การเมืองเป็นเหตุ ให้อันดับการศึกษาไทยรั้งบ๊วย
ข่าว ตะลึง! WEF จัดอันดับการศึกษาอาเซียน ไทยรั้งบ๊วย ดังไปทั่ว ตีสี่ครึ่งวันที่ ๔ ก.ย. ๕๖ ผมฟังวิทยุ เอฟเอ็ม ๑๐๐.๕ เขาเอาข่าวนี้มาอ่านออกวิทยุ ผมฟังแล้วนึกในใจว่า ทำไมต้องตะลึง คนไทยควรตระหนักเรื่องนี้มานานแล้ว และพฤติกรรมของวงการเมือง นักการเมืองเป็นสาเหตุสำคัญปัจจัยหนึ่ง ดังปาฐกถานี้
เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการเรียนรู้ เพื่อชาติ เพื่อชุมชน[1]
วิจารณ์ พานิช
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๖
…………..
ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ท่านอาจารย์ ดร. ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ และแขกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน
กระผมรู้สึกว่าได้รับเกียรติและความไว้วางใจอย่างสูงยิ่ง ที่ได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวปาฐกถาเกียรติยศ เนื่องในวาระที่มิตรสหายและศิษย์มาร่วมกันเฉลิมฉลองโอกาสที่สองปราชญ์ไทย มีอายุครบ ๖ รอบนักษัตร ในลักษณะของกิจกรรมทางปัญญา อย่างน้อย ๓ ด้าน คือการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก จำนวนถึง ๙ เล่ม การแสดงละคร เรื่อง “เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ” เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของคุณจำกัด พลางกูร และการแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการเรียนรู้ เพื่อชาติ เพื่อชุมชน นี้ โดยกระผมได้พยายามค้นคว้าทำความเข้าใจมานำเสนอต่อท่านที่เคารพทั้งหลายในเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง
กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์ ท่านอาจารย์ปรีชา และคณะผู้จัดงาน ที่กรุณาให้เกียรติผมมากล่าวปาฐกถานี้ ความรู้สึกว่าได้รับเกียรติและได้รับโอกาสมากล่าวต่อที่ชุมนุมของปราชญ์ แห่งแผ่นดินจำนวนมาก และความรู้สึกรักและเคารพอาจารย์ฉัตรทิพย์และอาจารย์ปรีชา ทำให้กระผมไม่ปฏิเสธคำเชิญ แต่เมื่อรับแล้ว ก็เกิดความวิตกกังวล ว่าอาจทำไม่ได้ดี เพราะเรื่องการเรียนรู้ หรือการศึกษาในสังคมไทย โดยเฉพาะเมื่อมองจากมุมของเศรษฐศาสตร์การเมือง เป็นเรื่องซับซ้อนมาก มีความจริงกึ่งมายา รวมทั้งความจริงทั้งที่เป็นศักยภาพ และที่เป็นจุดอ่อนที่ซ่อนเร้น หรือซุกซ่อนอยู่อีกมากมาย เกินกำลังสติปัญญาของกระผม จะเข้าใจแจ้งแทงตลอดได้ จึงขออนุญาตนำเสนอแบบเน้นตั้งคำถาม มีเป้าหมายเพื่อยั่วยุให้เหล่ามิตรสหาย และศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้งสอง นำไปเป็นโจทย์วิจัย เพื่อแก้ปัญหา อันยุ่งเหยิงของบ้านเมืองของเรา
หวังว่า เมื่อจบปาฐกถานี้แล้ว ท่านจะได้คำถามจำนวนมาก ที่เป็นคำถามเพื่อชาติ เพื่อชุมชนของเรา สำหรับให้ท่านที่เคารพทั้งหลายนำไปทำงานวิชาการต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตอบโจทย์ด้านเศรษฐศาสตร์ การเมืองเรื่องการศึกษา เพื่อลดปัจจัยลบ และนำศักยภาพที่ซ่อนเร้น ออกทำคุณประโยชน์ แก่บ้านเมืองของเรา
กระผมจะกล่าวต่อท่านทั้งหลายเพียง ๒ เรื่อง คือเรื่องการศึกษาในระบบ กับเรื่องการเรียนรู้ของชุมชน
การศึกษาในระบบ
ความจริงที่รู้กันมากว่า ๑๐ ปี รู้กันทั่ว ไม่มีอะไรซ่อนเร้น คือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทย ในภาพรวมตกต่ำลง และตกต่ำลงเรื่อยๆ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารการศึกษา ของประเทศไทย ผลการทดสอบเปรียบเทียบระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า PISA (Programme for International Student Assessment) ซึ่งทดสอบเด็กอายุ ๑๕ ปี ในทักษะ ๓ ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทดสอบทุกๆ ๓ ปี เริ่มจัดทำปี ค.ศ. 2000 พบว่าคะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดของโลก และมีแนวโน้มคงที่หรือลดลง ในทั้ง ๓ ด้าน กระผมขอยกตัวอย่างด้านเดียว คือทักษะการอ่าน คะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยในปี ค.ศ. 2009 เท่ากับ ๔๒๑ เป็นอันดับที่ ๕๓ จาก ๖๕ ประเทศ โดยประเทศที่ได้อันดับ ๑ คือนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน คะแนน ๕๕๖ คะแนนเฉลี่ยของเด็กไทย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งเท่ากับ ๔๙๓ คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านของเด็กไทย ในปี ค.ศ. 2006, 2003, และ 2000 เท่ากับ ๔๑๗, ๔๒๑ และ ๔๓๑ ตามลำดับ
คะแนนเฉลี่ยของปี ค.ศ. 2006 เท่ากับ ๔๑๗ ของปี ค.ศ. 2009 เท่ากับ ๔๒๑ น่าจะใจชื้นว่าคะแนนทำท่าจะดีขึ้น แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลึก ดูร้อยละของเด็กที่มีทักษะการอ่าน ต่ำกว่าเกณฑ์ระดับพื้นฐาน ในปี ค.ศ. 2006 ร้อยละ ๓๗ ในปี ค.ศ. 2009 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๔๓
การที่คะแนนเฉลี่ยของผลการสอบ PISA ของเด็กไทย ต่ำกว่ามาตรฐานโลกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๑๐ ปี เป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่ยังไม่น่าตกใจเท่าข้อมูลวิเคราะห์แยกแยะรายละเอียดของผลสอบตามกลุ่มโรงเรียน และตามรายภาค คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มโรงเรียนสาธิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD คือคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านใน PISA 2009 เท่ากับ ๕๒๕ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD เท่ากับ ๔๙๓ (ของไทย ๔๒๑) แต่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงเรียนกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาส ในสังกัด สพฐ. เท่ากับ ๓๘๑
นอกจากนั้น ผลการทดสอบ TIMSS (Trends in International Mathematics and Science Study) และผลการทดสอบ O-NET ของไทย เมื่อจำแนกแจกแจงคะแนนผลการสอบตามรายภูมิภาค พบว่าคะแนนของนักเรียนในภูมิภาคต่ำกว่าคะแนนของนักเรียนในกรุงเทพอย่างมากมาย ข้อมูลเหล่านี้ค้นหาได้ไม่ยากทาง อินเทอร์เน็ต
กระผมตกใจมากจากข้อมูลนี้ เพราะมันสะท้อนภาพความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยด้านการศึกษา อย่างรุนแรง กระผมเรียนรู้มาจากหนังสือ ความคิดและความใฝ่ฝันของนักคิดไทย ๖๐ ปี ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ (กนกศักดิ์ แก้วเทพ บรรณาธิการ, ๒๕๔๔) ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง เน้นที่ความเป็นธรรมในสังคม และเข้าข้างผลประโยชน์ของกลุ่มที่ด้อยโอกาส กระผมจึงถือเป็นโอกาส ที่ได้มาพูดในที่ชุมนุมนี้ ว่าวงการเศรษฐศาสตร์การเมืองไม่ควรเพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรง ด้านการศึกษาของสังคมไทย
หากท่านอ่านบทความเรื่อง มนุษยมิติและความเป็นชุมชนในศตวรรษที่ ๒๑ ที่กระผมเขียน และอยู่ในหนังสือเล่มที่ ๓ ที่พิมพ์ในโอกาสนี้ ท่านจะยิ่งตกใจ ที่การศึกษาไทยเราเดินทางผิดมาเป็นเวลานาน เป็นการเดินทางผิดในด้านเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ และวิธีการบริหารการศึกษา
สาเหตุของความเพลี่ยงพล้ำทางการศึกษาของสังคมไทย ในความเห็นของกระผม มี ๒ มิติ คือมิติทางวิชาการ (หรือทางเทคนิค) กับมิติทางการเมือง (หรือเศรษฐศาสตร์การเมือง)
ในช่วงเวลา ๒ - ๓ ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาและนำเสนอต่อสังคมไทยในมิติทางวิชาการจำนวนไม่น้อย แต่ไม่มีการศึกษาในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเลย ในส่วนที่เกี่ยวกับความตกต่ำของระบบการศึกษาไทย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำการวิจัยปัญหาการศึกษา และนำเสนอในการประชุมประจำปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เรื่อง ยกเครื่องการศึกษาไทย : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง (ซึ่งสามารถ ดาวโหลด เอกสารประกอบการประชุมได้ที่ http://tdri.or.th/seminars/ye2011/) ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่ทำให้คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำ เพราะระบบการบริหารขาดการรับผิดรับชอบ ขาดความเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน และอื่นๆ อีกมากมาย
หลังจากนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ว่าจ้างให้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ทำการวิจัยเพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว เรื่อง โครงการวิจัยยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความรับผิดชอบ กระผมทราบว่า ทีดีอาร์ไอ ได้ส่งผลการวิจัยให้แก่ สพฐ. แล้ว แต่การแก้ไขอย่างเป็นระบบยังไม่เกิดขึ้น สพฐ. เองอ่อนแอเกินไป จนไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาของชาติ ที่มีปัญหาใหญ่หลวงได้ เพราะมิติทางการเมือง ในระบบบริหารการศึกษาไทย มีพลังด้านลบครอบงำอยู่ อย่างแน่นหนาซึมลึก และอย่างที่รู้กันทั่ว แต่ไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหา อย่างจริงจัง ไม่มีการแก้ปัญหาที่รากเหง้า
ถึงเวลาแล้ว ที่วงการวิจัยเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย จะออกมาทำงานวิจัย ศึกษาปัญหาทาง เศรษฐศาสตร์การเมือง ของระบบการศึกษาไทย นำเสนอต่อสาธารณชน เพื่อกระตุ้นเตือนให้มีการปรับตัว แก้ไขลดละปัจจัยลบในระบบการเมืองของวงการศึกษา และหาทางเพิ่มปัจจัยบวก ทั้งนี้ เพื่อความวัฒนาถาวร ของสังคมไทยในระยะยาว
ตัวอย่างหนึ่งของปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในระบบการศึกษาคือบทบาทของคุรุสภา และสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และกลไกอื่นๆ ตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครู น่าจะได้มีการศึกษาทำความเข้าใจว่า ในทางปฏิบัติ กลไกเหล่านี้ทำหน้าที่อย่างไร ก่อผลบวกและผลลบ ต่อคุณภาพการศึกษา ของประเทศอย่างไร
นอกจากนั้น มีคนในวงการการศึกษาเอง เล่าให้กระผมฟังว่า ครูในภูมิภาคต่างๆ ได้รวมตัวกัน เป็นสมาคม เพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้แก่ครู มีสมาคมครูในพื้นที่จำนวนมาก สมาคมเหล่านี้เชื่อมโยงกับกลไก ของพรรคการเมือง และมีส่วนเรียกร้องกดดันเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ ของครู ทำให้ค่าตอบแทนของครู สูงกว่าค่าตอบแทนของข้าราชการอื่นๆ รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เท็จจริงอย่างไร น่าจะได้มีการวิจัย และควรวิจัยด้วยว่า สมาคมและการรวมตัวในรูปแบบอื่นๆ ของครู มีส่วนยกระดับคุณภาพของผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาของนักเรียนอย่างไรบ้าง หรือจริงๆ แล้ว กลับมีส่วนลดทอนระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
มีคนในวงการศึกษา ส่งข้อมูลมาให้กระผม บอกว่า ในจำนวนบุคลากรของ สพฐ. ๕ แสนคนนั้น เป็นผู้บริหารในระดับต่างๆ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ครูจัดการเรียนรู้แก่นักเรียนเป็นจำนวนถึง ๔ หมื่นคน ระบบกำลังคนของระบบการศึกษาไทยจึงอยู่ในสภาพที่มีผู้บริหารจำนวนมากเกินไป เป็นระบบที่ประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นประเด็นวิจัยที่จะช่วยให้มีการปรับปรุงระบบการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพ ในการใช้ทรัพยากรสูงขึ้นได้มาก
เมื่อเข้าไปคลุกคลีกับคนในวงการศึกษามากเข้า กระผมก็ได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับความทุจริตฉ้อฉล ในวงการศึกษาหลากหลายด้าน เช่น การที่ครูที่ต้องการเลื่อนวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการ ต้องเสนอผลงานวิชาการ ครูที่ตั้งใจทำงานดูแลศิษย์ พยายามทำผลงานจากงานจริงๆ พยายามอย่างไร ผลงานก็ไม่ผ่านการพิจารณา แต่ครูในโรงเรียนเดียวกันที่ไม่ตั้งใจทำงาน แต่ใช้วิธีไปจ้าง “ผู้เชี่ยวชาญ” ทำผลงานให้ และจ่ายค่าตัดสินผ่านแก่ reader รวมแล้วเป็นเงินในหลักแสนบาท ก็ได้ตำแหน่งชำนาญการ โดยไม่ต้องมีผลงานด้านการดูแลจัดการเรียนรู้เป็นผลดีแก่ศิษย์แต่อย่างใด โดยมีคนเล่าว่า บางเขตพื้นที่การศึกษา มีเจ้าหน้าที่ของเขตนั่นเองทำหน้าที่ติดต่อจัดการให้ เท็จจริงอยู่ที่ผู้เล่า กระผมไม่กล้ายืนยัน แต่ยืนยันได้ว่า นี่คือโจทย์วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง เรื่องระบบการศึกษาไทย
นอกจากนั้น ยังมีคำพูดดาษดื่นในวงการศึกษาว่า หากครูต้องการย้ายโรงเรียนจากที่ห่างไกล ไปสอนในโรงเรียนในตัวอำเภอ หรือในตัวจังหวัด รายจ่ายค่าสั่งย้าย “คิดเป็นกิโล” คือตามระยะทาง เป็นกิโลเมตร กิโลเมตรละกี่บาทกระผมไม่ทราบ และไม่ทราบว่าเท็จหรือจริง รวมทั้งไม่ทราบว่าในการย้ายนั้น ครูต้องจ่ายทุกคนหรือไม่ จ่ายแก่ใครบ้าง นี่ก็เป็นโจทย์วิจัยเช่นเดียวกัน
เรื่องที่อาจไม่ฉ้อฉล อาจมาจากความเข้าใจผิด แต่ก่อความสูญเสียงบประมาณปีละน่าจะ หลายพันล้านบาท หรือบางปีอาจจะเป็นหมื่นล้านบาท คือเรื่องการพัฒนาครู ที่หลงดำเนินการแบบเน้น training โดยที่เวลานี้เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่า เป็นวิธีการที่ได้ผลน้อย วิธีการที่ได้ผลดีต้องเน้น learning
วิธีพัฒนาครูประจำการ ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดี เรียกว่าแนวทาง PLC (Professional Learning Community) คือส่งเสริมให้ครูรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นชุมชน เรียนรู้วิธีทำหน้าที่ครู คือพัฒนาครู โดยใช้เครื่องมือ KM (Knowledge Management) หรือการจัดการความรู้ ชุมชนเรียนรู้ในภาษา KM เรียกว่า CoP (Community of Practice) ชุมชนเรียนรู้ของครูคือ PLC ต้องการ “คุณอำนวย” (facilitator) เพื่ออำนวยความ สะดวกต่อการเรียนรู้ จากการปฏิบัติ
แต่วิธีพัฒนาครูประจำการของไทยในปัจจุบัน เน้นการกำหนดว่า ต้องไปเข้ารับการอบรม มิฉนั้นถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการเลื่อนวิทยะฐานะหรือปูนบำเหน็จ กระทรวงศึกษาธิการตั้งงบประมาณ ไปหนุนหน่วยจัดการฝึกอบรม แม้เป็นที่รู้กันว่าครูไม่อยากไปรับการอบรม เพราะไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ต้องไป เพราะมีการกำหนดไว้ใน KPI ว่าต้องผ่านการอบรม
กระผมตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องนี้น่าอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหน่วยงานที่จัดการฝึกอบรม และผลประโยชน์ของหน่วยงานรับจัดการฝึกอบรม รวมทั้งผลประโยชน์ของวิทยากร จึงน่าจะมีการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ของครูเหล่านี้ น่าจะใช้อย่างชาญฉลาดกว่านี้ เพื่อให้ผลตกไปที่ผลสัมฤทธิ์ ในการเรียนของเด็กอย่างแท้จริง
ความรู้เกี่ยวกับข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย ในมิติด้านวิชาการ แม้จะยังอ่อนแอ ยังไม่ค่อยมีความรู้เชิงระบบ แต่ก็ได้มีการศึกษาและนำออกเผยแพร่พอสมควร เช่น ผลการวิจัยที่สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทยนำออกเผยแพร่ในการประชุมวิชาการประจำปี ๒๕๕๔ แต่จัดประชุมในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ หากท่านเข้าไปในเว็บไซต์ ของสถาบันวิจัยเพื่อ การพัฒนาประเทศไทย (www.tdri.or.th) จะมีเรื่องราวของผลการวิจัยด้านการศึกษา จำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีงานวิจัย ในมิติด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเลย
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำเอกสารชื่อ ผลการประเมิน PISA 2009 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดได้ที่ http://pisathailand.ipst.ac.th/files/PISA2009_StudentsPerformance.pdf (ค้นเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖)
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค. – www.qlf.or.th) ดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันในระดับพื้นที่ เพื่อดำเนินการพัฒนา คุณภาพของการศึกษาในพื้นที่ ในลักษณะของการดำเนินการกันเองเป็นหลัก ไม่ขึ้นกับกลไกรัฐ แต่ไม่ปฏิเสธ ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนในระบบรัฐ หรือในหลายกรณี ก็มีคนในระบบการศึกษาภาครัฐนั่นเองเป็นแกนนำ แต่ดำเนินการนอกระบบราชการ
นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิ เอ็นจีโอ และมีการรวมตัวกันของผู้นำในท้องถิ่นหรือพื้นที่จำนวนมากมาย ลุกขึ้นมาช่วยกันกอบกู้คุณภาพการศึกษาไทย เช่นมูลนิธิสยามกัมมาจล มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สภาการศึกษาจังหวัดกระบี่ สมาคมพัฒนาการศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น
แต่กลไกทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำได้เพียงครึ่งเดียวของกลไกพัฒนา คือเฉพาะส่วนของการเพิ่มปัจจัยบวก ไม่ได้ดำเนินการลดปัจจัยลบ ซึ่งมีกุญแจไขอยู่ที่ความเข้าใจกลไกด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในระบบการศึกษาไทย
การพัฒนาในเรื่องใดๆ ก็ตาม ต้องดำเนินการใน ๒ มิติควบคู่กันไป คือเพิ่มปัจจัยบวก ต่อพลังขับเคลื่อน และลดปัจจัยลบ หรือพลังขัดขวาง ในโลกแห่งความซับซ้อนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจัยขัดขวางอยู่ลึกและซ่อนเร้น ในหลายกรณีแม้เจ้าตัว หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวการ ก็ไม่รู้ตัว ต้องมีการวิจัยและสื่อสารสังคมเพื่อลดปัจจัยลบดังกล่าว กระผมจึงถือโอกาสที่ได้มากล่าว ต่อนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองในที่นี้ เพื่อวิงวอนให้ท่านช่วยกันกอบกู้บ้านเมือง ผ่านการกอบกู้การศึกษาไทย โดยการทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองของระบบการศึกษา นำความรู้ที่ได้ออกสื่อสารต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ ในด้านที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ปฏิสัมพันธ์ หรือวัฒนธรรมของคนในระบบการศึกษาไทย
กระผมขอย้ำว่า ระบบทางสังคมในวงการศึกษาที่เน่าเฟะจะกัดกร่อนบั่นทอนสังคมไทย ทำให้เกิดการ “เสียเมือง” ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ถูกยึดครองโดยข้าศึกภายนอก แต่เป็นการล้มละลายจากความอ่อนแอ ภายในสังคมเอง เราต้องช่วยกันปกป้องกอบกู้บ้านเมือง อย่างที่คุณจำกัด พลางกูร ได้อุทิศชีวิตเพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ เราต้องรวมกลุ่มกันทำความจริงที่มีอยู่ในวงการศึกษาในลักษณะข่าวเล่าลือ ให้กลายเป็นความจริง ที่มีข้อมูลหลักฐาน น่าเชื่อถือ และนำออกเผยแพร่แก่สังคม เพื่อปกป้องคนในวงการศึกษาไทยที่เป็นคนดี ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นครูเพื่อศิษย์ ปกป้องระบบการศึกษาไทย และปกป้องสังคมไทย จากการล้มละลายทางปัญญา และทางศีลธรรม
การเรียนรู้ของชุมชน
การเรียนรู้ของชุมชนเป็นเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning) และเป็นการเรียนรู้จากการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพการงาน แต่นั่นเป็นเพียง ส่วนเดียวของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ คือเป็นส่วนของการเรียนรู้ที่ตนเองสร้างขึ้นให้แก่ตนเอง อีกส่วนหนึ่ง เป็นการเรียนรู้ ที่ถูกยัดเยียด คือมาจากสื่อมวลชน และการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ รวมทั้งป้ายคัทเอ๊าท์ ขนาดมหึมาของรัฐ ที่ติดตามที่สาธารณะต่างๆ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ มาจากไหนบ้าง ได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชน มากน้อยแค่ไหน สื่อมวลชนสื่อสาร เพื่ออะไร เพื่อใคร? เป็นการสื่อสารเพื่อปลดปล่อยอิสรภาพในชีวิต หรือเพื่อครอบงำ มอมเมา เอาผลประโยชน์ เป็นโจทย์วิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ท้าทายยิ่ง
เราได้เห็นว่า ในช่วงเวลาไม่ถึงสิบปี ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนใจคนได้ ผ่านกระบวนการ ทางการเมือง เปลี่ยนมาตรฐานผิดชอบชั่วดีในสังคม เช่น เปลี่ยนความคิดของคนว่าด้วยเรื่องคอรัปชั่น ผลการสอบถามโดยโพล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๘๐ มีความเห็นว่า ยอมรับให้นักการเมือง โกงบ้านเมืองได้ หากทำงานเก่ง คนไทยคิดอย่างนั้นจริงหรือ หากจริง ปัจจัยอะไรที่ทำให้เขาคิดเช่นนั้น และความคิดเช่นนี้ จะนำพาบ้านเมืองไปสู่อนาคตเช่นไร
ในสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร และยุคเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้ารวดเร็ว ความก้าวหน้าและการลงทุน ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ของประเทศไทย ก่อผลประโยชน์ต่อคนไทยอย่างเท่าเทียมกันมากน้อยเพียงใด ก่อผลประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของคนไทยกลุ่มต่างๆ แตกต่างกันอย่างไร ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
เรารู้จากข้อมูลรายได้ เปรียบเทียบกลุ่มที่รายได้สูง กับกลุ่มรายได้ต่ำ ว่าช่องว่างในสังคมไทย ถ่างกว้างขึ้น ในทางเศรษฐกิจ สังคมไทยมีความไม่เป็นธรรมสูงขึ้น คำถามวิจัยคือ สาเหตุของความไม่เป็นธรรมนั้น มาจากการเรียนรู้ของประชาชนที่บิดเบี้ยว จากสื่อสารมวลชน และจากการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ มากน้อยเพียงไร จะมีวิธีลดปัจจัยลบเหล่านี้ได้อย่างไร
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เรียนรู้จากการประกอบสัมมาชีพ เรียนรู้จากการดำรงชีวิต วิธีการที่ดีที่สุด คือการรวมกลุ่มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยวิธีการที่เรียกว่า “การจัดการความรู้” ทำโดยนำเอาความรู้ปฏิบัติ ที่มาจากประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีคนทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (learning facilitator) ให้สมาชิกกลุ่มนำเอาความรู้ปฏิบัติ (tacit knowledge) กับความรู้ทฤษฎี (explicit knowledge) มาหมุนเกลียวความรู้ ยกระดับความรู้ในเรื่องนั้นๆ ขึ้นไป โดยที่เป็นการหมุนเกลียวความรู้วนรอบการปฏิบัติ หรือบนฐานของการปฏิบัติ ซึ่งก็คือการประกอบกิจการนั้นๆ หรือประกอบสัมมาชีพ นั่นเอง
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) เคยได้รับทุนจาก สสส. ดำเนินการพัฒนาวิธีการ จัดการความรู้ขึ้นในบริบทต่างๆ ในสังคมไทย ได้สนับสนุนให้มูลนิธิข้าวขวัญที่สุพรรณบุรี ทดลองดำเนินการ จัดการความรู้ให้แก่ชาวนาในหลายอำเภอของจังหวัดสุพรรณบุรี ในรูปของ “โรงเรียนชาวนา” พบว่า ได้ผลดีอย่างยิ่ง โรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญมีเป้าหมา
ชอบมากครับ
กำลังอ่าน WEF Report อยู่ค่ะ น่าสนใจมากเพราะเป็นเรื่อง `Competitiveness ของประเทศ 144 ประเทศเปรียบเทียบกัน ของไทยภาพรวมก็ไม่เลวเลย อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็น 38(ขอเช็คอีกครั้ง) สูงกว่าอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เขมร และเวียตนาม และสูงกว่าอีกกว่า 100 ประเทศ รายงานเชิงเทคนิคละเอียดมากทั้งการคิดดัชนีและสูตรการคำนวน
ต้องอ่านให้จบก่อนว่าเรื่องการศึกษาเขาว่าอย่างไรกันบ้างผลสรุป(ที่เอามารายงานต่อ ๆมา) จึงเป็นแบบนั้น
อาจารย์ขา ในฐานะครูไทย ถ้าให้ดอกไม้ได้สิบดอกหนูจะกด ๆ ๆ และกดให้อาจารย์เลยค่ะ
เพราะที่อาจารย์เขียนมาตรงประเด็นทุกประการ
ทุกวันนี้พวกเราครู ๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตาสอนเด็ก ก็บ่นกันแบบนี้
ไม่รู้นโยบายอะไรนักหนา ครูไม่ได้เป็นอันสอนหรอกค่ะ
นโยบายเยอะมากเหลือเกิน และเปลี่ยนไปตามรัฐมนตรีอีกต่างหาก อันนี้ไม่ใช่ของฉันเปลี่ยน ๆ ๆ จนเด็กเขาจะงอกกันหมดแล้วค่ะ
ครูที่ตั้งใจสอนไม่ได้หรอกค่ะ ชำนานการพิเศษหรือเชี่ยวชาญน่ะ
ตัวครูแกงเองเนี่ย ไม่มีเวลาทำหรอกผลงานเพราะสอนเต็มที่เต็มเวลา คาบสอนเยอะ ไม่เคยทิ้งคาบสอน
แถมงานจรที่ขอความช่วยเหลือ และงานพิเศษอีกมากมาย หน่อย ๆ ๆ ๆ พอหลายหย่อยเลยเป็นกอง 555
แต่ครูในหมวดบางคนคาบสอนก็น้อยกว่าเพราะเธอว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระบ้าง รองบ้าง ทิ้งคาบสอนประจำ
แถมที่ร้ายกว่านั้นมานั่งทำผลงานในห้องเรียนเราวะงั้น เราก็สอนไป ครูนี่ก็ใช้เน็ตทำผลงานไป
จะให้เรารู้สึกศรัทธาละหรือ สอนน้อยกว่า งานน้อยกว่า ผลงานน้อยกว่า แต่ทำผลงานแล้วผ่านอีกต่างหาก เฮ้อ ...
ก็คนนี่นะ อ้าวบ่นไปเรื่อยเลย 555 ขอโทษค่ะอาจารย์
ขอบคุณนะคะ ชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลยค่ะ