วันนี้มาเขียน Blog ด้วยความสงสัยอย่างแรงกล้าว่าทำไมหนอ ผู้คนที่สนใจในศาสตร์เกี่ยวกับการจัดการความรู้ถึงอยากจะดึงเอา Tacit Knowledge มาเป็น Explicit Knowledge นักหนา โดยแนวคิดเหล่านี้คงจะมีรากฐานมาจาก SECI Model ของ ศ.โนนากะ เจ้าของทฤษฎีเป็นแน่แท้ ทำให้ผู้คนเกิดความคาดหวังอย่างยิ่งว่า Tacit Knowledge ที่มีประโยชน์ต้องเปลี่ยนเป็น Explicit Knowledge แล้วค่อยรับมาเป็น Tacit Knowledge ของอีกคนหนึ่ง โดย แปลความเอาว่า Explicit Knowledge คือความรู้ชัดแจ้งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เช่น เอกสารตำรา คู่มือ งานนำเสนอ ฯลฯ 


ศ.โนนากะ หน้าตาใจดีจัง

โห !! คุณ ถ้าอย่างนั้นกว่าจะทำ Knowledge Sharing เสร็จ จะต้องมีเครื่องมือสกัดความรู้จากคน  ที่เราบอกกันว่า Tacit Knowledge นั้นมากมามหาศาลเหมือน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ มาเป็น Explicit แล้วให้รับมาเป็น Tacit Knowledge ของอีกคนอีกทีหนึ่งถึงจะใช่ KM ???!!!

 

เราลองมาดูโมเดลอันนั้นอีกทีไหม

 

จริงอยู่ที่ใน Spiral จะเป็นการหมุนของความรู้จาก T ไป E และกลับเป็น T อีกครั้ง  แต่ มันไม่ได้หมายความว่าจะต้องดึงออกมาเป็นสื่อ หรือเก็บไว้ในลักษณะ Explicit แล้วค่อยมารับไปอย่างเดียวสักหน่อย ในการทำ ระหว่างการทำ Knowledge Sharing จาก Tacit Knowledge ที่เป็นประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ซึ่งมันอธิบายยาก มันเป็นนามธรรม ผู้ให้ความรู้ก็จะต้อง Externalize ออกมาให้จงได้ เพื่อสื่อไปยังผู้รับความรู้ ดังนั้นจึงเป็นการสร้าง Explicit Knowledge ไปโดยปริยาย เพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร การทำขอบเขตความรู้ การสร้างคอนเซปต์ของความรู้ การโฟกัส หรือแม้กระทั่งการ Brake Down ซึ่งวัตถุประสงค์คือเพื่อ "ถ่ายทอดความรู้ไปสูู่้ผู้อื่น" ไม่ใช่ "การจัดเก็บความรู้ให้เป็นรูปธรรม" จะเห็นว่าสองคำนี้มันมีความหมายต่างกันนะ

 

ถ้าผู้ถ่ายทอดความรู้มีความสามารถในการบอกเล่า แสดงให้เห็น สาธิต หรือวิธีการถ่ายทอดความรู้อื่นๆ มันอาจจะไม่ต้องมี Explicit อะไรที่หลงเหลือเป็นหลักฐานร่องรอยเลยก็เป็นได้ เพราะมันส่งทอดจากคนสู่คนไปแล้ว

 

ความสงสัยของผู้เขียนก็คือ ทำไมหนอ องค์กรจึงมักคาดหวังกับ Expicit Knowledge จากผู้รู้ มากกว่า Tacit Knowledge จากผู้รับความรู้ ซึ่งนั่นคือวัตถุประสงค์ของการทำ Knowledge Sharing ไม่ใช่หรือ

 

ผู้เขียนคิดว่า Explicit Knowledge ที่พยายามทำ ปั้นแต่ง รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเน้นความเป็นรูปธรรม ความเป็นแบบฟอร์ม ความเป็นวิชาการ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหนังสือ ตำรา ที่สามารถจัดซื้อ จัดหา มาได้ ซึ่งถ้าจะทำอย่างนั้น ให้บังคับผู้รู้คนนั้นให้เขียนเอกสารเหล่านี้เลยจะดีกว่า คิดไปคิดมามีกรอบมาก ความรู้ที่เขียนออกมา คงจะกลับไปซ้ำซ้อนกับตำราที่มีอยู่แล้วอยู่ดี และก็จะไม่ได้ Tacit Knowledge ที่แท้จริงอีกด้วย (แต่อาจจะตอบโจทย์องค์กรก็ได้นะ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน)

 

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว ท่านมีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ