จากการได้เรียนรู้วิชาการให้เหตุผลทางคลินิค(Clinical reasoning)ทางกิจกรรมบำบัด ดิฉันได้ความรู้เกี่ยวกับการให้เหตุผลทางคลินิคมาอีก 2 แบบ แบบแรกคือ RHUMBA ซึ่งประกอบไปด้วยดังนี้

R : Relevant/Relates : ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ   

H : How long : ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา

U : Understandable/ anyone reads & knows: สิ่งที่ผู้รับบริการเข้าใจหรือรู้

M : Measurable : ตัวชี้วัดความก้าวหน้าในการรักษา

B : Behavioral/ something seen of heard : พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้รับบริการ

A : Achievable : สิ่งที่ทำต่อผู้รับบริการได้สำเร็จ

 

จากการได้ไปฝึกปฏิบัติงานทางคลินิคแห่งหนึ่ง ได้พบกับผู้รับบริการท่านหนึ่ง ขออนุญาตแทนว่าคุณคซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการอ่อนแรงของขาทั้งสองข้าง เวลาอยู่ที่บ้านคุณคจะใช้การเคลื่อนย้ายตนเองโดยการถัดไปกับพื้น ต้องใช้การโหนเวลาต้องการขึ้นเตียง ขึ้นชักโครก ทางอาจารย์ที่ควบคุมการฝึกปฏิบัติงานได้แนะนำให้ใช้รถเข็นเวลาอยู่ที่บ้านเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายตนเอง และด้วยความที่คุณค.ไม่เคยใช้รถเข็นมาก่อนจึงต้องฝึกวิธีการขึ้น-ลงรถเข็น เช่นจากเตียงไปรถเข็น รถเข็นไปเตียง รถเข็นไปชักโครก และชักโครกไปรถเข็นซึ่งในตอนแรกต้องช่วยคุณค.ย้ายตนเองในระดับเล็กน้อย รวมถึงการเข็นรถเข็นขึ้น-ลงทางลาดคุณคสามารถทำได้ด้วยตนเองแต่ยังไม่ปลอดภัยเนื่องจากมักลืมจัดท่าทางของร่างกายขณะเข็นขึ้น-ลงทางลาด และขณะฝึกพบว่าคุณคจะเหนื่อยง่ายจึงฝึกให้คุณค.โยนรับ-ส่งบอลเพราะนอกจากช่วยเพิ่มความทนทานของร่างกายแล้วยังช่วยเพิ่มการทรงท่าให้ดีขึ้นอีกด้วยซึ่งเมื่อผู้รับบริการได้ฝึกการเคลื่อนย้ายตนเองพบว่าคุณค.สามารถเคลื่อนย้ายตนเองจากรถเข็นไปยังที่ต่างๆได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องช่วยเหลือเนื่องจากคุณค.รู้ว่าการฝึกขึ้น-ลงรถเข็นเองจะทำให้สามารถทำอะไรต่างๆด้วยตนเองได้มากขึ้นเพราะคุณค.ไม่อยากเป็นภาระให้ใครมาดูแล ซึ่งคุณค.ใช้ระยะเวลาในการฝึกอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 1 เดือน และจากที่ได้กล่าวไปแล้วความทนทานของคุณค.ก็เพิ่มมากขึ้นอีกด้วยโดยประเมินได้จากจำนวนการรับ-ส่งบอลที่เพิ่มมากขึ้นก่อนที่ผู้รับบริการจะขอหยุดพักหรือแสดงอาการเหนื่อย เวลาคุณค.สามารถทำได้คุณค.จะมาเล่าให้ดิฉันฟังว่าเป็นอย่างไรซึ่งคุณค.จะยิ้มแย้ม รู้สึกดีใจที่ตนเองทำได้โดยไม่พึ่งใคร

 

และการให้เหตุผลทางคลินิคแบบที่ 2 คือ SMART ซึ่งประกอบไปด้วย

S : Significant : สิ่งที่เป็นนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง

M : Measurable : ใช้อะไรเป็นตัววัดความสามารถต่างๆ

A : Achievable : สิ่งที่ทำสำเร็จต่อผู้รับบริการ

R : Relates : เกี่ยวข้องอย่างไรกับการรักษา

T : Time-limited : ระยะเวลามีผลหรือมีข้อจำกัดหรือไม่

 

 

      จากการได้ฝึกผู้รับบริการในการเคลื่อนย้ายตนเองไปยังที่ต่างๆและเพิ่มความทนทานของร่างกายพบว่าผู้รับบริการมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คือจากการให้ผู้รับบริการโยนรับ-ส่งลูกบอล นอกจากจะเป็นการเพิ่มความทนทานของร่างกายแล้วยังช่วยเพิ่มการทรงท่าอีกด้วยเพราะผู้รับบริการมีการทรงตัวที่ไม่ดีเนื่องจากอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ดังนั้นขณะที่ทำการโยนรับ-ส่งลูกบอลก็มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางให้ผู้รับบริการได้ฝึกการทรงท่าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการฝึกเหล่านี้จะส่งผลดีต่อตัวของผู้รับบริการเองในการทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง โดยสังเกตได้จากขณะที่ทำกิจกรรมในครั้งแรกผู้รับบริการจะทรงท่าไม่ดีมากนักจะเอนล้มไป แต่เมื่อมาประเมินซ้ำเมื่อผ่านไปได้ประมาณ 1 เดือน ผู้รับบริการสามารถดึงตนเองให้ตั้งตรงไม่ล้มลงไปได้ นอกจากนี้จำนวนในการโยนรับส่งบอลก็มากขึ้นจากครั้งแรกที่โยนซึ่งแสดงให้เห็นว่าความทนทานของผู้รับบริการเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ความสำเร็จเกิดจากการที่ผู้รับบริการเห็นความสำคัญในการมาฝึกและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการฝึก และระยะเวลาในการฝึกก็เหมาะสมไม่ส่งผลต่อการรักษาอีกด้วย