บทที่ 2 - เกม สร้างสรรค์หรือทำลาย ???

ทัศนคติในเรื่องของเกมที่ผู้ใหญ่บางส่วนมักจะให้ทัศนคติเรื่องของเกมในทางลบเสมอ

บทที่ 2 - เกม สร้างสรรค์หรือทำลาย ??? 

คุณคิดว่าเกม สร้างสรรค์สังคมหรือบ่อนทำลายชาติ ?!?!

บันทึกนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังซื้อกาแฟอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ผมได้เจอเด็กนักเรียนที่เคยสอนอยู่ช่วงหนึ่ง เค้าเองคิดถึงการเรียนการสอนในหัวข้อโครงงาน Lego และหัวข้อ เกมเพื่อการเรียนรู้ ทำให้ผมได้ฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ว่าเด็กสมัยนี้อยู่กับเทคโนโลยีมามากกว่าสมัยเราๆ แล้วนึกย้อนไปถึงสมัยที่ผมเองยังเป็นเด็ก และ ช่วงนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่แพร่หลายมากนัก และผมกำลังทำอะไรอยู่ในช่วงนั้น ??? เลยเกิด Idea ที่จะเขียนบันทึกบทที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องเกมนี้ ก่อนอื่นจะเริ่มร่ายย้อนประวัติของเกมที่ผมได้ผ่านมาในสมัยนั้นก่อนครับ

สมัยก่อน เกม อาจจะถูกเรียกเป็นอีกอย่างนึงว่า การละเล่น เป็นการเล่นโดยไม่ได้อาศัยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ เช่น มอญซ่อนผ้า จ้ำจี้ หรือ ลีลีข้าวสาร 

  

เมื่อเริ่มเข้ามาสู่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์มีความนิยมมากขึ้น เกม ในสมัยนั้นได้เกิดเครื่องเล่นแบบง่ายๆ ขึ้นมา เช่น เกม Popeye 

จนกระทั่งเครื่องเล่นเกมก็ได้เพิ่มลูกเล่นและความสวยงามมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ 

จนสมัยนี้ก็เกิดเครื่องเล่นเกมมากมายนักเช่น Playstation, XBox หรือแม้กระทั่งเกมบนคอมพิวเตอร์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ผมไล่ย้อนถึงแค่เครื่อง Playstation1 ที่ผมสมัยมัธยมต้น ถึง มัธยมปลาย ได้เล่นถึงกระทั่งติด เล่นได้ 6 - 10 ชั่วโมง บางวันอาจจะเล่นข้ามคืนกันเลยทีเดียว 

เกริ่นนำถึง ประวัติศาสตร์ ของเกม กันมาบ้างแล้ว ทีนี้จะเป็นส่วนการเล่าประสบการณ์ของผมที่ได้เรียนรู้มาบ้างครับ ตั้งแต่สมัยประถมเลยครับ 

ตั้งแต่สมัยประถม ผมมักจะชอบเล่นเกม หรือ เล่นการละเล่นต่างๆ กับเพื่อนๆ เสมอ เพราะผมรู้สึกว่าได้ ปลดปล่อยและเพลิดเพลิน ไปกับการเล่นเหล่านั้นได้ แต่ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผมโดนเพื่อนแอนตี้ด้วยเหตุผลว่าผมร้องเสียงหลงดังเกินไป (สมัยนี้อาจจะไม่รู้สึกแปลกแต่สมัยก่อนถือว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย) จึงทำให้ผม โดดเดี่ยว อยู่ลำพังในช่วงหนึ่ง จนได้มาเล่นเครื่องเกมในสมัยนั้นคือพวกเกมกด กับ GameBoy 

ความรู้สึกขณะเล่นจะมีความรู้สึกว่าจะต้องเอาชนะให้ได้ จะต้องเล่นให้ผ่านให้ได้ ไม่ว่าจะยากยังไงก็ตาม อาจจะมีทั้งวิธีการเปิดคู่มือ บ้าง การหาทริกโกงบ้าง และมีความสนใจอยู่แต่กับเครื่องเล่นเกมอย่างเดียว จนกระทั่งทางบ้านเริ่มสั่งห้ามปรามมาบ้าง แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเล่นต่อไปเรื่อยๆ จบเกมนึงต้องต่ออีกเกมนึง จบเกมนึงอาจจะเล่นซ้ำใหม่อีกรอบ

แนวเกมที่ชอบในสมัยนั้นคือ RPG (Role Playing Game) ซึ่งเป็นแนวการดำเนินเรื่องของตัวละครภายในเกม จะใช้ภาษาอังกฤษในนั้นด้วย ซึ่งผมบางครั้งก็อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง พอเจอปัญหาก็พยายามหาทางแก้ให้ได้ ด้วยการเล่นลักษณะนี้มาโดยตลอดผมจึงรู้สึกว่า ชอบที่คิดด้วยเหตุผล และคิดแก้ปัญหา อยู่บ่อยครั้งจนติดเป็นนิสัย แต่บางครั้งก็ติดเป็นการคิดมากจนเกินไป วิชาเรียนที่ได้คือ วิชาคณิตศาสตร์ เพราะในเกมจะอาศัยการคำนวนแฝงในนั้นด้วยไม่มากก็น้อย 

แต่แน่นอนครับว่า สิ่งที่จะเกิดปัญหาตามมานั้นคือ การบ้านในรายวิชาอื่นๆ จะไม่สนใจเป็นอย่างมาก เช่น รายวิชาภาษาไทย และ รายวิชาสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบอย่างมากในสมัยนั้นเพราะจะต้องอาศัยการจำและการท่องเป็นหลัก มันก็เป็นผลให้ผมโดนตีแทบจะทุกสัปดาห์เลยทีเดียว แต่....ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรหรอกช่วงนั้น 

เมื่อเข้าสู่สมัยมัธยมปลาย เริ่มต้นเรียนวิชาเขียนโปรแกรม ในเริ่มต้นผมเองก็สนใจอยู่บ้างเพราะเล่นคอมพิวเตอร์ตั้งแต่มัธยมต้น เลยยิ่งทำให้ชื่นชอบในการเรียนอย่างมาก จนกระทั่งมีความคิดว่า อยากสร้างเกมขึ้นมาเล่นเองหรือให้เพื่อนๆได้เล่นบ้างแล้ว สร้างไปครึ่งเกม ก็เริ่มทดลองเล่นและให้เพื่อนๆ เล่นบ้าง ก็ถูกใจกันระดับหนึ่ง ผมเองก็ภูมิใจกับผลงานแบบนั้นเหมือนกันครับ แต่ทั้งนี้ผลงานก็ไม่ได้เผยแพร่ออกสู่ที่ใดเลย บวกกับไม่ได้ถูกเสริมสร้างให้เกิดการพัฒนาการเขียนโปรแกรมต่อแต่อย่างใด จึงเสมือนทำได้แค่สร้างผลงานแบบ ขำๆ ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าอะไร 

ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ผมเมื่อสมัยได้ทำหน้าที่เป็นครู ผมก็นึกถึงประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้เกิดการเรียนรู้จากตัวเกมอยู่เสมอ และมีการสอดแทรกกระบวนการของเกมเข้าไปในแผนการสอนบ้าง เพื่อเป็นการกระตุ้นนักเรียนให้ตื่นตัวกับการเรียนรู้ตลอดเวลา 

จะเห็นว่าด้วยความเป็นเกมนั้น จะสอดแทรกไปด้วย สิ่งที่ดี และ สิ่งที่ไม่ดี เสมอ ผมจะสรุปออกมาเป็นประเภทเอาไว้ดังนี้ละกันครับ

สิ่งที่ดี ที่เกิดจากการเล่นเกม 

  1. ได้เกิดทักษะการแก้ปัญหาอย่างไม่รู้ตัว โดยปกติเกมจะมีความยากและความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นผู้เล่นจะแสวงหาวิธีการ ที่เป็นไปได้ทั้งหมด เพื่อผ่านเกมนั้นให้ได้
  2. ฝึกภาษาจากการเล่นโดยไม่รู้ตัว โดยปกติวิธีการดังกล่าวมักจะมีคำใบ้ซ่อนอยู่ในประโยคภายในเกมเสมอ ถ้าต้องการผ่านเกมนี้ ก็จะต้องฝึกอ่านภาษาไปด้วยไปในตัว 
  3. ฝึกการคำนวน บ่อยครั้งที่เกมมักจะให้ปริศนาที่เกี่ยวข้องกับการคำนวนและตัวเลขอยู่บ้างส่วนนี้จะช่วยให้ฝึกฝนไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน 
  4. สามารถทำให้เกิดเป็นอาชีพในอนาคตได้ ถ้าเด็กมีความใฝ่ฝันทางด้านนี้มากพอ ถ้าผู้ใหญ่สามารถเล็งเห็นและให้การสนับสนุนอย่างถูกทาง
  5. จะเป็นการดีอย่างมากถ้า ผู้ปกครอง หรือ ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด ได้สังเกตการเล่นของเด็กเหล่านี้ พร้อมทั้งให้ฝึกการสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเล่น และกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่นเกม เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รู้ทันและตามทันความคิดเด็ก

สิ่งที่ไม่ดี ที่เกิดจากการเล่นเกม 

  1. ถ้าเล่นอย่างไม่เหมาะสม (ส่วนใหญ่จะมากเกินไป) แน่นอนว่าจะกระทบต่อการเรียนในรายวิชาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน 
  2. จะต้องคำนึงถึงรูปแบบของเกมที่เล่น ว่าจะสามารถช่วยให้สนุกสนานไปพร้อมกับการได้ฝึกฝนได้หรือไม่อย่างไร ส่วนนี้อาจจะต้องให้เด็กได้สะท้อนออกมาด้วยเช่นกัน รูปแบบเกมที่ไม่เหมาะสมอาจจะเกิดการจดจำที่ไม่คาดคิดขึ้นมาได้ 
  3. ในปัจจุบันเกมจะยิ่งเข้าถึงได้ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก การติดตามของผู้ใหญ่อาจจะไม่ทันความคิดของเด็กได้ ดังนั้นต้องระมัดระวังให้ดี
  4. เกมสมัยนี้ ไม่ค่อยนิยม ให้เกิดการคิดและการแก้ปัญหา เหมือนเกมสมัยก่อนแล้ว เนื่องด้วยระบบสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็ว การแก้ปัญหาจะเน้นไปที่การหาทางลัดที่ไวขึ้นกว่าแต่ก่อน อาจจะต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเกมได้เปลี่ยนไปมากมายเหมือนกัน 

เกม จะเป็นสิ่งสร้างสรรค์ความคิด หรือ จะเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายชาติ หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ผู้เล่นและผู้ที่ดูแลการเล่นเองจะมีส่วนรับผิดชอบว่าเด็กจะได้เรียนรู้จากเกมในลักษณะไหน จะดี หรือ จะไม่ดี ก็อยู่ที่ผู้ใหญ่จะให้การดูแลอย่างไรนั่นแหละครับ 

บทที่ 2 อาจจะยาวไปหน่อยครับ ส่วนที่กล่าวถึงว่า ได้ใช้ เกมเพื่อการเรียนรู้ ในห้องเรียนอย่างไรนั้น ผมจะเขียนไว้ที่บันทึกอีกเล่มหนึ่งไว้ให้ในโอกาสต่อไปครับ ซึ่งผมเองก็ตกผลึกกับกระบวนการเหล่านี้มาพอสมควรเหมือนกันครับ 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ :) 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกอดีตแห่งการเรียนรู้



ความเห็น (0)