พิธีกรรม: ผักชี ฤาศรีมงคล?
วจนภาษามนุษย์นั้นมีความจำกัดจำเขี่ย ไม่สามารถจะสื่อประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาได้ มนุษยฺจึงต้องสื่อด้วย อวจนภาษาต่างๆ อาทิ ภาษากาย ภาษาดวงตา ภาษาใจ ฯลฯ เพื่อที่จะขยายขอบเขตการสื่อสารให้มากขึ้น เราโหยหาการสื่อสาร การให้ความหมาย การสร้างความหมายให้กับชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวเรา
สำหรับภาษาเอง เราก็นำร้อยแก้วมาร้อยเรียงเป็นร้อยกรอง พอใส่สัมผัสอรรถกวีลงไป จากคำธรรมดาๆก็เพิ่มความรู้สึก ยิ่งประกอบด้วย "เรื่องราว" จากคำที่แห้งแล้ง ก็กลับกลายมามีจิตวิญญาณ มีพลัง ส่งความสุข ความเศร้า ความสะเทือนใจ ความตลกขบขันหรรษา ยิ่งพอเราใส่ท่วงทำนอง เสียงสูงต่ำลงไป กลายเป็นดนตรี เป็นสุนทรียศาสตร์ เปิดความเป็นไปได้ของการสื่อสารยิ่งๆขึ้นไปอีก
จนกระทั่งมาถึง "พิธีกรรม"
ที่เราใส่สัญญลักษณ์ลงไปในกิจกรรมต่างๆ ทั้งวจนภาษา และอวจนภาษา เพื่อที่จะ "ขยายขอบเขต" ของความหมายที่จิตละเอียดของมนุษย์จะสามารถสัมผัสได้ รู้สึกรับรู้ได้ ใช้ศักยภาพแห่งจิตมนุษย์ได้เต็มที่ ในพิธีกรรมทุกชนิด ทุกประเภท ทุกสังคม ทุกวัฒนธรรม เป็นไปด้วยสัญญลักษณ์อันแสดงถึงความลึกซึ้งละเอียดอ่อนของจิตมนุษย์ทั้งสิ้น
ละเอียดจนบางครั้งจิตที่หยาบกระด้างก็ไม่อาจจะรับรู้ได้
พิธีกรรมจึงมีศาสตร์ มีที่มา มีสัญญลักษณ์มีความหมายซ่อนเร้นอยู่ หากเราผู้ประกอบพิธีกรรมนั้น หรือพบเห็นพิธีกรรมนั้น ไม่ได้เข้าใจความหมายเหล่านี้ เราก็ไม่ได้ "สื่อ" กับเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างเต็มที่ เราไปงานศพของฝรั่ง งานศพจีน งานศพธิเบต อินเดีย ฯลฯ เจอะเจอพิธีกรรมที่แตกต่างหลากหลาย หากไม่ได้รับฟังเรียนรู้อะไรที่อยู่ เบื้องหลัง เราก็ได้รับแต่เปลือกนอก รู้สึกก็เพียง แปลกดี สวยดี สนุกดี จิตที่รับรู้ก็ไม่ได้เติบโต ไม่ได้เกิดปัญญาอะไรขึ้นมาสักเท่าไร
คำพังเพยไทยที่ว่า "ผักชีโรยหน้า" แสดงถึงพยาธิสภาพของเรื่องนี้
อยากจะให้สวย ก็หาอะไรมาโรยๆ โดยที่จะเสพก็แต่เพียงเปลือก เพียงกระพี้ ไม่ได้หาอะไรให้จิตของเรา ปัญญาของเรา ได้เสพเลย จึงไม่แปลกอะไรที่สังคมที่หยาบกระด้าง ไม่เข้าใจที่มารากเหง้าของพิธีกรรมต่างๆ จะรู้สึกด้อยต้อยต่ำกับพิธีกรรมทุกชนิด ว่ามันเชย มันโบราณ มันเทอะทะ ไม่กระฉับกระเฉงรวบรัด เสียเวล่ำเวลา
เพราะการจะเกิดจิตที่ละเอียด มันไม่มี "ทางลัด" เราต้อง "ให้เวลา" กับจิตของเราในการรับรู้สิ่งที่ละเอียด ลึกซึ้ง
พวกเสพกระพี้ เสพเปลือก ก็จะหงุดหงิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสัญญลักษณ์ ไม่เข้าใจ ไม่คิดจะเข้าใจ และโกรธที่คนอื่นเข้าใจ เคืองที่ตนเองไม่เข้าใจ
การจะรณรงค์อะไรสักอย่างที่ต้องอาศย จิตที่ละเอียด เช่น ความรักและเมตตาต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสัตว์โลก ต่อก้อนหิน ต้นไม้ ทะเล ไม่มีทางลัด ไม่มี short-cut จะต้องเริ่มจากการ "ช้าลง" แล้วจึง "มองเห็น"
มิเช่นนั้นพยาธิสภาพของจิตที่ตื้นเขิน มันก็จะแสดงออกมาทางพฤติกรรมต่างๆ รณรงค์ขี่จักรยานต้านโลกร้อน ก็เสร็จสิ้นด้วยขยะพลาสติกกองเต็มถนน คนระดับอธิบดีป่าไม้ ก็ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต ของป่า ของต้นไม้ เห็นแต่คุณค่าของคอนกรีต ของเงิน ของเศรษฐกิจ
สุดท้ายพวกเราแต่ละคนต้องเลือกเองเมื่อเราเผชิญกับพิธีกรรมที่อยู่เบื้องหน้า ว่าเราจะเสพผักชี หรือว่าเราจะค้นหาศรีแก่ชีวิต
๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๘ นาฬิกา ๓๗ นาที
เรียนท่านอาจารย์ หมอสกล
แวะมาให้ดอกไม้ตอนเช้า แล้วมาอ่านอีกครั้งตอนค่ำ่
"พิธีกรรม: ผักชี ฤาศรีมงคล" อ่านเรื่องนี้แล้วหวนนึกถึง พิธีกรรม โนราโรงครู พิธีกรรมโนราโรงครู เป็นการ ร้อย รัด มัด ห่อ คนในครอบครัวให้กลมเกลียว ไม่เอาเปรียบพี่น้อง หากทำผิดพ้อง จะถูกครูหมอโนรา ลงโทษทัณฑ์ เกิดเหตุเภทภัย ที่หมอแผนปัจจุบันไม่อาจเยียวยา ต้องอาศัยครูหมอโนรามาแก้เพทภัย
แต่ปัจจุบัน หลักศรัทธาในโนราโรงครู จากหลักคิดการศรัทธา มาแปรเปลี่ยน เป็นการจัดโนราโรงครู เพื่อบอกบุญ คนไกล้เคียง
ทำให้ความขลัง ไม่คงเดิม
ชอบอันนี้จัง
แถวๆมหาวิทยาลัยมีมาก
รณรงค์เรื่องการใช้สารพิษ แต่ที่มหาวิทยาลัยใช้เอง เฮ้อ
เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้อง “ช่างเล่า ช่างอธิบาย” หลายสิ่งหลายอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังฟัง มิฉะนั้นความหมายที่ลึกซึ้งเหล่านั้นจะหายไป ในที่สุดก็จะมีคำถาม เช่น ขอเลิกไหว้ ขอเลิกเรียกพ่อแม่ ขอเลิกพูดคะขาครับผม ขอเลิกกราบ ถึงตอนนั้นเราไปโทษใครก็คงจะไม่ได้
วันนี้..เห็น..นักจิตวิทยา..(ที่นี่)..สร้างกรรมวิธีและวิถี..รักษา..สังคมที่ผุกร่อนอยู่เวลานี้..โดยการแจกไม้ให้หา.."กรรมวิถีและวิธี"ร่วมกัน.(ไม้ระแนงที่มีความยาวเท่าๆกันประมาณหนึ่งศอก).ให้กับกลุ่ม..ผู้ป่วย..โดยให้การบ้านว่า..ให้นำไม้นี้..มา สร้างสพาน..ให้ได้..โดยคิดร่วมกัน..ผลที่ปรากฏออกมาน่าทึ่ง...(เจ้าไม้นั้น..ถูก..ขัดโค้ง..ขึ้นเป็น..สพานได้..)....แวะมาเล่า..เจ้าค่ะ..ยายธี