เท่าที่จำความได้ ผมกอดพ่อไม่กี่ที กอดแม่ไม่กี่ครั้ง

ตอนอยู่ชั้นประถม ผมกอดแม่เกือบทุกเช้า นั่นเป็นเพราะอากาศยามเช้ามันช่างหนาวนัก ได้กอดตัวอุ่นๆของแม่ในชุดกระโจมอกมันช่างอุ่นกายดีจริงๆ (จะอุ่นใจจนซาบซึ้งแค่ไหน สารภาพว่าตอนนั้นไม่เข้าใจหรอก กอดเพียงเพราะมันหนาวและแม่ตัวอุ่น ที่สำคัญคือ ผมขี้เกียจอาบน้ำ เกลียดการอาบน้ำตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนเป็นที่สุด) ครั้งที่ผมกอดแม่จนรู้สึกได้แรงถึงหัวอกก็เมื่อครั้ง ม.ต้น จำได้ว่าตอนนั้นไปกินข้าวต้มรอบดึกกัน และแม่ต้องขับมอเตอร์ไซค์พาผมไปทำธุระที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี มันหนาวมาก หนาวเข้ากระดูก ผมกอดแม่ด้วยแรงทั้งหมดเท่าที่มีและตัวสั่นงันงก นั่นเป็นการกอดเพราะหนาวเหน็บ แต่จะให้กอดด้วยความรักความรำลึกผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะวัฒนธรรมที่บ้าน เราไม่ค่อยกอดกันเท่าไหร่นัก นั่นคือกอดแม่
แต่ถ้าจะพูดเรื่องกอดพ่อนั้น แทบไม่ต้องพูดถึง แทบจำไม่ได้ว่าเราเคยกอดกันกี่ครั้ง เคยกอดกันหรือไม่ แม้กระทั่งวันที่พ่อจากไป ผมก็อยู่ไกลเสียจนไม่สามารถมากอดพ่อได้
พ่อจากผมไปตั้งแต่ ๑๓ ปีก่อนด้วยโรคหัวใจ ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็ราวปลายเดือนมีนาคม ๒๕๔๓ ที่ร้านอาหารบริเวณปากน้ำตาปี ผมกับจิ๋มนั่งกินอาหารเย็นมื้อสุดท้ายกับพ่อและแม่ที่นั่น ผมชวนพ่อกินหอยนางรมแต่พ่อไม่กิน พ่อบอกว่า "ลูกกินไปเถอะ ลูกชอบนี่นา" แล้วก็นั่งมองดูผมกินหอยนางรมอย่างเอร็ดอร่อย ดูมีความสุขอย่างมากที่มีผมนั่งกินข้าวอยู่ตรงหน้า
ต้นเดือนเมษายน ดูเหมือนพ่อจะรู้ถึงการที่ต้องจากไป เพราะพ่อโทรศัพท์มาสั่งเสียให้ผมดูแลแม่ให้ดีๆ ไอ้เราก็คิดว่าเขาคงทะเลาะกันและงอนกันธรรมดา เลยไม่เข้าใจสารที่พ่อส่งมาให้ แต่เจ้าน้องสาวกลับตกใจและร้องไห้ฟูมฟายโทรมาหาผม บอกว่าพ่อเป็นอะไรไม่รู้พูดจาแปลกๆ
พ่อจากเราไปในคืนวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๓ ผมอยู่กรุงเทพ ตกใจและงงจนทำอะไรไม่ถูก
พ่อมาหาผมไม่กี่ครั้งในความฝัน แต่ละครั้งก็มาเพียงแว้บๆ บางทีผมตื่นขึ้นมาแล้วก็ยังงงงงด้วยซ้ำว่าพ่อมาเหรอ ไม่ทันได้ตั้งท่าคิดถึง ไม่ทันได้คิดว่าพ่อตายไปแล้ว ไม่ทันสักอย่าง จะว่าเร็วมากไปเสียทุกครั้งก็ไม่ถูกนัก เพราะในเดือนแรกหลังพ่อตาย เราได้เจอกันในความฝัน ตอนนั้นพ่อมาหาในฐานะของคนที่ไม่ได้จากกัน เราคุยกันตามปกติและพ่อบอกอ้อมๆให้ผมไปซื้อหวย (ฮั่นแน่ะ) แต่พ่อก็น่าจะรู้ว่าผมไม่ซื้อหวย ผมก็ไม่ได้ซื้อตามที่พ่อบอก และเลขก็ออกตามนั้นจริงๆ จำได้ว่าเย็นวันนั้นผมกินข้าวไม่ลง (จริงๆแล้วกำลังกินขนมจีนเมืองกรุงเทพรสชาติห่วยๆแถวอนุเสาวรีย์ชัยฯ ต่างหาก)
เมื่อวานตอนเย็น ผมนั่งรถกลับบ้านออกนอกเส้นทางสักหน่อย ได้ขับรถบนทางหลวงชนบทดูนาข้าวสีเขียวสดใส ข้าวในท้องนาแช่น้ำดูสดชื่นหัวใจบอกไม่ถูก ผมจอดรถข้างทางเพื่อล้างหน้าล้างตาล้างความอ่อนเพลียจากการทำงานมาทั้งวัน ครั้นเมื่อเตรียมตัวขึ้นรถกลับบ้าน ก็มีรถกะบะมาสด้าคันเก่าของที่บ้านขับมาจอดที่ข้างขนำริมทาง มันเป็นรถคันแรกของพ่อแต่ทะเบียนของใครไม่รู้ ช่างเถอะ "พ่อขับมา" ผมไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า พ่อหายไปนานแล้ว ผมคิดถึงพ่อ จึงวิ่งเข้าไปกอดพ่ออย่างเต็มแรง กอดซบลงบนอกหนาๆแข็งๆและมีกลิ่นของพ่อติดจมูก ผมพาพ่อขึ้นไปพักในขนำ พ่อเอนตัวลงนอนและผมก็นวดขาให้พ่อ นี่มันนานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้กอดพ่อ ไม่ได้นวดพ่อ ฮ่าฮ่า นี่มันเป็นหน้าที่ของผมนี่นา พ่อขาแข็งจนพวกเราลูกๆต้องคอยบีบคอยนวดและเหยียบให้บ่อยๆ นี่ผมกำลังทำหน้าที่อย่างตอนนั้นเลย
"พ่อยังเจ็บหน้าอกอยู่มั้ย" ผมถามออกไปขณะกดมือลงบนน่องด้านขวาของพ่อ
"เจ็บอยู่บ้างลูก นานๆที มันดีขึ้นมาก ดีกว่าก่อนผ่าตัดตั้งเยอะ" พ่อคงหมายถึงผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจกระมัง แต่เอ๊ะ พ่อไม่เคยผ่าตัดหัวใจ แล้วนี่เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่ อ้าวเฮ้ย พ่อตายไปแล้วนี่นา
แล้วผมก็ตื่น แม่เจ้า