สังคมมนุษย์มีอำนาจอยู่สามอำนาจ คือ อำนาจรัฐ อำนาจธุรกิจ(เอกชน) และอำนาจพลเมือง
ประเทศไทยอำนาจรัฐและอำนาจธุรกิจตีไพ่ให้กันทำให้อำนาจพลเมืองถูกกินรวบครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงทศวรรษ 2540 ทั้งสองอำนาจทำเศรษฐกิจล่มจมชื่อว่ายุคต้มยำกุ้ง
สาธุชนมิตรประเทศได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและข่วยเถืออย่างอำมหิต บังคับให้แก้กฏหมายเพื่อให้เป็นเชลยทางเศรษฐกิจตามที่เด็กอมมือก็รู้ๆกันอยู่
หนึ่งในความช่วยเหลือที่ต้องจารึกไว้ในแผ่นทองคำคือกองทุนมิยาซาว่าของญี่ปุ่นหรือกองทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนที่มีผลให้สภาพัฒน์ฯมีแผนชาติที่วิสัยทัศน์ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง
ผลของแผนชุมชนทำให้เกิดการขับเคลื่อนภาคพลเมืองภายใต้การมีส่วนร่วม สร้างกระบวนการคิด วิเคราะหื สังเคราะห์ เกิดเป็นยุทธศาสตร์ของขุมขน เพื่อชุมชน แต่ยังไม่บรรลุผลโดยชุมชน งานนี้ยังไม่มีผู้วิจัยหาคำตอบ
แต่ผลสัมฤทธิ์ของแผนชุมชนในขณะนั้นได้มีนักคิด แกนนำ และผู้มีจิตอาสาระดับรากหญ้า เห็นแสงเรืองรองของคลื่นลูกใหม่ แต่ยังไม่ทันมีนวัตกรรมใหม่
บรรดาหน่ออ่อนแห่งคลื่นลูกใหม่แตกใบเติบใหญ่ใช้ทักษะของแผนชุมชนทำโครงการหางบประมาณ โครงการแล้วโครงการเล่าทำข้อสรุปรวมถึงถอดบทเรียนเป็นรูปเล่มงดงามได้เป็นร้อยๆตันที่มีผลเหมือนแผนชุมชนคือเป็นประวัติศาสตร์
แกนนำชุดเดิมเกิอบจะไม่เพิ่มทายาทแต่อุตสาหะดำเนิการอย่างต่อเนื่องบางพื่นที่เหลือแค่สองคนผัวเมียที่สวมหมวกคนละไม่รู่สักกี่ใบ รูปการณ์ดูแล้วถอยห่างจากหรือแยกจากสถานะฐานขบวนของพลเมืองหลายหมื่นลี้
แผนชุมชนหนึ่งในนวัตกรรมที่จะมาติดอาวุธทางความคิดให้ภาคพลเมืองมีกระดูกเบอร์เดียวกับ ภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ ให้มีความสัมพันธ์ทางอำนาจกันอย่างสมดุล ขณะนี้เราควรจะรือฟื้นโครงการแผนชุมชนมาปรับปรุงให้ชุมชนได้ใช้ประโบชน์เหมาะกับยุคติจิตอลหรือไม่ หรือว่านำเข้าสู่ขั้นตอนบังสกุลทำพิธีตามความเชื่อให้ไปเกิดใหม่ในประเทศอื่นตามบุญกุศลหรือผลกรรม
เรียนท่านอาจารย์ จำรัส ผมเป็นหนึ่งที่เป็นผลผลิตจากการทำแผนชุมชน
หลายคนติดหลุมดำ อำพรางเพราะการเดินสายให้ความรู้เรื่องแผน จนไม่มีพื้นที่ทำงานของตนเอง
หลายคนหยุดทำงานอาสา
เกิดวิทยากร กล้วยบ่มถ่านหินก็มากมาย
ท้ายที่ก็เป็นแบบอาจารย์ว่า"แกนนำชุดเดิมเกิอบจะไม่เพิ่มทายาทแต่อุตสาหะดำเนิการอย่างต่อเนื่องบางพื่นที่เหลือแค่สองคนผัวเมียที่สวมหมวกคนละไม่รู่สักกี่ใบ รูปการณ์ดูแล้วถอยห่างจากหรือแยกจากสถานะฐานขบวนของพลเมืองหลายหมื่นลี้"
ขอบคุณที่ได้อาหารสมอง
การเห็นเหมือน การชื่นชม ทำให้เกิดพลังในการทำต่อ
การเห็นต่าง คือ หินลับมีด ที่ลับให้สมองเกิดความคม
เรียน ท่านวอญ้า
ทางวิทยาศาสตรมีหลักว่าจักรวาลจะไม่มีสะสารเกิดขึ้นใหม่และไม่สูญหายไปไหน กับ พลังงานไม่เกิดขึ้นใหม่และไม่สูญหายไปไหน
สะสารหรือพลังงานที่พบใหม่ๆคือมีอยู่เดิมแล้วแต่เพิ่งหาเจอต่างหาก
กระบวนการทางสังคมเป็นหลักคิดหรือได้พัฒนาเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องย่อมมีที่มาอย่างยาวไกล เช่นศาสนาอับบราฮัมที่มีศาสดาต่อเนื่องมาเป็นยุคเป็นยุค
การเกิดแผนชุมชนอาจจะอุปมาอุปไม ในศาสนายุคแรกที่มนุษยชาติหวังไปอยู่ในดินแดนน้ำผึ้งและน้ำนม
แต่ระยะทางในมิติของเวลาย่อมประกอบด้วยกระบวนและขบวน ซึ่งกระบวนมีความนิ่งไปตามขั้นตอนที่เป็นระบบ แต่ขบวนเป็นพลวัฒน์เปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัย ปัจจุบันแผนชุมชนกระบวนแยกส่วนไปอยู่ที่ภาระกิจตามมาตรา ๒๑ ของ พรบ สภาองค์กรชุมชนเป็นหลัก ส่วนขบวนคือสภาองค์กรชุมชนตำบลและภาคี มีตั้งแต่ ตำบล จังหวัด ถึงระดับชาติ เหยียบสี่มุมเลยทีเดียว
พลังทางสังคม หรือพลังพลเมือง สภาองค์กรชุมชนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอาจจะเหมือนนครเจรูซาเล็มอันรุ่งเรืองในสมัยโซโลมอนได้หรือไม่ โดยที่ความเชื่อเดิมคำว่าแผนชุมชนยังคงอยู่เหมือนศาสนายูดาห์
แต่ดูแล้วเห็นว่าทำได้ อยู่ที่ว่าจะทำกันจริงเมื่ไหร่ดี
ขอบคุณท่านวอญ้าอย่างสูงที่กรุณาให้ความสนใจ
เรียนท่าน อจ.จำรัส ... หมอเปิ้น... "รู้สึกอึดอัด + ท้องใส้ปั่นป่วน" มากๆ .... เมื่อนึกภาพ 3 ส่วนนี้มารวมตัวกัน ....
- อำนาจรัฐ
- อำนาจธุรกิจ(เอกชน) และ
- อำนาจพลเมือง
เป็นอำนาจที่พลังมันสูงมากและน่ากลัวมากที่สุดค่ะ (ความคิดของหมอเปิ้นคนเดี่ยวค่ะ)