ตอนที่ ๑

ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๓

ตอนที่ ๔

ตอนที่ ๕

ตอนที่ ๖

ตอนที่ ๗

ตอนที่ ๘

             

          ระหว่างนั่งฟังการนำเสนอเรื่อง UKPSF and the Continuing Professional Development Programme in the UK โดย Dr. Jeanne Keay, Assistant Director and Head of International Strategy, HEA เมื่อวันที่ ๙ ก.ย. ๕๖   ผมเกิดความคิดขึ้นว่า    วิธีการที่ HEA ดำเนินการอยู่ เป็นวิธีจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ของระบบอุดมศึกษาของอังกฤษ    เพื่อให้ระบบอุดมศึกษามีคุณค่าต่อบ้านเมืองมากขึ้น

          ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา มีการบ่นกันทั่วโลก ว่าวงการอุดมศึกษาเน้นส่งเสริมการวิจัย และทอดทิ้ง การเรียนการสอน  หรือทอดทิ้งนักศึกษา    เราไปพบว่า ที่อังกฤษเขาไม่บ่นกันเฉยๆ แต่คิดหากลไกสร้างการ เปลี่ยนแปลงด้วย   และกลไกระดับสถาบันก็คือ Higher Education Academy (HEA)

          ผมตีความว่า HEA ทำหน้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ของอุดมศึกษา    ทำให้สภาพแวดล้อมเอื้อให้อาจารย์เอาใจใส่การเรียนการสอนมากขึ้น  

          วิธีเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของอุดมศึกษาประเทศอังกฤษโดย HEA ทำโดยการสร้างความรู้   นี่คือการตีความของผม    สร้างความรู้เกี่ยวกับทักษะและความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้    และแยกแยะจัดระดับ ออกเป็น ๔ ระดับ   ที่เรียกว่า Higher Education Fellowship   โดย ๔ ระดับคือ Associate Fellow, Fellow, Senior Fellow, และ Principal Fellow   เป็นการสร้างและเผยแพร่เรื่องราวของทักษะการเป็นอาจารย์ในศตวรรษที่ ๒๑ นั่นเอง 

          อีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของสังคม รวมทั้งของระบบอุดมศึกษา คือ UnLtd    ทำหน้าที่สร้างระบบนิเวศของการทำธุรกิจ หรือเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ให้แก่ประเทศ    ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ ในอุดมศึกษา    เป็นการทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระแส “เพื่อสังคม” ต่อสู้กับกระแส “เพื่อกู” ในสังคมทุนนิยม บริโภคนิยม  

          และอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ NACUE ทำหน้าที่พัฒนาระบบนิเวศของการเป็นผู้ประกอบการ ในหมู่นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ 

          เราไปเห็นระบบนิเวศเพื่อการแข่งขัน (Ranking) ต่างลู่ต่างจุดเด่น    โดยสังเกตทางอ้อม    เช่น มหาวิทยาลัย แอสตัน (ที่เบอร์มิงแฮม) บอกว่า เขาเด่นกว่ามหาวิทยาลัย อ็อกซฟอร์ด ในด้านการมีงานทำ (employability) ของบัณฑิต    โดยอ้างคำของ Sunday Times University Guide 2013 ว่า “Aston turns out some of the most sought after graduates in Britain – putting the likes of Oxford in the shade”

          มหาวิทยาลัย นอร์ธแทมตัน บอกว่าเขาต้องการเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ ๑ ในสหราชอาณาจักร ด้าน social enterprise ภายในปี ค.ศ. 2015   โดยอธิการบดีประกาศให้ทั้งมหาวิทยาลัยเป็น social enterprise   แล้วใช้จุดเด่นด้าน social enterprise สร้างความคึกคักด้านอื่นๆ    เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน

          ผมเกิดความคิดว่า ที่ไปเห็นนั้น เป็น change management หรือ change governance  เชิงระบบ ของประเทศ    เพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาหลากหลายด้าน    ที่เป็น complex management    มองมุมหนึ่ง เป็น advocacy หรือการสร้างกระแส    โดยภาครัฐและภาคการกุศลสนับสนุนให้เกิดองค์กรสร้างกระแส ในทิศทางที่ต้องการ    ผมรู้สึกว่าประเทศไทยเราไม่มีวิธีคิดแบบนี้    ภาครัฐของเราคิดทำเอง คิดกำหนดรายละเอียดแล้วออกกฎหมาย หรือข้อบังคับให้ถือปฏิบัติ    แล้วก็บ่นว่ามีคนเบี้ยวไม่ทำตาม    โดยไม่คิดว่า กฎหมายหรือข้อบังคับที่ออกไป มันไม่ซับซ้อนพอ    ยิ่งเขียนข้อบังคับละเอียด ก็ยิ่งมีช่องโหว่    ดังที่เห็นๆ กันอยู่ 

          ผมคิดว่าระบบอุดมศึกษาไทยติดกับดักความเป็นสังคมแนวดิ่ง    เน้นการใช้อำนาจควบคุมสั่งการ (command and control) ซึ่งหมดยุคที่จะใช้ได้ผลแล้ว    เนื่องจากสังคมมันซับซ้อนเกินกว่าจะควบคุมสั่งการได้    วิธีที่ไปเห็นที่อังกฤษน่าจะได้ผลมากกว่า ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ต้องการ  

 

 

วิจารณ์ พานิช

๓๐ ก.ย. ๕๖