ล่วงเลยมาถึงวันที่ ๕ ของเดือนกันยายน กว่าจะได้เขียนบันทึกแรก เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนครูกับกิจกรรมฝึกซ้อมนักเรียนนำเสนอโครงงานเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทั้งสองอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เหลือบไปเห็นข้อมูลผลการจัดการศึกษาของไทยที่ติดบ๊วยอาเซียน นึกในใจว่า "อีกแล้วหรือ" แล้วทำไมตกต่ำได้ถึงขนาดนี้ น่าจะมีสาเหตุที่สำคัญ ที่ลองไล่เรียงดูตั้งแต่บนสุด จนถึงระดับรากหญ้า ก็พบทันที

ผมเคยเป็นศึกษานิเทศก์ และเคยเป็นคณะทำงานของ สปช.(เดิม) ซึ่งปัจจุบันเรียก สพฐ. ก็พอจะมองเห็นอยู่ ถึง "ระบบ"การทำงานการศึกษาของนักการศึกษาไทย เรื่องนี้ผมไม่เน้นที่จะโทษใคร แต่อยากเห็น การเปลี่ยนแปลง และอยากแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่หลากหลายอาชีพ ที่ท่านรับฟังแล้ว คิดอย่างไร เห็นแย้งได้ครับ เพราะผมเองก็ไม่ใช่นักวิเคราะห์วิจัยอะไร แต่มีประสบการณ์ มองเห็นภาพซ้ำๆจนชาชิน ผมจะพูดถึงกระบวนการทำงาน และตบท้ายด้วยวิธีแก้ไข(ตอนที่ ๒) และเชื่อมั่นว่าถ้าทำได้อย่างที่ผมพูด..รัฐจะประหยัดงบประมาณ..และคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นภายในเวลา ๒ ปี

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ..กระทรวงศึกษาธิการ ได้งบประมาณประจำปี(มากที่สุด) แบ่งสันปันส่วนให้ สพฐ.(มากที่สุดอีก)ที่เป็นส่วนราชการเทียบเท่า"กรม" ในสพฐ.มีหลายฝ่ายหลายสำนัก ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ "ครู" มากที่สุดคือ นักวิชาการและศึกษานิเทศก์     ๒ ตำแหน่งดังกล่าว จะทำงานอย่างไม่มีความสุขนัก ถ้าไม่มีงาน/โครงการสนองนาย ส่วนหนึ่งเป็นงานนโยบาย/ อีกส่วนหนึ่งเป็นงานสนองตัวเอง เพื่อเลื่อนซีเลื่อนระดับ จาก ซี ๖ เป็น ซี ๗ จาก ๗ เป็น ๘ และ ๙ ตามลำดับ

แผนงาน/โครงการ ที่นักวิชาการคิดและทำ เพื่อใช้งบประมาณ รวมกันนับร้อยล้านในแต่ละปี มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านการศึกษาของโรงเรียน(ครูและนักเรียน) ข้อสังเกตตรงนี้ ทำโครงการกันทุกปี  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า งบประมาณมิได้ลดลงเลย อ้างว่าพบปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ ที่สำคัญก็คือแทบจะทุกโครงการจะต้องมี "การประชุมอบรม/สัมมนา" ตามโรงแรมหรู และผู้ที่เข้าประชุมโดยมากจะเป็น ศึกษานิเทศก์

หน้าที่หลักของศึกษานิเทศก์ คือนิเทศ กำกับติดตามการเรียนการสอนของโรงเรียน

แต่วัฒนธรรมการทำงานในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ศึกษานิเทศก์จะเวียนวนอยู่ตามห้องประชุมโรงแรม เดินพาเหรดเข้าอบรมปีละหลายครั้ง /คน บางคนรับโครงการสพฐ.มาทำที่เขต ยังไม่ทันได้ทำ ก็ต้องไปอบรมเรื่องใหม่อีกแล้ว ไม่ไปก็ไม่ได้จะผิดระเบียบแบบแผนของทางราชการ

หนักไปกว่านั้น...เขตพื้นที่..ก็ได้รับงบประมาณก้อนใหญ่มาจากสพฐ. ก็ดำเนินการจัดสรรโดยดูที่แผนงาน/โครงการ ของ ๔ ฝ่าย คือ ๑ ฝ่ายนิเทศการศึกษา ๒.ฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ๓.ฝ่ายบุคคล ๔.ฝ่ายนโยบายและแผน

ฝ่ายนิเทศการศึกษา มีโครงการมากกว่าเพื่อน เนื่องจากมีโครงการรองรับจากสพฐ.(บางทีสพฐ.ให้งบมาทำด้วย) และโครงการวิชาการที่คิดขึ้นเองเพื่อใช้งบประมาณ เพื่อพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนภายในเขต  โครงการที่ว่ามาทั้งหมด ร้อยละ ๙๐ ต้องจัดประชุมอบรมสัมมนาครูแทบทั้งสิ้น นำครูออกจากห้องเรียน ปีละหลายครั้ง บางโรงเรียนที่ครูน้อย ต้องปิดเรียนไปเลยก็มี เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้วครับ ไม่เคยลดน้อยถอยลง ตั้งแต่เห่ออาเซียนกัน

นอกจากฝ่ายนิเทศฯของเขตพื้นที่ ต้องใช้ครู ในการจัดอบรมแล้ว ทุกฝ่ายบนเขต ก็ต้องทำโครงการเหมือนกัน และเรียกครูผู้บริหารไปอบรมสัมมนาทุกโครงการ รวมแล้วปีละหลายครั้ง ใช้งบประมาณมากมายก่ายกอง โรงเรียนก็แทบจะไม่มีเวลาได้พัฒนาคุณภาพกันอย่างจริงจัง ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนครูไปที่เขตฯ นโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน จึงเป็นเพียงคำพูดลมๆแล้งๆ

คำถามก็คือ..ทำไมชอบอบรม..(ผมผิดอะไร) เรื่องอบรมก็มักจะไม่ใช่เรื่องใหม่..เหมือนจัดใช้งบให้หมดๆไป ห่างไกลเรื่องการอ่านออกเขียนได้คำนวณเป็นของเด็กอย่างลิบลับ

ผมบอกแล้ว..ว่าผมไม่ได้โทษใคร ..ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษ การเมือง ระบบ และวิธีคิด ที่ไม่เกาะติด "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ทั้งที่เป็นถึง ศธ.,สพฐ. แท้ๆ

ท่านผู้อ่านครับ ท่านคิดว่า ผมควรนำบันทึกนี้ ให้รมต.ดูไหมครับ หรือจะรอให้ผมเขียนบันทึก"วิธีแก้ไขก่อน" ผมใช่ว่าจะอยากดังหรอกครับ แต่สงสารเด็ก สงสารประเทศไทย ครับ