เป้าหมายของการพัฒนาศักยภาพนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคามนั้น มีธงอันเป็นจุดหมายปลายฝันที่แจ่มชัด นั่นก็คือ ...การเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน (เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย) และการเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน (เอกลักษณ์นิสิต)
ในเวทีกระบวนการของการเป็นวิทยากรครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2556  เป็นกระบวนการภายใต้ชื่อโครงการ “สัมมนาพัฒนาศักยภาพผู้นำนิสิต”  ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มงานกิจกรรมนิสิต  กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งจัดขึ้น ณ ภูวนาลีรีสอร์ท อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

 

ผมเลือกการเปิดตัวด้วยกระบวนการ “เข้าเงียบ” หรือทำสมาธิ (Meditation)  แบบง่ายๆ 
         เชิญชวนให้นิสิตนั่งล้อมวงตามกลุ่มองค์กร   
         เปิดเพลงเบาๆ สร้างบรรยากาศ    โดยให้นิสิตแต่ละคนนั่งหลับตาทำสมาธิในราวๆ
10 นาที 

 

ครั้นเสร็จสิ้นการ “เข้าเงียบ”  จึงชวนให้นิสิตได้ลุกขึ้นมาบอกเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงของการ “เข้าเงียบ”   อาทิ  การคิดคำนึงถึงเรื่องราวใดบ้าง  เพื่อชั่งวัดถึงสภาวะทางจิตใจของแต่ละคน  ว่ายังผูกยึดอยู่กับเรื่องราวใด  และเรื่องราวที่ว่านั้นเป็นสุข หรือทุกข์  หรือแม้แต่การสร้างสภาวะให้แต่ละคนได้รู้สึกผ่อนคลาย  เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นร่วมกัน

 

 


ครับ- นั่นคือกระบวนการเตรียมความพร้อมของการเข้าสู่กระบวนการแห่งการเรียนรู้อันง่ายงามที่ใครๆ ก็สามารถสร้างสรรค์ปันแต่งขึ้นได้ 
         ขึ้นอยู่กับว่า  แต่ละคน  จะมีวิธีการอันประณีตมากน้อยแค่ไหน
         และผู้เข้าร่วมกระบวนการ จะจริงใจ หรือให้ความสำคัญกับกิจกรรม “เข้าเงียบ” นั้นหรือไม่เท่านั้นเอง
 

 

ถัดจากนั้น  ผมก็ดำเนินงานตามกระบวนการที่แพลนไว้ล่วงหน้า  หากแต่เฝ้าประเมินสถานการณ์ตลอดเวลาว่าต้องปรับแต่งกระบวนยุทธเช่นใด  มิใช่ไหลเลยโดยไม่คิดคำนึงถึงสภาวะ หรือสถานการณ์ของผู้คนที่อยู่ตรงหน้าว่า  “พร้อม หรือไม่พร้อม”  
          หรือตัวเราเองก็เถอะ “เวิร์ค หรือไม่เวิร์ค”

 

 

 

 

 

 

ถามผู้นำนิสิต : แผนงานกับความเชื่อมโยงสู่เอกลักษณ์มหาวิทยาลัยและอัตลักษณ์นิสิต

 

ครับ-  ในห้วงหนึ่งผมยิงคำถามเพื่อประเมินทักษะการเรียนรู้  หรือองค์ความรู้ของผู้นำนิสิตว่ารู้จัก “เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย”  และ “อัตลักษณ์ของนิสิต”  หรือไม่   

        แน่นอนครับ-  เหตุผลที่ต้องถามทักเช่นนั้น  เพราะต้องการชวน “ผู้นำนิสิต”  วิเคราะห์ว่า “แผนงาน” ขององค์กรนิสิตที่มีอยู่ว่า  มีความ “เชื่อมโยงกับทิศทาง”  อันเป็น “นโยบายการพัฒนานิสิต” ของมหาวิทยาลัยฯ  อย่างไร 
        มันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  
        หรือต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ต่างเป้าหมาย  และไร้ทิศไร้ทาง  
        ซึ่งก็เป็นที่น่าตกใจอยู่ไม่น้อย  เนื่องจากผู้นำนิสิตในเวทีดังกล่าว   ส่วนใหญ่ยังรับรู้ หรือยังตระหนักเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างผิวเผิน แผ่วเบา

 

 

 

ด้วยเหตุนี้  ผมจึงพลิกสถานการณ์ใหม่  แทนที่จะบรรยายและจัดกระบวนการอื่นๆ ตามแผนที่วางไว้  นั่นก็คือการหันกลับมาเปิดสื่อวีดีทัศน์สร้างสรรค์เกี่ยวกับประเด็น “การให้” (จิตอาสา) ให้นิสิตดู 
          พอดูเสร็จ ก็ถามทักกลับไปว่า “ใครเคยดูบ้างแล้ว” 
          ซึ่งเกือบกึ่งหนึ่งตอบกลับมาว่า “ยังไม่เคยได้ดู”

          ครับ-  ผมไม่ได้เฉลยตรงๆ ว่าวีดีทัศน์ที่ให้ดูนั้น  สะท้อนแนวคิดที่ยึดโยงกับเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน)  และอัตลักษณ์นิสิต (เป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) 
          หากแต่สะกิดให้นิสิต “โส่เหล่” ว่าเรื่องที่ดูนั้น  สะท้อนแนวคิดอะไร และเกี่ยวโยงมายังเอกลักษณ์และอัตลักษณ์อย่างไร –
  
          หรือแม้แต่แผนงานที่มีอยู่  เมื่อทำแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ต่อตัวเอง องค์กร และสังคม อย่างไรบ้าง

 

 

 

 

 

ชวนเชิญนิสิต : ปลุกพลังชีวิตผ่านเรื่องเล่าความดีของตัวเอง

 

หรือแม้แต่ท้ายที่สุด  ผมได้ขยับกระบวนการต่อเนื่อง  ด้วยการให้นิสิตแต่ละกลุ่มได้เขียนเรื่องเล่า “ความดีงาม”  ของตนเองอย่างสั้นๆ พอสังเขป  เพื่อ “ทบทวนชีวิต”  ฝึกความกล้าแสดงออก ฝึกการคิดสังเคราะห์  ฝึกการถ่ายทอดประสบการณ์และความคิดผ่านลายลักษณ์  และถ่ายทอดผ่านการเล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ได้ฟัง -

          ก่อนจะปิดท้ายกระบวนการนี้   ด้วยการสรุปในทำนองให้รู้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาศักยภาพนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคามนั้น  มีธงอันเป็นจุดหมายปลายฝันที่แจ่มชัด นั่นก็คือ ...การเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน (เอกลักษณ์มหาวิทยาลัย) และการเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน (เอกลักษณ์นิสิต)
         ซึ่งผู้นำนิสิตต้องเชื่อมโยงกิจกรรม หรือแผนงานต่างๆ เข้าสู่ธงอันเป็นจุดหมายปลายฝันที่ว่านั้นให้จงได้
  ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ไปคนละทิศละทาง เสมือนการทำงานที่ไร้ยุทธศาสตร์ -

 

 

 

และเหนือสิ่งอื่นใดในตอนท้ายของช่วงนี้   ผมไม่ลืมที่จะให้นิสิตได้ดูชมวีดีทัศน์ (หนังสั้น) อีกเรื่อง  เพื่อปิดประเด็นแก่นคิดว่า

             “...  การปลุกเร้าพลังให้กับตัวเองนั้น  เราล้วนต้องแสวงหาวิธีการของตนเองให้ได้เร็วที่สุด  มิเช่นนั้นอาจต้องจ่อมจมอยู่กับความเหนื่อยล้า เศร้าโศกไปนานและนาน   ซึ่งอีกหนึ่งวิธีการของการปลุกพลังให้กับตัวเอง  คงหนีไม่พ้นการคิดคำนึงถึงเรื่องราวความดีงามที่ตัวเองได้กระทำ หรือได้ผ่านพบมาในโอกาสต่างๆ  ...นี่คือการมองมุมบวกที่จะช่วยให้ชีวิตมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิต.....”

 

 

ครับ-  ผมพูดและย้ำในทำนองนี้จริงๆ  (นะครับ)

 

หมายเหตุ : ภาพจากช่างภาพนิสิตจิตอาสา