ผ่าตัดใหญ่กฎหมายธุรกิจ
รมว.พาณิชย์เตรียมถกกับทีมเศรษฐกิจสางปมนอมินี-ค้าปลีก-เอฟทีเอ

โพสต์ทูเดย์ — เตรียมหารือในทีมเศรษฐกิจ รื้อใหญ่กฎหมายธุรกิจ สางปมค้าปลีก เขตค้าเสรี ธุรกิจคนต่างด้าว

นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงจะมีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์ครั้งใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เรื้อรัง

แนวทางการดำเนินงานจะต้องเริ่มจากแนวนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจจะไปในทิศทางใด โดยจะหารือร่วมกันในทีมเศรษฐกิจ ทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากเกี่ยวพันถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุน การเปิดเสรีทางการค้าและบริการ ฯลฯ

เมื่อได้ทิศทางหลักแล้ว นายเกริกไกร กล่าวว่า จะเป็นการแก้กฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว ที่เกิดปัญหาต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทจำบัง หรือนอมินีเข้ามาถือหุ้น เพื่อให้ครอบครองเสียงข้างมากในกิจการ

“หากนโยบายของประเทศยังต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติ และในความเป็นจริง การลงทุนใดๆ ก็ต้องการอำนาจดูแลกิจการ ก็ต้องไปพิจารณาสัดส่วนที่กำหนดเพดานให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นต้องเป็นเท่าไหร่ ผมขอยกเป็นตัวอย่าง สมมติว่าถ้าการกำหนดเพดานการถือหุ้นของต่างชาติที่ 49% ไม่เหมาะสม และไม่ตรงความเป็นจริง เราก็จะแก้ไข ทำให้ทุกอย่างเปิดเผย โปร่งใสขึ้น อาจเพิ่มเป็น 51% ก็ได้ โดยให้ดูภาพรวมทั้งหมด” นายเกริกไกร กล่าว

จากนั้นสิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปด้วยก็คือ การดูแลธุรกิจในประเทศ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยต้องพิจารณา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ที่ต้องมีองค์กรกำกับดูแลให้ความเป็นธรรมทางการค้าไม่ให้เกิดสภาพการผูกขาด หรือปลาใหญ่ใช้อำนาจที่เหนือกว่าไล่กินปลาเล็ก

นายเกริกไกร กล่าวว่า ทุกอย่างมาลงที่หลักคิด เช่น ปัญหาค้าปลีก ในอดีตต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติ ก็เปิดให้ต่างชาติเข้ามา ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็กปรับตัวไม่ทันเลยเกิดสภาพที่เป็นอยู่ จึงต้องพิจารณาให้ละเอียด จะแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างไร รวมถึงต้องคิดถึงผู้บริโภคด้วย

“เหมือนเรื่องเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ต้องคำนึงถึงการดูแลธุรกิจในประเทศ สร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม ผมไม่ติดใจ ถ้าจะนำเอาเรื่องเขตการค้าเสรีเสนอให้สภาพิจารณา แต่การอนุมัติ ต้องรับหรือไม่รับทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะหาข้อยุติไม่ได้” นายเกริกไกร กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2549