2.1.5 ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช (รัชกาลที่5)
ต้นยุคระบบน้ำใสไฟสว่าง ทางมี คลองต้นน้ำสะอาดและมี ความสวยงามปกคลุมด้วย ความร่มรื่นแห่งพฤกษา บางแห่งที่เป็นลำคลองเล็ก เป็นแหล่งชุมชนของกลุ่มบ้าน สู่เมืองด้วยการนำสินค้าที่หาได้จากป่า สรรสรรพสินค้า แรงงาน นักดนตรีบ้านนอกที่ฝากทักษะไว้กับตัว และการค้าระหว่าง มาจากการเลื่อนไหลของประชากรต่างชาติเข้าร่วม การประชาสัมพันธ์ โฆษณา ข่าวสาร เชื่อมต่อสกุลหนึ่งขยายไปอีกสกุลหนึ่ง เกิดครอบครัวศักดินาใหม่บ้าง คงเดิมบ้าง โดยมีทาษ ประชาชนประดับพื้นที่ การไปมาหาสู่ยังใช้ระบบเดิม ในเมืองมีรถ 2 ล้อลากบริการรับส่งคน ต่อมาเริ่มมีรถยนต์ใช้ ดนตรีมีความสัมพันธ์จากความเชื่อ ศาสนา ประเพณี แม้กระทั่งพิธีกรรมและการละเล่นแบบบันเทิงต่างๆ ทั้งบนบกในเรือ ครึกครื้นเป็นกลุ่มชนมากขึ้น
วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับมนุษย์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ามหาราช (รัชกาลที่5) เป็นวงที่ได้สร้างค่านิยมสัมพันธ์ และมีวิวัฒนาการอย่างเดียวกัน ตามสมัยปัจจุบัน เป็นวงดนตรีประเภทประกอบละคร มีการนำคนตรีเข้าผสมร่วมให้แปลกออกไป คำว่าดึกดำบรรพ์เป็นชื่อของโรงละคร อยู่ที่เทเวศ ก ท ม. ชื่อว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ การละครก็ใช้ชื่อว่า ละครดึกดำบรรพ์ วงดนตรีก็ยังใช้ชื่อว่า วงดนตรีดึกดำบรรพ์ไปด้วย กาลก่อนทียังมิได้ตั้งชื่อเจ้าพระยาเทเวศผู้เป็นเจ้าของโรงละครที่ใครๆเขาเรียกกันว่า โรงละครเจ้าพระยาเทเวศ การละครก็เรียกกันว่า ละครเจ้าพระยาเทเวศ แต่แปลก มีแต่วงดนตรีปี่พาทย์เท่านั้น ที่ไม่เรียกว่าวงดนตรีปี่พาทย์เจ้าพระยาเทเวศ กลับเรียกว่าวงดนตรีปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์กัน แต่ท่านไม่ชอบให้ใช้ชื่อของท่านว่า โรงละครเจ้าพระยาเทเวศท่านเลยตั้งชื่อให้ว่าโรงละครดึกดำบรรพ์
ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ได้ปรับปรุงแล้ว โดยคัดดนตรีประเภทเสียงแหลมสูงเสียงกัดหู อีกทั้งเสียงดังมาก นำออกเหลือไว้แต่เครื่องดนตรีที่ให้เสียงนุ่มนวล เนื่องจากประสงค์ Back up ละคร เพื่อให้ประชาชนรู้ความชัดเจนตามท้องเรื่อง
วิธีการโดยมองไปที่วงดนตรีปี่พาทย์เครื่องใหญ่ นำปี่ (ใช้ขลุ่ย) ระนาดเหล็ก กลองทัด (ใช้กลองเสริดแทน) ระนาดที่ใช้ไม้แข็งบรรเลงซึ่งหัวไม้ทำด้วยลัก เวลาตีแล้วเสียงดัง แต่ระนาดเอกเป็นหลักของการดำเนินทำนองไม่สามารถนำออกได้ เลยเปลี่ยนไม้ตีเป็นหัวไม้นวม เพราะปัญหาเกิดขึ้น เกี่ยวกับตัวละครในการที่จะแสดงบทกริยา ต้องใช้เพลงประเภทหน้าพาทย์ประกอบ อีกอย่าง ท่านต้องการเสียงคล้ายกับ Double bass แบบสากล จึงนำฆ้องหุ่ย 7 เสียง อย่างละลูกเสียง 7 ลูก ให้เสียงเรียงระดับ 7 เสียง โดยเชื่อมเสียง Meเสียงต่ำสุดจากฆ้องวงใหญ่ ต่ำลงไปถึงDo แล้วเรียงเสียงขึ้นมา 7 เสียง เช่น
Do Re Me Far Sol La Ti (Me เสียงต่ำสุดจากฆ้องวงใหญ่ Me ลูกที่ 3 ของหุ่ย 7 เสียง)
ความสัมพันธ์ต่อความเป็นมาของเพลงไทยสากล
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการฝึกหัดทหารตามแบบยุโรป ซึ่งมีการใช้ดนตรีบรรเลง ประกอบการฝึกทหาร โดยใช้ดนตรีประเภทแตรวง จากบันทึกของ เทาเซนต์ แฮรีส Thousand Harris ทูตชาวอเมริกัน ที่เข้ามาเมืองไทย เมื่อ พ.ศ.2536 และคนไทยเริ่มคุ้นกับแตรวง หรือแตรฝรั่งตั้งแต่นั้น จนในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 บทและเพลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช
เป็นแนวไทยสัมพันธ์ ที่มีลักษณะเป็นเพลงขับร้องคู่ เป็นการตัดพ้อต่อว่า การพลอดรำพัน และ เพลงที่มีลักษณะเป็นเพลงขับร้องเดี่ยว นำวิถีชีวิตของคนมาบรรยายเป็นเนื้อเพลงทำนองเดิมบ้าง มีการให้ข้อคิดและแฝงคุณธรรมอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังด้วย จัดแบ่งได้ออกเป็น 6 ประเภท คือ
1. การสะท้อนอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์
2. การนำธรรมชาติมาเทียบเคียงกับอารมณ์ของมนุษย์
3. การนำธรรมชาติมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์
4. การนำความเชื่อแบบไทยสัมพันธ์เข้ากับชีวิตของมนุษย์
5. การสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในเมืองและชนบท
6. การนำลักษณะเด่นของคำในวรรณคดีใช้เพลงเดิมมาสัมพันธ์กับปรัชญาของชีวิต
ดนตรีในเมืองมีความสัมพันธ์ต่อคนเมืองกระชับเจริญขึ้นควบคู่ไปกับประเพณี พิธีกรรม และเทศการณ์ บันเทิงสำเริงใจ ประกอบด้วยมีการประกวดรถยนต์ ประกวดสินค้า ซื้อขายแลกเปลี่ยน ย่านสะพานหัน สำเพ็ง เยาว์ราช มีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรี มีเพลงในวัดจีน ตามศาลเจ้า ท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) ได้ไปจำทำนองและลีลาเพลงจากอุปรากรวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋ว มาแต่งเป็นเพลงใหม่ขึ้นมีสำเนียงจีนปน เกิดความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเพลงร่วมเป็นความสัมพันธ์ผสมผสานการผลิตเพลงใหม่
2.1.6 ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่6)
เป็นยุคเจริญสู่ระดับสูง ทั้งด้านดนตรีและการละคร โดยเฉพาะกองเครื่องสายฝรั่งหลวง กรมที่รับบุคคลากรที่มีฝีมอทางด้านดนตรี กองการซ่อมเครื่องดนตรี หาสิ่งมีค่ามาประดับ มาพอกมาฝังให้กับเครื่องดนตรีและเฟอร์นิเจอร์ ให้มีคุณค่าสูงยิ่ง รักษาไว้อยู่ที่กรมศิลปากรและในบ้านที่มีฐานะ หลังจากที่ลูกหลานของตระกูลดีมีฐานะบางท่านกลับมาถึงเมืองไทย ในสมัยปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ได้นำความมีขนบตะวันตก แพร่หลายแนวเพลง Classic Jazz Country Roman Bebop Honky - tong Mach นำดนตรีเลียนแบบวิธีแห่หามศพซึ่งเป็นอาชีพของนักดนตรีคนดำแห่ศพไปตามถนน (ไทยเราใช้เพลงพญาโศก) รวมทั้งฝ่ายเอกชนสั่งโสตทัศนวัสดุนำเข้า
สมัยรัชกาลที่ 6 ดนตรีตะวันตกเริ่มแพร่หลายเข้าสู่ประชาชนอย่างกว้างขวางตามลำดับ ทรงส่งเสริมให้มีการฝึกดนตรีสากลตะวันตก ขึ้นในหมู่ข้าราชการบริพารและนักดนตรีไทย ซึ่งมีนักดนตรีที่เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องเช่น พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) และอีกบุคคลหนึ่งในวงเครื่องสายฝรั่งหลวง เป็นหัวหน้าวงกรมโฆษณาการคือครูเอื้อ สุนทรสนาน ในฝ่ายเพลงไทย
พ.ศ. 2470 จวงจันทร์ จันทร์คณา (พรานบูรพ์) ผู้ประพันธ์เรื่องและเพลงของคณะละครศิลป์สำเริง ซึ่งเป็นคณะละครของแม่เลื่อนและ ประวัติ โคจริก มีแม่แก้วร่วม อีกทั้งเป็นผู้ประพันธ์เรื่องและเพลงของคณะละครนครบันเทิง ของคณะละครของแม่บุญนาค และสมประสงค์ รัตน์ทัศนีย์ (เพชรรัตน์) แห่งคณะละครปราโมทย์นคร ของคณะละครของแม่เสงี่ยม ได้พัฒนาเพลงประกอบละคร โดยการดัดแปลงจากเพลงไทยเดิมที่มีทำนองสองชั้น มาใส่เนื้อร้องแทนทำนองเอื้อน ใช้ดนตรีคลอฟังทันหูทันใจเป็นที่นิยมของประชาชน ซึ่งเรียกกันว่าเพลงเนื้อเต็มหรือเนื้อเฉพาะแต่ยังคงใช้ปี่พาทย์บรรเลงเหมือนเช่นเดิม
ราวปี พ.ศ. 2471 สันนิษฐานว่า ชาติแรกคือชาวญี่ปุ่น นำพาพยนต์เข้ามาฉายในเมืองไทยเป็นพาพยนต์เงียบ เรื่องต่อไปใช้ดนตรีประกอบอยู่ข้างฉาก(ตอนเป็นเด็กนักเรียนสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริย์ติยารามได้รับค่าจ้าง 20 บาทให้ไปเล่นข้างจอในโรงหนังบุศยบรรณบางลำภพตำแหน่งฉาบใหญ่รวยไปหลายวัน) คอยเล่นประกอบการแสดงจากผู้แสดงในจอผ้า โดยใช้เพลงลาวดวงเดือนบ้าง โสมส่องแสงบ้าง ในบทอ่อนหวาน และเพลง 2ชั้น บทบู้ใช้เพลงเชิด เมื่อผู้แสดงเปลี่ยนบทกริยาย่อมเล่นไม่จบเพลง เพลง เหยี่ยวดำ Black Eagle เป็นเพลงใช้มากที่สุดบู้ตลอด
พ.ศ. 2470-2472 เพลงไทยสากล ในสมัยของพรานบูรณ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงไทยในยุคนั้น พรานบูรณ์ได้แต่งเพลงลักษณะนี้อีกเป็นจำนวนมาก และในปี พ.ศ. 2474 พรานบูรณ์และเพชรรัตน์แห่งละครคณะศรีโอภาส ได้นำดนตรีสากล ประเภทเพลงแจ๊ส (Jazz Band) หรือ หัสดนตรี เป็นส่วนประกอบละครเรื่อง “โรสิตา” และนำทำนองเพลง “วอลซ์ปลื้มจิต” มาใส่เนื้อร้อง ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการเผยแพร่บทเพลงออกอากาศทางสถานีวิทยุ 7 พี.เจ. ที่ศาลาแดง และมีการบันทึกแผ่นเสียง โดยห้างนายต.เง็กชวนในปีเดียวกัน พรานบูรณ์ร่วมงานกับคณะละครจันทร์โรภาสก็โด่งดังถึงขั้นระดับสูงสุด ด้วยละครร้องเรื่อง”จันทร์เจ้าขา” เป็นเพลงแรก จากการกล่าวของครูจงรัก จันคณาาผู้เป็นบุตร ซึ่งมีสถิติการนำออกแสดงถึง 49 ครั้ง ติดต่อกันแทบทุกโรงมหรสพที่มีในพระนครและธนบุรี โดยพรานบูรณ์แต่งเพลงไทยสากล มีลีลาทำนองอ่อนหวาน อาทิ เพลงจันทร์เจ้าขา จันทร์สวาท จันทร์ลอย จันทร์จากฟ้าจันทร์แฝงหมอก ขวัญเรียม
เพลงของพรานบูรณ์ที่ร่วมคณะละครจันทร์โรภาสได้รับความนิยมสูง เมื่อพาพยนต์พูดเสียงในฟลีมเข้ามาได้รับความนิยมแทน ความนิยมละคร เพลงเริ่มลดน้อยลงไป
ลักษณะความสัมพันธ์ต่อสังคมดนตรี คนดีมีฝีมือดนตรี เมื่อผ่านเข้ามารับหน้าที่ในกรมมหาดเล็ก ย่อมมีฝีมือ บางท่านมาจากชนบทเข้าสู่เมืองง่าย การสันจรสะดวกขึ้นในสมัยนั้น คนกลุ่มนี้ได้นำความรู้และความสมารถเฉพาะตน เข้ามาศึกษาเพิ่มเติมจากหัวหน้ากองประจำการ เมื่อกลับสู่ถิ่นก็ได้ไปแพร่หลาย เกิดมีนักดนตรีวงดนตรีตามหัวเมืองตามรอบเมือง
ดนตรีในเมืองมีความสัมพันธ์ต่อคนเมืองกระชับเจริญขึ้นควบคู่ไปกับประเพณี พิธีกรรม และเทศการณ์ บันเทิงสำเริงใจ ประกอบด้วยมีการประกวดรถยนต์ ประกวดสินค้า ซื้อขายแลกเปลี่ยน ย่านสะพานหัน สำเพ็ง เยาว์ราช มีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรี มีเพลงในวัดจีน ตามศาลเจ้า ท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) ได้ไปจำทำนองและลีลาเพลงจากอุปรากรวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋ว (ให้สังเกตุเพลงไทยเดิมจะมีสำเนียงแต้จิ๋วหลายเพลง) มาแต่งเป็นเพลงใหม่ขึ้นมีสำเนียงจีนปน เกิดความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเพลงร่วมเป็นความสัมพันธ์ผสมผสานการผลิตเพลงใหม่
2.1.7 ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 7)
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์อย่างนักวิเคราะห์ทางอารมณ์Emotional analyst ขึ้นนั้นชื่อว่าเพลง ราตรีประดับดาว เถา ใช้ทางสำเนียงมอญ ทำนอง ลีลาอ่อนหวาน 3ชั้นท่อน 1 ราบเรียบ เชิงชี้ชวนให้เห็นความประสงค์ ในธรรมชาติยามค่ำคืน 3ชั้นท่อน 2 ทำนองเชิงหยอกล้อต่อกระซิก อยู่ในบรรยากาศธรรมชาติ ณ ตำหนักยามค่ำคืนนั้น สุดท้าย (ท่อนชั้นเดียว) ก็จากไปด้วยความห่วงอาลัย ฝากไว้ด้วยคำว่าพรุ่งนี้จะกลับมาใหม่
เพลงคลื่นกระทบฝั่ง เพลงประเภทใช้ในการโหมโรง Overture song ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นด้วยจินตนาการจากธรรมชาติ ยามเมื่อประทับที่ ....... เมื่อเห็นคลื่นก่อเคลื่อนตัวแล้วเข้ากระทบหาด ลูกแล้วลูกเล่าแต่ สียงคลื่นดังไม่เท่ากัน แล้วอุปมาในอารมณ์ EmotionalAnalogy ไว้ว่า เมื่อคลื่นลูกแรกมาแล้วย่อมมีคลื่นลูกหลังตามมา
เพลงเขมรลออองค์ ทรงพระราชนิพนธ์ตามท้องเรื่องละครพระร่วง ตอนพระยาเดโขรับคำสั่งให้ไปจับพระร่วง
พ.ศ. 2474 ได้สร้างศาลาเฉลิมกรุงขึ้น เมื่อความนิยม ภาพยนตร์ ตะวันตกสูงขึ้น ห้างศรีกรุงได้ผลิตภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเรื่องแรกชื่อว่า “หลงทาง” โดยมีหลวงกลการเจนจิต(เพา วสุวัต) สกุล วสุวัต. มานิต วสุวัต. กระเศียร วสุวัต. กระแส วสุวัต. ใช้เพลงพัดชา เพลงบัวบังใบ โดยตัดความระเอียดเสียงเอื้อนบางส่วนออกไป เพื่อให้เพลงกระชับล่วงพ.ศ. 24575 เข้าสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พ.ศ. 2476 มีเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยได้รับแรงจูงใจจากเพลงประกอบภาพยนตร์อินเดียที่ได้เข้ามาฉาย ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ได้มี “เพลงกล้วยไม้” เพลงแรกที่เข้าประกอบภาพยนตร์ตามหลักโน้ตสากล บางครั้งมีภาพยนตร์เรื่องอื่น ยังได้นำเพลงนี้ขึ้นขับร้องหน้าเวทีสลับหน้าฉาก เพราะใช้ คำร้องเนื้อเต็ม ทำนองตามหลักแนวโน้ตสากล จังหวะสากล (ไม่ใช้หน้าทับ) เรียกได้ว่าเป็นเพลงไทยสากล
พ.ศ. 2477 กระทรวงกลาโหมสร้างภาพยนตร์ “เลือดทหารไทย” มีเพลงประกอบ 3 เพลงคือ “มาร์ช ไตรรงค์” “ความรักในแม่น้ำเจ้าพระยา” และ “มาร์ช เลือดทหารไทย” ประพันธ์โดยเรือโทมานิต เสนะวีณิน และยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่ประพันธ์โดย เรือโทมานิต และขุนวิจิตรมาตรา เช่น ตะวันยอแสง จากเรื่อง“เลือดชาวนา” เพลงบวงสรวงจากเรื่อง “เมืองแม่หม้าย” หลังจากเรือโทมานิต เสนะวีณิน ถึงแก่กรรมลงในปี พ.ศ. 2479 ได้เกิดนักแต่งเพลงคนใหม่ คือครู นารถ ถาวรบุตร ได้มีเพลงเป็นที่นิยมมากมาย เช่น พลับพลึงไพร ชื่นชีวิต แสนอาลัย ใจสนองใจ เป็นต้น
ในปี พ.ศ. 2478 ทางราชการได้แต่งเพลงขึ้นอีก 2 เพลง คือเพลงชาติ และเพลงเถลิงรัฐธรรมนูญ ยังมีเพลงที่สำคัญ เช่น เพลงรักเมืองไทยเพลงเลือดสุพรรณ เพลงศึกถลาง เพลงแหลมทอง ส่วนเพลงเพื่อกองทัพ เช่นเพลงสามทหารนั้น ได้รับความนิยมสูงมากจนถึงกับนำไปเป็นเพลงสัญลักษณ์ก่อนการฉายภาพยนตร์ และเมื่อสงครามระหว่างไทยกับอินโดจีนเกิดขึ้นเพลงปลุกใจก็มากขึ้น เช่นเพลงแนวรบแนวหลัง ทหารไทยแนวหน้า มณฑลบูรพา
ในปี พ.ศ. 2480 ได้มีการสร้าง “เพลงหวานใจ” โดยมีขุนวิจิตรมาตราเป็นผู้แต่งบทภาพยนตร์ คำร้องเพลงประกอบภาพยนตร์และกำกับการแสดง นารถ ถาวรบุตร เป็นผู้แต่งทำนองเพลง และในปีเดียวกัน พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล หัวหน้าวงดนตรีที่มีนักดนตรีอยู่ในวงเช่น เอื้อ สุนทรสนาน เวส สุนทรจามร สังเวียน แก้วทิพย์ จำปา เล้มสำราญ คีติ คีการกร (บิลลี่) มีเพลงที่ได้รับความนิยมอย่าง “ลมหวน” และ “เพลิน” จากภาพยนตร์เรื่อง “แม่สื่อสาว”และวงดนตรีกรามประชาสัมพันธ์ก่อตัวขึ้นเมื่อ พ. ศ 2481
ในปี พ.ศ. 2482 มีการจัดตั้งกรมโฆษณาการโดยมีนายวิลาศ โอสถานนท์ เป็นอธิบดีคนแรกและมีการตั้งวงดนตรีของกรมโฆษณาการ เพื่อบรรเลงเพลงส่งไปกระจายตามสถานีวิทยุตามสถานที่ต่าง ๆ โดยมี ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นหัวหน้าวง เวส สุนทรจามร เป็นผู้ช่วย นักร้องรุ่นแรก ที่สำคัญ เช่น ครูล้วน ควันธรรม จุรี โมรากุล (มัณฑนา โมรากุล) รุจี อุทัยกร สุภาพ รัศมีทัต ชวลี ช่วงวิทย์ โดยมีนักแต่งเพลงประจำวงที่สำคัญ คือครูเอื้อ สุนทรสนาน ครูเวท สุนทรจามร ครูล้วน ควันธรรม และครูแก้ว อัจฉริยะกุล ร่วมกันแต่งเพลงออกมาจำนวนหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2482 เช่นกัน และต่อมาได้ตั้งวงดนตรี “สุนทราภรณ์” ขึ้น ลักษณะของวงดนตรีสุนทราภรณ์ เป็นแบบสากล เป็นวง Big Band การกำเนิดวงดนตรี สุนทราภรณ์ อย่างนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของเพลงไทยสากลในยุคปัจจุบัน
พ.ศ. 2483 เข้าสู่ยุควิทยุกระจายเสียงเพื่อประชาชน การทหารได้ใช้การสื่อสารนี้แจ้งข่าวบ้านการเมือง แจ้งความปลอดภัย เกิดจากความกรุ่นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังจะปะทุแล้วลามไปจนถึงพ.ศ. 2488 เกิดความเสียหายไม่มากมายเพราะไทย ได้ร่วมชะนะ จากนั้นวิทยุได้เริ่มบริการรับใช้ประชาชนโดยเสนอข่าวข่าวบ้านการเมือง ชี้ชวนให้รักชาติ สามัคคีปรองดองชนในชาติ จากนั้นได้เสนอเพลง รอเวลาเพื่อมีข่าวสารบ้านเมืองเพิ่มใหม่
พ.ศ. 2492 จอมพล ป (แปลก) พิบูลย์สงครามได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อมีวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ ประชนบางพื้นที่ยอมรับหลายพื้นที่ รับจากความเจิญในเมืองหลวงบ้าง จากการนำพาไปแพร่สู่กระจายบ้าง ทั้งชนบท อีกทั้งวิทยุได้รับวัฒนธรรมเพลง สร้างความสัมพันธ์ทางสื่อกระจายเสียงเพลงสู่ชานเมือง การโฆษณาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศและข่าวสารที่แปลกหูเชิงสร้างสรรค์ เพลงศาสนาของชาวตะวันตก เป็นบ่อเกิดเชิงทฤษฎีสากล การแต่งตัว ล้วนมีความเจริญที่ควรต้องพัฒนาอย่างยิ่ง อีกทั้งแบบแผนแปลนเมืองทางด้านรักษาความสะอาด ไฟฟ้า ประปา ย่อมมีให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ระยะนั้นบ้านเมืองต้องการความสงบจากพิษสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการจัดระบบการปกครอง ที่ยังเปลี่ยนปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนสมัยจอมพล ป. (แปลก) พิบูลย์สงคราม มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จอมพล ป (แปลก) พิบูลย์สงคราม ต้องการให้เป็นวัฒนธรรมเพลงไทยอย่างชัดเจน โดยการขอให้ตัดคำนำหน้าชื่อเพลงเช่นคำว่า แขก จีน มอญ เขมร พม่า ออก ขณะที่ดนตรีประกาศชื่อเพลงก่อนการบรรเลงออกอากาศ โดยมิต้องการให้มีคำว่า เพลงเขมรลออองค์ เพลงเขมรพวง เพลงโอ้ลาว แขกอาหวัง มอญฟักแฟง แขกมอญ
รศ.ดร. ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ (2542)อาจารย์ท่านนี้ได้สอนกระผมถึงที่มาของวัฒนธรรมดนตรีไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ขณะเมื่อกระผมกำลังเป็นนักศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในระดับ (ศ.ศ.ม.)ได้คะแนน 3.63 ยังไม่ได้คะแนนต่อเพราะสอบตกวิทยานิพนธ์ โดนไล่ออกโดยท่านอาจารย์พิชิต ไทยเสรี และมีคำสั่งไม่ให้ไปในคณะตอนสุดท้ายฝ่ายธุรการ โทรให้กลับไปเรียนต่อหมายถึงนับหนึ่งใหม่อีก 2 ปีเต็มแล้วบอกว่าคณาจารย์หมดใจสอน ท่านได้เขียนบทความเรื่อง “รัฐบาลของจอมพล ป. ส่งเสริมหรือย่ำยีดนตรีไทย” ลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรมว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่ผ่านมาให้ข้อสรุปว่าสาเหตุที่ดนตรีไทยตกต่ำ เกิดจากนโยบายการปรับปรุงดนตรีไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอ้างอิงหลักฐานจากเอกสารผลงานการประพันธ์จากเพลงแสนคำนึง ของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปะบรรเลง) หากพิจารณาศึกษานโยบายรัฐบาลพร้อมไปกับบริบททางประวัติศาสตร์ในขณะนั้น ที่จริงแล้วรัฐบาล ป. พิบูลย์สงครามพยายามส่งเสริมสนับสนุนดนตรีไทย โดยไม่เข้าใจแบบแผนดนตรีไทยที่จะให้เป็นไปตามแบบแผนดนตรีตะวันตก ทำให้นักดนตรีไทยและคนทั่วไปเข้าใจว่ารัฐบาลห้าม ไม่ให้เล่นดนตรีไทย แต่ไปส่งเสริมดนตรีตะวันตก
กลุ่มผู้อนุรักษ์เพลงไทยกล่าวว่า ถ้าให้ตัดคำข้างหน้าย่อมเกิดคำหมายเปลี่ยนเช่น เพลงเขมรลออองค์ เป็น เพลงลออองค์ (ดี สวยงาม) เพลงเขมรพวง (เหลือแค่) พวง ไม่ค่อยดี เพลงโอ้ลาว ตัดคำว่าลาวออกเหลือแค่ เพลงโอ้ (โอ้อะไร) เพลงแขกขาว เป็น เพลงขาว (ก็ดี) เพลงแขกมอญ ถ้าตัดทั้งแขกทั้งมอญออกแล้วชื่อเพลง . . . .(ดี) ผู้ดำเนินการทราบมาว่า จิตวิทยาสัมพันธ์เพื่อการพัฒนามนุษย์ ย่อมต้องมองปัญหานั้นเชิงบวก พร้อมปรับตัว เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี ในการแก้ปัญหา