กฏของความใกล้
คืนหนึ่ง ผมเดินออกมาทำธุระหน้าบ้าน เกิดนึกขึ้นได้่ว่า
คืนนี้เป็นคืนหลังวันมาฆบูชาหมาด ๆ พระจันทร์น่าจะยังสวยอยู่
เลยเงยหน้าขึ้นมอง
ถามว่าเห็นพระัจันทร์มั้ย ตอบว่าเห็นครับ แต่ที่เห็นชัดกว่า สว่างกว่า เด่นกว่า
ไม่ใช่พระจันทร์ครับ แต่เป็นโคมไฟจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านผมเอง
ถามว่าเทียบกันหนึ่งต่อหนึ่ง อะไรสว่างกว่ากัน อะไรใหญ่กว่าระหว่างโคมไฟกับพระจันทร์
คำตอบที่ได้ยังไงมันก็ต้องเป็นพระจันทร์ ว่ามั้ยครับ
แล้วปัจจัยอะไรทำให้ผู้ชายตาตี่อย่างผมเห็นโคมไฟริมถนนใหญ่กว่า เด่นกว่า
สว่างกว่าพระจันทร์ไปได้นะ
คำตอบที่ผมได้คือ ความใกล้ ไงครับ
ในพระสูตรว่าด้วยมงคล ๓๘ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า
คือเหตุของชีวิตที่ดีงาม ท่านเริ่มด้วยการไม่คบคนพาลและคบบัณฑิตเป็นสองประการแรก
รวมถึงยังมีเรื่องของการอยู่ในถิ่นอันสมควร การได้เห็นสมณะในข้อต่อ ๆ มา
เพราะคนเราอยู่ใกล้ใคร ใกล้อะไร โตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน
ก็มีแนวโน้มจะเป็นแบบนั้น
ผมเคยสังเกตว่าคนต่างจังหวัดหลายคนที่ผมรู้จักมักจะใจเย็นและมีน้ำใจ
กับคนแปลกหน้ามากกว่าคนกรุง
วิเคราะห์้ได้ว่าเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะวิถีชีวิต บรรยากาศ สภาพแวดล้อม
วิธีคิดเขาเป็นอย่างนั้น
ถ้าอ่านตอนต้น ๆ มาแ้ล้วน่าจะพอจำได้ว่าผมเติบโตและใช้ชีวิตวัยเด็กที่เชียงใหม่ครับ
ตอนเรียนจบก็ได้กลับไปทำงานประจำที่นั่นอีก ๓ ปี
ช่วงนั้นผมสังเกตได้ว่า หลังจากกลับไปอยู่เชียงใหม่ได้ระยะหนึ่ง
จังหวะความเร็วในชีวิตของผมค่อย ๆ ช้าลง ๆ จนเวลากลับเข้ามาประชุมในกรุงเทพฯ
จะรู้สึกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
อาจเพราะสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตคนเชียงใหม่ส่วนใหญ่ไม่เร่งรีบเท่าคนกรุงเทพฯ
เมืองเขาไม่ใหญ่เท่า สภาพการจราจรไม่โหดเท่า ใจผมก็ซึมซับจังหวะชีวิตแบบนั้นไว้
พอกลับมาเจอชีวิตในเมืองหลวงก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
แต่หมายเหตุว่าผมพูดถึงเชียงใหม่ช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๓ - ๒๕๓๕ โน่นนะ ไม่ใช่ปัจจุบันวันนี้
เคยมีคนบอกว่า จิตใจคนเราเหมือนฟองน้ำ จะซึมซับสิ่งที่อยู่รอบตัว
แต่บางคนที่ผมเจอหนักกว่า คือใจเขาเหมือนทิชชู ซึมซับง่ายและไวกว่าฟองน้ำซะอีก
พวกนี้จะอ่อนไหวง่ายกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึมซับแล้วตัวเองยุ่ยไปด้วย
บางคนก็เหมือนผ้าอนามัยแบบมีปีก ซึมซับแล้วไม่ไหลย้อนกลับด้วย คือ
ซึมซับไปแต่ของเสีย ๆ เรื่องไม่ดี ๆ แล้วเก็บกักไว้ไ่ม่ยอมปล่อย
ใครจะบอกเท่าไหร่ เตือนยังไงก็ไม่ฟัง ใจปิด จนอดคิดไม่ได้ว่า
น่าจะเป็นผลกรรมอย่างหนึ่ง
แต่ถ้าจิตใจคนไหนมีสติ มีปัญญาที่เคยสั่งสมภาวนาติดตัวมา
ก็จะเหมือนมีเครื่องกรองเป็นฟิลเตอร์อยู่ในใจ
ยังรู้จักเลือกซึมซับกลั่นกรองว่าจะรับอะไรดี ๆ เข้ามาบ้าง
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนหรือตัวจะอยู่ในสถานที่ยังไง
ความใกล้มีสองส่วนนะครับ ใกล้ทางกายกับใกล้ทางใจ
ใกล้ทางกายก็เช่นบางคนมีปกติได้อยู่ในที่ดี ๆ
ท่ามกลางคนดี ๆ มีศีลมีธรรม มีสัมมาทิฏฐิ อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์
ใกล้กัลยาณมิตร ก็รับกระแสจิตที่ดี
ในขณะที่บางคนมีปกติอยู่ในสถาที่อโคจร อยู่ท่ามกลางคนเมา
หรือท่ามกลางกลุ่มม็อบต่าง ๆ ที่มักจะหนาแน่นไปด้วยกระแสจิตที่ขุ่้นเคือง
ร้อนด้วยโทสะความเกลียดชัง ก็รับกระแสจิตที่วุ่นวายมาด้วย
ส่วนความใกล้ทางใจเป็นอีกส่วน เรามีปกติระลึกนึกถึงสิ่งใด ใจเราก็อยู่ใกล้สิ่งนั้น
บางคนตัวอยู่ในวัด ไปถือศีล ๘ นุ่งขาวห่มขาว แต่ใจมัวห่วงลูกที่บ้าน
ห่วงแฟนที่เมืองนอก นั่งกินข้าวที่วัด ใจก็ไปนึกถึงของกินอร่อย ๆ ที่ห้าง
แบบนี้เรียกว่าตัวอยู่ใกล้วัด แต่ใจห่างวัด
ครูบาอาจารย์เคยเล่านิทานเรื่องโสเภณีคนหนึ่งทำงานในซ่อง
ที่ตั้งอยู่ใกล้สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งเกิดโรคระบาด
ทั้งนักบวชและโสเภณีตายพร้อมกัน ไปเจอยมบาลพร้อมกัน
ยมบาลเปิดดูบันทึกกรรมของทั้งคู่แล้วประทับตราวีซ่าให้โสเภณีไปสวรรค์
แต่นักบวชให้ลงนรก นักบวชตาเหลือก โวยวายยมบาลพูดผิดสลับกันหรือเปล่า
ยมบาลบอกว่า ไม่ผิดหรอกท่าน ท่านน่ะตัวอยู่ในวัด แต่ใจอยู่ในซ่อง
ส่วนหญิงคนนี้ตัวอยู่ในซ๋อง แต่ในอยู่ในวัด
ฉะนั้น ถ้าไม่มีเวลาไปวัด ภารกิจเยอะ ทั้งลูกหลาน งานการ บ้านช่อง
พาตัวเองไปเจอคนดี ๆ ในที่ดี ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่่ได้
ก็เจริญสติด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่กับพุทโธก็ได้ครับ
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ท่านเคยสอนลูกศิษย์ที่บ่นว่างานยุ่ง ภาระเยอะ
ไม่มีเวลาปฏิบัติภาวนาเลย ท่านถามกลับว่า แล้วมีเวลาหายใจมั้ย
ถ้ายังมีเวลาหายใจก็ต้องมีเวลาภาวนานะ หลวงพ่อชาท่านก็สอนแบบเดียวกันนี้
อย่าเอาเงื่อนไขชีวิตทางโลกมากีดกันเราออกจากสิ่งดีงามทางใจ
อย่าเอาคำว่าไม่มีเวลามาปิดโอกาสจะอยู่ใกล้ธรรมะ
ใกล้ความจริงของชีิวิตที่จะพาเราพ้นทุกข์ได้
เพราะสิ่งที่อยู่ใกล้เราตลอดเวลาชนิดที่เราอาจจะนึกไม่ถึงก็คือมัจจุราช ความตายนั่นเองครับ
สุขสันต์วันที่ลมหายใจออกยังอยู่ใกล้กับลมหายใจเข้านะครับ
................................................................................................................................................
ความคิดต่อยอด ...
มงคล ๓๘ ประการเป็นคำสอนที่ชัดที่สุด
เกี่ยวกับ "กฎของความใกล้"
การไม่คบคนพาล คือ มงคลข้อแรก
การไม่ไปในที่อโคจร ก็ย่อมทำให้คนที่จิตใจอ่อนไหว
ไม่หนักแน่น ไม่เข้มแข็งเพียงพอ ตกเป็นเหยื่อ
ของอบายมุขรอบ ๆ ตัวได้อย่างง่ายดาย
จนมีข้ออ้างต่าง ๆ นานาที่จะยอมทำผิดศีล
อ้างว่า สนุกบ้าง ครั้งหนึ่งในชีวิตบ้าง
เสพสุขแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็หายไป
ต้องกลับเสพไม่รู้จักสิ้น
"กฎของความใกล้" ก็คือ กฎแห่งแรงดึงดูดของฝรั่งเขานั่นแหละ
เป็นคนอย่างไร ก็จะได้สิ่งแวดล้อมแบบนั้น
ไม่มีข้ออ้างใดที่จะละเว้นการทำสิ่งถูกต้องตามศีลธรรมที่พึงปฏิบัติ
นอกเสียจาก อยากวิ่งหาทุกข์อย่างไม่หยุดหย่อน
แล้วยังมีเวลาหายใจมั้ย
บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...
.................................................................................................................................................
ขอบคุณหนังสือดี ๆ ...

พิทยากร ลีลาภัทร์. สุขใกล้ ๆ ที่ไม่เคยเห็น. กรุงเทพฯ : อมรินทร์ธรรมะ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๖.
อาจารย์เปรียบเทียบเห็นภาพชัดเจนมากค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
ขอบคุณมากครับ คุณ
tuknarak
- ขอบคุณอาจารย์ ที่สะท้อน "กฏของความใกล้" ได้ชัดเจน มาก
โดยเฉพาะ วิถีชีวิต คนต่างจังหวัด - กับคนในบางกอก ....
- มีประสบการณ์ ได้รู้จัก "คนต่างจังหวัด ที่ผันตนเองมาอยู่ในบางกอก"...แต่เป็นวิถีชีวิต ที่ "น่าห่วงใย"...หลายประการ
ตั้งใจจะถ่ายทอด ลงบันทึก สักครั้ง... ขอเวลา อีกนิด ...จะนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่ทำให้ครูนกเชื่อมโยงเหตุการณ์ในชีวิตกับกฏของความใกล้กันได้....หลายครั้งที่เมื่อได้พบปะกับผู้ปกครองของนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์....จะทำให้เข้าใจเด็กได้ทันทีว่า เพราะเหตุนั่นจึงมีเหตุนี้ด้วยกฏความใกล้นี้ล่ะค่ะ.....กฏของความใกล้ในครอบครัวคงเป็นลักษณะลูกไม้หล่นไม่ใกล้ต้น ยกเว้นต้นอยู่ใกล้ริมสายน้ำขนาดใหญ่
ยินดีและขอบคุณมากครับ คุณ Joy ;)...
คุณครูนก noktalay จะสัมผัส "กฏของความใกล้" ได้อย่างชัดเจนครับ
เพราะสิ่งที่ครูนกเล่าให้ฟังนั้น เห็นยิ่งกว่าเห็น ใช่ยิ่งกว่าใช่ ใช่ไหมครับ
ขอบคุณมากครับ ;)...
ชอบข้อความนี้จัง
อย่าเอาเงื่อนไขชีวิตทางโลกมากีดกันเราออกจากสิ่งดีงามทางใจ
อย่าเอาคำว่าไม่มีเวลามาปิดโอกาสจะอยู่ใกล้ธรรมะ
ใกล้ความจริงของชีิวิตที่จะพาเราพ้นทุกข์ได้
ไปใต้มาเจอเพื่อนอาจารย์ด้วย
ชาวเผ่าซาไก 555
โอว! ลึกซึ้งค่ะ ,,,ลึกซึ้ง
ชอบและขอบคุณ
-สวัสดีครับอาจารย์
-อ่านนิทานแล้ว...ได้ข้อคิดดี ๆ ครับ
-ขอบคุณครับ
เพื่อนสนิททีเดียวของท่านอาจารย์ ขจิต ฝอยทอง นะครับ ;)...
ขอบพระคุณมากครับ พี่ เกศินี จุฑาวิจิตร ;)...
ยินดีและขอบคุณเช่นกันครับ คุณ เพชรน้ำหนึ่ง ;)...
"อยู่กับคนดี ดุจเข้าไปในหอ้งกล้วยไม้กลิ่นหอมอบอวล นานนานเข้าจะไม่รู้สึกหอม
นั่นเพราะเคยชินกับกลิ่นหอมนั่นเอง"
อยู่กับคนไม่ดี คนชั่ว ดุจเข้าไปในร้านขายปลาเค็ม กลิ่นเหม็นฉาวโฉ่นานนานเข้าจะไม่รู้สึกเหม็น
นั่นเพราะเคยชินกับกลิ่นเหม็นนั่นเอง (ขงจื้อ )
ถ้าฉันตามอ่านบันทึกของคุณได้สักหนึ่งปี คงซืมซับสิ่งดีของคุณไปได้ เยอะเลย
"กฎของความใกล้" คงใช้ได้ผลจริง ขอบคุณสำหรับวันนี้
ยินดีอีกครั้งครับ ;)...