จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวิสัยทัศน์ 2550 ว่า เมืองแห่งการเรียนรู้ เมืองเกษตรและท่องเที่ยวน่าอยู่ สู่สังคมที่พัฒนาอย่างยั่งยืน ดูที่วิสัยทัศน์อย่างเดียวก็จินตนาการได้แล้วต้องฝึกทักษะและกระบวนการเรียนรู้กันอย่างมากมาย โดยเฉพาะการเรียนรู้ของภาคประชาชน คนนอกระบบโรงเรียนที่เสียเปรียบผู้คนส่วนอื่นๆในสังคม

                  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชท่านจึงได้นำการจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้วิสัยทัศน์ของจังหวัดเป็นจริง ขึ้นมา ผมได้เห็นถึงความตั้งใจและความพยายามของท่านในเรื่องนี้ที่ต้องการให้คนจังหวัดนครศรีธรรมราชมีทักษะในการเรียนรู้ ผมเห็นท่านศึกษา ค้นคว้า ประมวลความรู้เรื่องทักษะการเรียนรู้และนำมาพูดอธิบายให้ชาวบ้านฟังเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ต่อไปนี้คือทักษะการเรียนรู้ที่ท่านกล่าว ผมจึงบันทึกนำมาฝากตามสัญญาครับ

                  ทักษะการเรียนรู้

                  1.ฝึกสังเกต     ทักษะนี้นับว่าพื้นฐานมาก ใช้ตาและหูเป็นเครื่องมือ ทำให้เมื่อได้ใช้เครื่องมือนี้แล้วมีความรู้เพิ่มได้  ท่านเรียกทักษะนี้ว่าทักษะวิชาลูกเสือ ฉะนั้นใครที่ฝึกลูกเสือมาก่อนก็ได้เปรียบ ใช้ต่อไปเลย หรือประสบการณ์การสังเกตแบบอื่นก็ใช้ได้เช่นกัน แต่ต้องฝึกสังเกตก่อนเพื่อเข้าใจเหตุการณ์ ปรากฏการณ์นั้นๆ

                  2.ฝึกบันทึก จะบันทึกแบบจดลงสมุด หรือเป็นภาพ หรือใช้เครื่องมือบันทึกใดๆก็ได้ ต้องบันทึกไว้ ท่านว่าคนไทยบันทึกกันน้อยอยู่ พูดเสียมากกว่า ต้องฝึก ยกตัวอย่างตัวท่านผู้ว่าฯเองท่านบอกว่าท่านบันทึกงานของท่านทุกวัน

                 3.ฝึกการนำเสนอ การเรียนรู้จะกว้างขึ้นได้อย่างไร หากเรารู้อยู่คนเดียว ต้องนำความรู้ที่เรามีสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นกับสังคมวงกว้าง การนำเสนอความรู้ประสบการณ์จึงมีความสำคัญ ต้องฝึก ในเวทีแก้จนเมืองคอนของเราก็มีการฝึกกันอยู่แล้วโดยเฉพาะแกนนำหมู่บ้านหรือผู้นำต่างๆ นำเสนอทั้งวิธีคิดวิธีทำและผลการทำ จะเกี่ยวกับประเด็นใดก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

                 4.ฝึกปุจฉา-วิสัชนา หรือฝึกถามตอบ...การฝึกตั้งคำถามเองตอบเองก็ดี หรือจะให้ใครถามเราหรือจะให้เราถามใครก็ตาม จะทำให้เราได้ขยายขอบข่ายความคิดความรู้ ทำให้รู้ลึกและรู้กว้างยิ่งขึ้นไปอีก อันเนื่องจากการที่เราได้ศึกษาค้นคว้าในคำถามที่เราสงสัยนั้น

                  5.ฝึกตั้งสมมติฐาน...หากเราไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นจะใช่คำตอบหรือไม่ เราก็อย่าด่วนสรุปอย่างนั้น ให้ตั้งสมมติฐานว่าน่าจะใช่สิ่งนั้นไว้ก่อน ยกตัวอย่างเรื่องปุ๋ยหมักมีหลายสูตร สูตรไหนจะเหมาะกับพืชที่เราปลูกมากที่สุด  เราก็ตั้งสมมติฐานว่าสูตรนั้นสูตรนี้ได้ จากนั้นจึงจะลงมือพิสูจน์ว่าใช่สิ่งนั้นหรือไม่ ซึ่งจะเป็นคำตอบในที่สุด

                  6.ฝึกตั้งคำถาม เพราะคำถามจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้ ซึ่งคำถามอะไร ที่ไหน เมื่อไร นั้นมันธรรมดา เป็นคำถามที่ได้ข้อมูลกลับมาในระดับที่ไม่สูงเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าอย่างไร ทำไม...จะได้ความรู้ในระดับที่สูงและม่คุณค่ากลับมา...ต้องฝึกตั้งคำถามโดยเฉพาะการฝึกตั้งคำถามในชีวิตประจำวัน

                  7.ฝึกแสวงหาคำตอบ ต้องรู้ว่าความรู้หรือคำตอบที่เราต้องการนั้นมีแหล่งข้อมูลให้เราค้นคว้าได้จากที่ไหนบ้าง เป็นความรู้ที่อยู่ในห้องสมุด ในอินเตอร์เน็ต หรือเป็นความรู้ที่อยู่ในตัวคนที่ต้องไปสัมภาษณ์ ไปสกัดออกมาเป็นต้น

                 8.ฝึกวิจัย  วิจัยในงานของตนเอง วิจัยในนาข้าว นากุ้ง ในไร่ ในสวน ในอาชีพการงาน ธุรกิจ ของตนเอง ของชุมชน ต้องเริ่มต้น เพื่อยกระดับความรู้ระดับการปฏิบัติให้สูงขึ้น โดยประมวลทักษะการเรียนรู้ต่างๆข้างต้นมาใช้

                 9.ฝึกบูรณาการเชื่อมโยงความรู้  เนื่องจากว่าความรู้เรื่องหนึ่งเรื่องใดมันไม่มีพรหมแดนกั้น มันสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไปหมด เราต้องรู้ความเป็นองค์รวมของเรื่องนั้นๆ อย่างยกตัวอย่างเรื่องปุ๋ยหมัก ไม่เฉพาะแต่มีความรู้เรื่องวิธีทำเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับความรู้เรื่องการกำหนดราคาได้ถ้าเราจะทำขาย โยงไปถึงเรื่องวิธีใช้ได้ถ้าเราจะนำไปใช้เองหรือแนะนำวิธีใช้คนอื่น โยงไปถึงบรรจุภัณฑ์ว่าจะบรรจุกระสอบแบบไหน ทุกอย่างมันบูรณาการกันหมด

                10.ฝึกการเขียน เขียนงานของตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของตนเองและต่อผู้อื่น  กระจายไปเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คนในสังคม.....อย่างตัวท่านผู้ว่าฯเองท่านยกตัวอย่างว่าตัวท่านเขียนเพื่อการสื่อสารยังน้อยอยู่ทั้งๆที่มีบันทึกงานมากมาย โดยเฉพาะเขียนลงใน blog ซึ่งท่านบอกว่าท่านจะหาทางปรับปรุงตัวท่านในเรื่องนี้ต่อไป

                ผมประทับใจกับคำกล่าวที่ดีๆจึงนำมาแบ่งปันครับ