนสติ เพื่อ การบออภัยโทษ กลับเนื้อกลับตัวเสีย แผ่นดินจะมีกุศล ขึ้นได้ มันวิกฤติแล้วเห็นหรือยัง
ผู้ที่นับถือ ในปรัชญาของพระพุทธเจ้า ท่านก็ได้เห็นการกระทำของผู้หนึ่ง ที่ยึดถือปรัชญาเดียวกับท่าน กระทำการเช่นที่พบ ทำได้แม้กับกระทั่งผู้ที่ท่านไม่รู้จักด้วยซ้ำ แล้ว่ไหมครับ เรามิได้กล่าวโทษใดๆต่อท่านผู้นั้นแม้แต่น้อยเลย แต่เราเตือนให้ตระหนักถึงพิษภัยต่อจากการแสดงของท่านผู้นั้น ให้ทุกท่าน การกระทำทั้งหมด ท่านว่า มันก่อตัวบนสังขารขันธ์ที่กล่อมเกลาด้วยปรัชญาของพระพุทธเจ้ามาเป็นเวลานานใช่หรือไม่ คนอายุขนาดนี้ ยังทำได้เช่นนี้. แล้วเช่นนี้ จะมีคนที่พูดความจริง ยึดปรัชญาที่สุจริตธรรม กตัญญูธรรท สันติธรรม กล้าอาศัย กล้ารับใช้ประเทศชาติ อย่างเปิดเผยหรือไม่ในอนาคต. เพราะ ขนาดชี้ตัวตนไม่ได้ ยังโจมตี ยังไร้กรุณา ไร้ปราณีต่อเขาขนาดนี้ แล้วถ้าชี้ชัดว่าใครได้ล่ะ จะไม่เละเลยหรือ
ใยประเทศชาติ ไม่มีผู้กล้ากตัญญูสูงสุดมา อาสารับใช้ประเทศเล่าครับ เขาหวาดกลัว หรือ สงสาร ในปรัชญาบนสังขาร เวทนา สัญญา จิต วิญญาณขันธ์. แบบนั้นกันแน่. ใยไม่ช่วยกันตักเตือนผู้ร่วมปรัชญาเดียวกับเรา เพื่อรักษาเกียรติของพระพุทธเจ้ากันไว้เล่าครับ
อย่านิ่งเฉย วางเฉยหรือ เฉยโง่เลย เพราะ การกระทำเช่นนั้น ฝห้สังเกตุเถิดว่า ขนาดผู้นำประเทศยึดแนวทางนั้น ยังเข้าสู่ทางเสื่อมได้ ในเวลาไม่กี่ปีเลย
แน่นอน เมื่อมีทางแยกสองทาง ท่านต้องเดินต่อ การเดินต่อในมางที่ผิด ก็เท่ากับการซื้อทางผิดนั้น ด้วยทางถูกไปแล้ว. แต่การมีปัญญา มีศีล มีสมาธิ จะทำให้ท่านเดินกลับไปที่แยกที่ผ่านมานั้น เพื่อซื้อทางถูกกลับคืนมาก็ได้ ซื้อคืนด้วยทางผืดที่ท่านเคยเดินหลงเข้าไป และ อธิบายคุณค่าได้ว่า มันอันตรายเช่นไร(หลักฐานจากเจตนารมณ์ ผู้สร้างมนุษย์ ที่เป็นสากล 2-16)