๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ ใบไม้อีกใบของคณะแพทยศาสตร์ สงขลานครินทร์ ก็ถึงเวลาร่วงหล่นลงมาอีกครา หากแต่ในครั้งนี้เป็นใบของร่มไทร ร่มไม้ที่เคยเป็นร่มเงา เป็นแหล่งความรู้ของเหล่าบรรดาลูกศิษย์ เป็นที่พักพิงยามหมดหวังท้อแท้ ใบไม้ใบนี้เป็นตำนานของสงขลานครินทร์

 
................................................................................
 
"ตึกกรอสส์" เรื่องสั้นจากปลายปากกาของ อ.อุดากร เป็นหนังสือเรื่องแรกๆที่ผมได้เริ่มอ่านหลังจากสอบเอ็นทรานซ์เข้ามาได้ ด้วยเพราะความเหนื่อยล้าจากการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยเพราะรู้ว่าตัวเองสอบติดคณะแพทย์ หรือจะด้วยวิถีของเส้นสายลายปากกา ที่เล่าเรื่องการเรียนของนักศึกษาแพทย์ในตึกกรอสส์ และมาหักมุมอย่างแรงเอาตอนที่นักเรียนเข้าไปพลิกศพแล้วพบไฝ ๓ เม็ดนั้น มันได้จุดประกายของผมให้อยากเรียนปี ๒ เร็วๆ ทั้งๆที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงนักเรียนม.๖ที่เพิ่งสอบเข้าได้เท่านั้น
 
ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ ผมก็ได้เข้ามาเป็นนักศึกษาแพทย์ของสงขลานครินทร์อย่างเต็มตัว ผ่านพิธีกรรมรับน้อง ประชุมเชียร์ ไหว้ครูมหาวิทยาลัย ไหว้ครูคณะแพทย์ และอีกหลายต่อหลายกิจกรรมที่พึงจะมี ผ่านการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติ และก็อีกหลายอย่างเช่นกันที่ตอนนั้นไม่เข้าใจเลยว่า มาเรียนแบบนี้อยู่ทำไม ลึกๆนั้น ผมอยากเลื่อนชั้นขึ้นปี ๒ ชนิดที่ว่านับถอยหลังกันเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจนั้นคงหนีไม่พ้น การเรียนวิชา Gross Anatomy กระมัง เราอยากผ่าศพ เราอยากมีอาจารย์ใหญ่เป็นของตัวเอง อยากอ่านหนังสือตอนกลางคืนในห้องกรอสส์ และอยากเจออาจารย์เกษมและอาจารย์มัณฑนา แก้วอิ่ม
 
ผมรู้จักชื่ออาจารย์ทั้งคู่ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปี ๑ ด้วยซ้ำ เวลาไปทานอาหารกับเหล่าบรรดาพี่ๆปี ๒ จะเป็นพี่รหัส พี่โรงเรียน หรือพี่ๆที่อยากไปด้วยก็ตาม พวกเรามักจะพูดคุยกันเรื่องการเรียนอันแสนหนักหน่วงในชั้นปี ๒ อยู่เสมอๆ ผมจำได้ถึงบรรยากาศที่พี่บางคนอาจจะสวมกาวน์ทับชุดนักศึกษาออกมาโชว์ให้เราปี ๑ ได้ดมดอมกลิ่นฟอร์มาลินบ้าง แอบนำกระดูกบางส่วนของอาจารย์ใหญ่มานั่งท่องกันที่หอพักบ้าง และพี่ๆเหล่านั้นก็ได้เล่าเรื่องการเรียนกรอสส์ที่มีอาจารย์แพทย์สามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นครูผู้สอน 
"อาจารย์ทั้งคู่น่ารักมาก"
"เวลาอาจารย์มัณฑนา lecture อาจารย์เกษมจะเป็นคนคอยนั่งกดเลื่อนแผ่นสไลด์ให้"
"เค้าเดินจูงมือกันตลอด"
"อาจารย์เกษมวาดรูปสวย"
"เวลาอาจารย์สอน พวกพี่จะรู้สึกว่าเข้าใจง่ายมาก"
ฯลฯ
เหล่านี้ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ชีวิตในชั้นปี ๑ นั้นมันยาวนานเกินไป
.................................................................................................................
 
Gross Anatomy, Neuroanatomy และ Histology
มันเป็น ๓ วิชาที่สุดยอด
 
มันเป็นความสมหวังอันแสนวิเศษที่ได้เห็นอาจารย์ทั้งคู่เข้ามาสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ ทั้งคู่ที่อยากเจอมาตั้งแต่ปี ๑ ทั้งคู่ที่พี่ๆมักจะเล่าให้ฟังเสมอๆว่าท่านจะมาสอนเป็นคู่ สอนและช่วยสอนกัน อาจารย์เกษมเป็นชายร่างท้วม หวีผมเรียบอยู่เสมอ หน้าของอาจารย์จะอมยิ้มตลอดเวลา น้ำเสียงของอาจารย์ "ก้องแต่นุ่มหู" เคยแอบคิดไปว่า ถ้าอาจารย์ร้องเพลง มันน่าจะไพเราะน่าฟังไม่น้อย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้ยินสักครั้ง
ในสมัยก่อน เวลาเรียนวิชาต่างๆ ห้องเรียนที่หรูที่สุดอาจจะเป็นห้อง lab ภาษาอังกฤษที่มีหูฟังคนละตัว เปิดเทปฟังภาษาฝรั่ง ติดแอร์เย็นเฉียบ ที่ซึ่งฟังไปหลับไป หรืออาจจะเป็น lab ฟิสิกส์ ที่มีเครื่องมือแปลกๆมากมาย แต่การเรียนวิชากายวิภาคกับอาจารย์เกษม อาจารย์จะใช้วิธีเขียนบนเครื่องฉายแผ่นใสบ้าง (แบบนี้ก็หรูมากแล้วในยุค ๒๕๓๔) ส่วนอาจารย์มัณฑนาซึ่งช่วยสอนจะคอยกดถาดสไลด์เสียงดังครืดๆอยู่ด้านหลัง (มันก็ยังดูหรูจริงๆ) และหากจะหาความเชื่อมโยงต่างๆ อาจารย์เกษมก็จะใช้วิธีวาดรูปสวยๆสอนแทน มันคลาสสิคมากๆ
ถึงเวลาลง lab ในช่วงบ่าย ผมจำได้ว่า ในวันแรกนั้นมันตื่นเต้นเสียจนหัวใจผมแทบจะหลุดออกมานอกหน้าอก ดีที่พี่ๆปี ๓ เข้ามาช่วยในวันแรก สอนวิธีการผ่าลอกผิวหนังชั้นนอกบริเวณหน้าอกของอาจารย์ใหญ่ออก และที่สำคัญ เรามีอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านอยู่ด้วยตลอดเวลา ๓ ชั่วโมงบนชั้น ๒ ของตึกกรอสส์ ทำไม่ได้ก็เดินไปขอความช่วยเหลือจากท่าน หาเส้นประสาทไม่เจอก็วิ่งโร่ไปหาอาจารย์ มันน่าเจ็บใจมากที่เราเขี่ยหาอยู่ตั้งนานก็ไม่เจอ แต่เมื่ออาจารย์มาเขี่ยสองสามที เส้นก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้าเราแล้ว การเป็นที่พึ่งที่สำคัญใน lab ก็คือ เมื่อสิ่งที่เราหาเจอนั้นไม่ตรงตามหนังสือคู่มือ คราวนี้ก็เกิดอาการเครียดล่ะครับ ใครที่เป็นเซียนในกลุ่มก็อาจจะกลุ้มได้ ทางออกสองทางของเราก็คืออาจารย์เกษมหนึ่ง และอาจารย์มัณฑนาอีกหนึ่ง 
เมื่อมี gross แล้ว ก็ต้องมี histo เมื่อเห็นของใหญ่กันแล้ว ก็ต้องเห็นโครงสร้างระดับเซลล์กันบ้าง งานนี้พวกเราต้องใช้แผ่นสไลด์แก้วที่บรรจุมาในกล่องอย่างดี กล้องจุลทรรศน์จำนวนมากมายเรียงรายกันตามจำนวนนักศึกษา กล่องสไลด์แจกเป็นกลุ่ม หนังสือคู่มือมีให้พร้อม เพื่อนๆหลายคนมีหนังสือที่อาจารย์ทั้งคู่เป็นผู้เขียน เป็นรูปสีทั้งเล่ม ความทรงจำส่วนนี้ของผมหายไป จำไม่ได้ว่าทำไมตัวเองไม่มีบ้าง เพื่อนๆนำหนังสือไปให้อาจารย์เซ็นชื่อ แต่ผมไม่มีหนังสือแบบเขานี่นา เลยได้แต่ดูของเพื่อนๆไป
ยังมีวิชา Neuroanatomy อีกวิชาหนึ่ง ที่อาจารย์ยังคงต้องมาขลุกอยู่กับพวกเรา วิชานี้เป็นหนึ่งในวิชาหินของพวกเรานักศึกษาแพทย์ จุดต่างๆบนสมอง ไขสันหลัง ก็ต้องพยายามอ่านทำความเข้าใจ และท้ายที่สุดก็จำไว้ได้เพียงในระดับของไขสันหลังเราเอง สอบเสร็จก็เสร็จกันไป ลืมหมด
อาจารย์ทั้งคู่อยู่กับเราตลอดทั้งปีที่ ๒ ท่านเป็นที่พึ่งทางการเรียน ที่พึ่งทางใจในหลายๆครั้ง เวลาอาจารย์เกษมเรียกพวกเรา ท่านอาจจะใช้สรรพนามว่า "คุณ" "คุณหมอ" หรือเรียกชื่อเจ้าตัวเลย ส่วนอาจารย์มัณฑนาจะพิเศษหน่อย เพราะบางครั้งท่านเรียกลูกศิษย์ของท่านว่า "ลูก" เอาล่ะครับ ในเมื่อท่านเรียกเราว่าลูก ท่านก็เป็นพ่อเป็นแม่ของเราไปด้วยเลยนะครับ และมันก็เป็นเช่นนั้น
 
...............................................................................................................
 
พ่อและแม่ของนักเรียนแพทย์
 
บ้านพักของอาจารย์อยู่ในหมู่บ้านละแวกอ่างน้ำ
บ่อยครั้งในช่วงเย็นๆที่ผมมักจะขับรถเครื่องวนไปวนมาบริเวณอ่างน้ำม.อ. และจุดหมายประจำที่ผมจะหยุดแวะก็คือบ้านอาจารย์เกษม บ้านของอาจารย์อยู่ตรงมุมสี่แยกทางเลี้ยวไปสนามแบดมินตัน หลังบ้านร่มรื่นไปด้วยซุ้มการเวก เถาที่อาจารย์ชี้ให้ผมเข้าใจว่า การเวกเป็นไม้เถาเลื้อย ใช้ส่วนของกิ่งเล็กๆทีี่มีลักษณะเป็นมือเกาะรูปตะขอในการไต่เลื้อยไปเรื่อยๆ และมันก็เป็นต้นไม้ที่งูชอบเลื้อยไต่เช่นกัน วงสนทนาเล็กอยู่หลังบ้าน โต๊ะชุดนั้นผมนั่งจนชิน
บ้านหลังนี้อาจจะเป็นเพียงสถานีพักรถของผม แต่ในฐานะครูที่เป็นดั่งพ่อและแม่ บ้านหลังนี้ได้ถูกใช้เป็นที่พักของนักศึกษาแพทย์บางคนที่มีวิกฤติของชีวิต อาจารย์ทั้งคู่จะคอยดูแลจนกว่านักเรียนลูกของท่านจะผ่านพ้นไปได้ 
ในสมัยนั้น นักเรียนแพทย์หลายคนเรียกท่านว่า "พ่อและแม่" ได้โดยไม่ขัดเขิน ไม่ต่างกับอาจารย์ที่เรียกพวกเราว่า "ลูก"
 
พ่อแม่คู่นี้ดูโรแมนติกกันตลอดเวลา ภาพชินตาของพวกเราคือ ทั้งคู่มักจะเดินจูงมือกัน
อาจารย์เกษมมักจะเล่าเรื่องของภรรยาท่านให้พวกเราฟังอย่างน่ารัก ในช่วงที่อาจารย์มัณฑนาป่วยท่านต้องนำกำไลข้อเท้ามาใส่ให้ (บางครั้งอาจารย์เกษมเรียกว่า ลูกกระพรวน) เวลากลางคืนกลางค่ำ หากอาจารย์มัณฑนาเดินไปไหนท่านจะได้ตามไปถูก ท่านบอกว่า "กลัวแม่เดินลงอ่างน้ำไป" เล่นเอาพวกเราฮาไปหลายยก
 
............................................................................................................
 
งานในช่วงท้ายของชีวิต
 
"พิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์ เกษม แก้วอิ่ม" เป็นสิ่งที่อาจารย์ทุ่มเทแรงกายทั้งชีวิตให้ ผมจำได้ว่าในช่วงปีแรกๆ อาจารย์ได้นำกล่องพลาสติกติดกาวอย่างดีมาให้ผมดู แล้วเล่าให้ฟังว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการใส่ดองอวัยวะส่วนต่างๆให้น้องๆรุ่นหลังได้ดูและเรียน ผมได้มีโอกาสเดินเข้าไปเยี่ยมท่านในห้องทำงาน แล้วบอกท่านว่า มันน่าจะเป็นโรงงานเสียมากกว่า อุปกรณ์เขียนแบบ เลื่อย กระดาษทราย และอีกหลายต่อหลายอย่างอย่างที่ช่างพึงจะมี และตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้น แรงที่อาจารย์ช่างอย่างท่านได้ลงแรงไปไม่เสียเปล่า พิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์ เกษม แก้วอิ่ม เป็นสถานที่ทางการศึกษากายวิภาคของมนุษย์ที่ทรงคุณค่าอย่างหาค่ามิได้เลยทีเดียว
 
.......................................................................................
 
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ ผมมีกิจธุระต้องเดินทางไปต่างจังหวัด และทราบว่าอาจารย์เกษมท่านได้จากไปอย่างสงบ
 
พวกเรารู้กันมาสักพักใหญ่แล้วว่าอาจารย์ป่วยด้วยโรคร้าย แต่ท่านก็ยังคงดูแข็งแรงอยู่ตลอด ยังคงมาทำงานทุกวัน ยังคงขับรถพาอาจารย์แม่มาทำงานเสมอ ยังคงเดินลงมาต่อแถวซื้อข้าวเที่ยงไปให้อาจารย์มัณฑนากินอยู่ตลอด อาจารย์ดูแข็งแรงเสียจนผมไม่ค่อยกล้าถามเรื่องโรคภัยที่ท่านเผชิญอยู่ 
ยามที่ผมเป็นนักเรียนแพทย์ ท่านพูดคุยกับพวกเราเรื่องโรคภัยของท่านและภรรยาเป็นเหมือนเรื่องสนุก ท่านบอกว่าที่ท่านดูอ้วนขึ้นมากในช่วงหลังเกษียนก็คงเพราะกินยา beta blocker กระมัง เวลาอาจารย์มัณฑนาป่วยท่านก็ดูแลภรรยาของท่านอย่างแข็งขัน
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์เกษมในช่วงเดือนสิงหาคม ช่วงที่ท่านต้องนอนโรงพยาบาล ดูอาจารย์ซูบลงไปกว่าเมื่อก่อนบ้าง (ลืมถามว่า เป็นเพราะการหยุดกินยา beta blocker หรืออย่างไร) อาจารย์ได้บอกว่า "เมื่อถึงเวลานั้นแล้วทุกคนก็ต้องไปเหมือนกันทั้งนั้น" วันนั้นเป็นการพูดคุยด้วยกันเรื่องความตายโดยที่ไม่ได้คิดไปไกลว่ามันจะอยู่เพียงแค่เอื้อม
 
๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ผมได้มีโอกาสมาส่งอาจารย์
ช่วงเวลาตั้งแต่ ๑๑ โมง ผมมาที่ห้องจัดพิธีที่ชั้น basement ที่ติดกับห้องเก็บศพ อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านก็เริ่มทยอยลงมาเพื่อส่งอาจารย์พร้อมๆกัน 
อาจารย์เกษมท่านนอนอย่างสงบในชุดที่ท่านสวมใส่อย่างชินตา นั่นก็คือเสื้อเชิ้ตลายตาข่าย ผมเรียบ หลับตาดูสบาย ท่านนอนยื่นมือขวาวางลงบนพานดอกไม้ให้เหล่าบรรดาลูกศิษย์และผู้ร่วมงานได้รดน้ำอบบนฝ่ามือของท่านเป็นครั้งสุดท้าย 
ลูกๆของอาจารย์มากันพร้อมเพรียง ผมหวนนึกไปถึงครั้งที่ได้คุยกับอาจารย์ นึกถึงเรื่องการตั้งชื้อลูกๆของท่านที่มีที่มาจากชื่อของพ่อและแม่ ฟังเรื่องตลกจากการตั้งชื่อที่เกือบจะกลายเป็นชื่ออัณฑะของพ่อ
 
ชีวิตของเราไม่แน่ไม่นอนจริงๆนะครับ
 
แต่ชีวิตของอาจารย์เกษมที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องแน่นอนมีจริง
แน่นอน ที่คนคนหนึ่งอุทิศตนเพื่อนักเรียนแพทย์ของท่านและคณะแพทย์ ม.อ. อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยย่อท้อ
แน่นอน ที่คนคนหนึ่งไม่ยอมทำตนให้เป็นภาระของใครต่อใคร แม้ยามเจ็บป่วย
แน่นอน ที่คนคนหนึ่งมีความรักต่อภรรยาอย่างมากมาย ดูแลกันจนวันสุดท้าย และสามารถแสดงความรักของท่านออกมาให้สังคมได้รับทราบอย่างไม่ขวยเขิน
แน่นอน......... ที่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนก็ต้องทำหน้าที่สุดท้ายที่สวรรค์มอบหมายมา นั่นก็คือ "การตาย"