การเปิดใจเรียนรู้ต้องอาศัยจิตที่เปิดกว้าง การสำรวจและสืบค้นความหมายของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภายในจิตใจนั้นมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ การเขียนบันทึกสะท้อนความรู้สึก การวาดภาพระบายสีเพื่อสื่อสารกับโลกภายในของตัวเอง การได้สนทนากับกัลยาณมิตร ฯลฯ ล้วนมีส่วนช่วยให้การมองเห็นความเป็นจริง และการมองเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างตนเอง ผู้อื่น ชุมชน สังคม ปรากฏการณ์ และสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเป็นไปได้ดีขึ้นกว่าการจมอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแล้วปล่อยให้ค่อยๆ คลี่คลายไปเองตามธรรมชาติ
ภาคเรียนนี้ฉันมีโอกาสได้ไปเรียนรู้เรื่องของการเขียนแนวจิตตปัญญา (Contemplative Writing) ที่ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จากการแนะนำของอาจารย์จิรัฐกาล พงศ์ภัคเธียร หรือ คุณครูอุ๊ย ผู้เป็นกัลยาณมิตรตลอดกาลของชาวเพลินพัฒนา วิชานี้เรียนทุกวันพฤหัสเว้นพฤหัส และเรียนกันตลอดทั้งวัน ทั้ง อาจารย์อดิศร จันทรสุข และ อาจารย์เพริศพรรณ แดนศิลป์ เป็นผู้ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ ฉันจึงได้เข้าไปร่วมเรียนรู้ และได้ส่งผลงานการเขียนที่เกิดจากการฝึกฝนในแต่ละคราวให้อาจารย์ตรวจด้วย จากตอนแรกที่คิดว่าจะเข้าไปนั่งบันทึกความรู้เท่านั้น
การเขียนแนวจิตตปัญญาที่ฉันได้เรียนรู้ มีทั้งการประยุกต์กระบวนการเขียนสร้างสรรค์ บทกวี บทละคร เรื่องสั้นในการถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ ความรู้สึก กิจกรรมเกี่ยวกับการเขียนรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง และหัวข้อที่ตนเองสนใจ การใคร่ครวญสภาวะที่เกิดขึ้นก่อน ระหว่าง และหลังการเขียน การฝึกปฏิบัติการเขียนในรูปแบบต่างๆ
ในวันศุกร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๕๖ ฉันนำแบบฝึกเรื่องการเขียนอิสระ ๖ นาทีโดยไม่หยุด ที่ได้เรียนรู้มาจากการไปเข้าชั้นเรียนครั้งแรกเมื่อวานนี้มาทำกิจกรรมกับ คุณครูกลุ่ม ๑๓ / ๒๐๑๓ ที่ตั้งอกตั้งใจว่าจะฝึกตนให้เป็น “ครูฝึก” และได้มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานบริหารช่วงชั้นที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น
หลังจากที่เขียนกันไปครบ ๖ นาทีแล้ว เมื่อให้เลือกวงคำ ๓ คำที่มีความสัมพันธ์ และเป็นคำที่เราอยากจะค้นหาความหมายในขณะนี้ คุณครูเล็ก-ณัฐทิพย์ เลือกวงคำว่า “ธรรมะ” คำว่า “คุณค่า” และ คำว่า “อ่อนโยน” และเมื่อให้เลือกเพียงคำเดียว ครูเล็กเลือกคำว่าอ่อนโยน
ครูเล็กเขียนขยายความว่า...
"ความอ่อนโยนเป็นสิ่งที่ตัวฉันกำลังขาดอยู่ ฉันพบว่าตัวเองยังมีตัวตนอยู่มาก ทำให้มองไม่ให้ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งรอบข้างมากนัก...การที่มีสติและมองมันได้ละเอียดขึ้นก็พบว่าความอ่อนดยนในจิตใจของเรายังมีน้อย จึงใคร่ครวญ และพยายามเปิดใจเคารพในผู้อื่นให้มากขึ้น"
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ๒ วันถัดมา หลังจากที่ครูเล็กได้ทำหน้าที่คุณอำนวยเต็มตัวในการไปนำวง KM ให้กับคุณครูระดับชั้น ๕ และได้ร่วมสนทนาเพื่อการสะท้อนผลกับฉัน วันนั้นอารมณ์เศร้าหมองยังคงเกาะกินอยู่ในใจ
ภาพที่ครูเล็กวาดในวันนั้นคือภาพวงกลมที่ประกอบขึ้นด้วยเส้นสีดำ และมีจุดวงกลมสีดำเข้มลอยเด่นอยู่กลางพื้นขาว วงกลมนั้นล้อมรอบด้วยสีชมพู สีเขียว และสีเหลือง ที่ตามหลักของ Color Therapy จะหมายถึงความทุกข์ (สีดำ) ที่เด่นชัดที่ถูกทำให้ปรากฏขึ้น ท่ามกลางความรู้สึกยุ่งเหยิง และล้อมรอบด้วยความต้องการที่จะเยียวยา (สีชมพู) ความต้องการที่จะมีสมดุล (สีเขียว) และความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง (สีเหลือง)
เมื่อได้พบเห็นตัวอารมณ์และความรู้สึกเหล่านี้แล้ว และได้ชำระอีกครั้งหนึ่งด้วยการเขียนลำดับเรื่องราวต่างๆ ออกมาในวันที่ ๑ กันยายน ๕๖ ครูเล็กก็ได้พบว่า
ตอนที่ได้เขียนเรื่องนี้รู้สึกดีมากๆ การได้เขียนอีกครั้ง จึงเกิดการใคร่ครวญมากขึ้นกว่าเดิม ความเศร้าที่ได้เห็นตัวเองในครั้งนั้นดูจางหายไปหมดในการเขียน ณ ขณะนี้ เหลือเพียงความรู้สึกดีๆ ที่เราโชคดี และความรู้สึกขอบพระคุณพี่ใหม่อย่างมากที่นำทางเล็กและกรุณาเล็กอย่างมาก พี่ใหม่เป็นครูที่นำพาเล็กให้ได้เรียนรู้อย่างมากมายในเรื่อง KM กับการปฏิบัติธรรม ลูกศิษย์คนนี้จะพยายามประพฤติปฏิบัติตนไปในทางที่ดีงามตามคำแนะนำสั่งสอนของคุณครูใหม่นะคะ
ด้วยความเคารพ
เล็ก
...............................................................................
“ระบายความรู้สึก” เป็นบันทึกประสบการณ์ครูเล็กบันทึกเอาไว้หลังจากที่ได้นำกระบวนการKM ให้กับคุณครูระดับชั้น ๕
ฉันเริ่มต้นที่จะสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ตื่นรู้ และอยู่กับปัจจุบัน ให้กับวง เพราะเชื่อมั่นว่า ภาวะพร้อมเรียนรู้จะทำให้คุณครูทุกคนเข้าสู่กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทรงพลัง อีกทั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๓ ส.ค. ๒๕๕๖ ฉันได้ร่วมวง KM ผู้นำช่วงชั้นที่มีคุณครูใหม่ – วิมลศรี มานำพาให้ได้ใช้สีและภาพในการ Check In ซึงในวันนั้นฉันรู้สึกผ่อนคลาย ตื่นรู้และอยู่กับสีและภาพที่ตัวเองบรรจงวาดอย่างมีสติ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการนำวิธีการนี้มาปรับใช้กับวง KM ชั้น ๕
ฉันให้คุณครูทุกคนได้เลือกดินสอสีที่ตัวเองชอบมา ๒ สี เพื่อวาดและระบายอะไรก็ได้ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ ระหว่างนั้น เสียงเพลงที่ผ่อนคลายก็ถูกบรรเลงขึ้น คุณครูทุกคนต่างระบายความรู้สึกผ่านสีที่เลือก เมื่อเสียงระฆังแห่งสติดังขึ้น ก็เป็นสัญญาณบอกให้คุณครูทุกคนรู้ว่าหมดเวลาระบายความรู้สึกแล้ว
หลังจากนั้น ฉันให้คุณครูทุกคนนำกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ได้ระบายความรู้สึก มาวางคว่ำ และรวมไว้ตรงกลางวง เมื่อวางครบแล้ว ฉันให้คุณครูทุกคนเลือกมา ๑ แผ่น ต่อจากนั้นเปิดดูภาพ และเมื่อได้ยินเสียงระฆังก็ขอให้เวียนภาพนั้น ส่งไปยังขาวมือ เมื่อเคาะอีกครั้ง ก็ขอให้มองภาพและส่งเวียนต่อไป
ฉันทำเช่นนี้อยู่ ๓ ครั้ง และเอ่ยขึ้นว่า กระดาษแผ่นนี้ไม่ว่าจะเป็นของเพื่อนครูคนไหน ในตอนนี้กระดาษแผ่นนี้ได้เป็นของเรา ณ ขณะนี้ ขอให้เราได้น้อมรับเอากระดาษแผ่นนี้มาเป็นของเรา
เมื่อฉันกลับมาคิดทบทวนถึงกระบวนการ Check In ที่ได้ทำลงไป ก็พบว่า ฉันเริ่มต้นคล้ายๆ กับที่ คุณครูใหม่ทำก็จริง แต่ ณ ขณะนั้น ฉันได้สังเกตและซึมซับสภาวะของวง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า คุณครูแต่ละคนอยากที่จะได้เห็นภาพของคุณครูคนอื่นๆ ด้วย ฉันจึงเพิ่มความตื่นเต้นด้วยการวางภาพคว่ำลง แล้วให้คุณครูทุกคนเลือกหยิบแบบสุ่ม ต่อจากนั้นเวียนดูภาพไปเรื่อยๆ ฉันไหลลื่นกระบวนการโดยใช้สภาวะของวงเป็นตัวนำพา ทำให้เกิดเห็นไปถึงภาพบรรยากาศ Check Out ว่า ฉันจะทำกระบวนการเช่นใดที่จะทำให้พลังของคุณครูแต่ละคนที่มีได้ส่งผ่านเป็นกำลังใจดีๆ ให้กับคุณครูคนอื่นๆ
เริ่มกระบวนการ
คุณครูจับคู่กันอ่านชุดความรู้ที่ได้สกัดจากวง KM ครั้งที่ผ่านๆ มา ในเรื่อง “เข้าสู่หัวใจสำคัญของการติดตามงานตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เหตุของแรงบันดาลใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของงานของเด็ก (Ownership) คุณครู ๕ คน อ่านตอนที่ ๑ และคุณครูอีก ๕ คน อ่านตอนที่ ๒ โดยให้คุณครูทุกคนได้อ่านอย่างใคร่ครวญและสงบ
เมื่อคุณครูทุกคนอ่านจบแล้ว ฉันให้คุณครูที่อ่านตอนที่ ๑ จับคู่กับคุณครูที่อ่านตอนที่ ๒ แล้วให้คุณครูที่อ่านตอนที่ ๑ ได้เล่าก่อน เมื่อเล่าเสร็จให้คุณครูอีกคนถ่ายทอดและเล่าให้ฟังกลับมา ต่อจากนั้น ให้คุณครูที่อ่านตอนที่ ๒ ได้เป็นผู้เล่า หลังจากเล่าเสร็จแล้ว ก็ให้คุณครูอีกคนเล่าย้อนกลับมาให้ฟัง
หลังจากที่คุณครูทุกคนได้ทำกิจกรรมนี้แล้ว ฉันชวนให้ลองสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้
คุณครูจุ๋ม – ศรัญญา สะท้อนว่าตัวเองจับประเด็นจากการฟังได้มากกว่าตอนที่เป็นคนเล่าเอง
คุณครูเปี๊ยก – วิสิทธิ์ สะท้อนว่าอ่านเพียงรอบเดียว ทำให้จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ พอคุณครูเล็กไม่ให้ดูกระดาษที่อ่าน ยิ่งรู้เลยว่า เราจำรายละเอียดไม่ได้เลย จึงเล่าจากความเข้าใจ แล้วพอคุณครูน้ำหวานสะท้อนออกก็ยิ่งเห็นว่าเนื้อความมันยิ่งน้อยลงไปอีก
คุณครูขม – รัตนาพร มองเห็นว่าตัวเราก็เหมือนเด็ก ที่ก็จำรายละเอียดได้ไม่หมด แล้วมองย้อนกลับมาว่าที่เราลงรายละเอียดกับเด็กไป ก็ไม่รู้ว่าเด็กจะรู้ได้แค่ไหน
คุณครูปุ๊ก – จินตนา ตอนที่คุณครูเล็กบอกว่าให้พูดเหมือนกับที่อีกคนหนึ่งเล่าให้ฟัง คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เรายังคงใส่ความคิดเห็นของเราเพิ่มเติมลงไป
คุณครูอุ้ย – ปัณณฑัต อะไรที่เป็นสาระจับไม่ค่อยได้ ตัวเราขี้ลืม ไม่สามารถจำได้ด้วยการฟัง หรืออ่าน แต่จะจำได้จากการทำความเข้าใจด้วยตัวเอง เห็นตัวเองตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ตอนที่คุณครูปุ๊กเล่า จับประเด็นอะไรไม่ได้ ได้แต่คำพูดเป็นคำๆ
คุณครูเจน – ญาณิสา ตอนอ่านรู้สึกว่ามันเหมือนเดิม ก็เลยอ่านและจับประเด็นที่เรามีประสบการณ์ร่วม เราจึงพูดแต่ประเด็นสำคัญ ไม่คิดว่ามันจะมีผลต่อคนอื่น เพราะคนอื่นก็จะไม่ได้รายละเอียด ทำให้ความมันหายไปเรื่อยๆ ถ้ารู้ว่ามันมีผลต่อคนอื่นจะใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น
จากที่ได้ฟังเสียงสะท้อนของคุณครูทุกคนแล้ว ฉันจึงจับประเด็นสำคัญที่คุณครูขมมองย้อนไปถึงเด็กๆ แล้วตั้งคำถามกลับไปว่า...
"จากการเห็นตัวเองในกิจกรรมนี้ คิดว่าตัวเราเหมือนเด็กชั้น ๕ คนไหน เพราะอะไรจึงคิดเช่นนั้น?"
คุณครูขม - รัตนาพร สะท้อนว่าเหมือนเด็กคนหนึ่งที่ชอบแลกเปลี่ยน ชอบเรียนรู้ ลงรายละเอียดไม่ได้
คุณครูเปี๊ยก - วิสิทธิ์ สะท้อนว่าเหมือนเด็กคนหนึ่ง ตรงที่เรามักไปเลือกจำท่าทางหรือคำพูดที่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
คุณครูเก๋ - ศิริพร สะท้อนว่าเหมือนด็กคนหนึ่ง ตรงที่ถ้าไม่อยากทำอะไรก็ไม่ทำ แต่ถ้าถามก็ตอบได้ บางทีก็ตรงประเด็น บางทีก็ไม่ตรงประเด็นและมีการใส่ความคิดตัวเองลงไปด้วย
คุณครูหวาน - ศิรินันท์ สะท้อนว่าเหมือนเด็กคนหนึ่ง เพราะเวลาที่อยู่ในห้องเรียนจะดูตั้งใจเรียน มองครูแต่ไม่ได้คิดตาม ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง
คุณครูเจน - ญาณิสา สะท้อนว่าเหมือนเด็กคนหนึ่งที่เป็นเด็กที่ตั้งใจ แต่กลับมาย้อนถามว่าเมื่อกี้ให้ทำอะไร ก็ฟังแล้วแต่คิดเรื่องอื่นอยู่ทำให้จดจำรายละเอียดที่ให้ทำไม่ค่อยได้
คุณครูหญิง - ขวัญทิพย์ สะท้อนว่าเหมือนเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้คิดว่าเหมือนตรงไหน แต่หน้าเขาลอยเข้ามา
คุณครูจุ๋ม - ศรัญญา คิดย้อนกลับไปตอนที่ตัวเองเด็กๆ ตัวเองเหมือนเด็กคนหนึ่งที่ตั้งใจเรียน เงียบๆ นิ่งๆ มีอะไรไม่ค่อยพูด ตอนอยู่ที่โรงเรียนจะไม่แสดงออก แต่ไปออกที่บ้าน เหมือนเด็กเก็บกดดูจริงจังๆ แต่บางทีก็เหม่อหลุดออกไป
คุณครูปุ๊ก - จินตนา สะท้อนว่าเหมือนเด็กคนหนึ่งที่รอจังหวะ และไม่ใช่คนที่ทำอะไรเป็นคนแรกๆ เช่น ตอบคำถาม แต่ถ้าไม่มีใครตอบก็จะตอบ จะพยายามทำทุกอย่างให้เสร็จในเวลาที่กำหนด มีความรับผิดชอบสูง
เมื่อสะท้อนเสร็จ ฉันชวนสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนให้กับเด็กคนที่เหมือนกับตัวคุณครู โดยลองไปหาวิธีการดีๆ กันมาว่า...
"จะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กๆเหล่านี้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ?" แล้วในการประชุมครั้งหน้าก็ให้ลองนำวิธีการที่คิดเอาไว้มาแลกเปลี่ยนกันดู
มาถึงช่วงท้ายสุด ฉันชวน Check Out ด้วยการเขียนข้อความให้กำลังใจกับเจ้าของแผ่นกระดาษที่ได้รับมาในช่วง Check In และนำข้อความดีๆ ไปมอบให้กับเจ้าของแผ่นกระดาษนี้ในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง กระบวนการนี้ฉันแอบลุ้นในใจว่าจะเป็นเช่นไร
ภาพที่ปรากฏ และยังประทับใจอยู่ คือ คุณครูเจน เดินไปมอบกระดาษแผ่นนี้ให้คุณครูปุ๊กแล้วกอดให้กำลังใจซึ่งกันและกัน มีน้ำตาคลอๆ ด้วยความรู้สึกสุขใจ แล้วคุณครูปุ๊ก ก็เดินไปมอบกระดาษที่ตนเองได้รับมากับคุณครูน้ำหวาน ด้วยการอ่านถ้อยความทั้งหมดต่อหน้าคุณครูน้ำหวานอย่างตั้งใจ และจบท้ายด้วยคำพูดที่ว่า “รักนะ จุ๊บจุ๊บ”
คุณครูขมกับคุณครูเปี๊ยกได้กระดาษของกันและกัน จึงได้แลกกัน ที่สำคัญทั้งคู่เป็นคู่วิชากัน คุณครูเปี๊ยกพูดขึ้นว่า “ถึงครูขมและพี่ขม ผมคิดเสมอว่าผมโชคดีที่มีพี่ขมเป็นคู่วิชา และพี่ปุ๊กที่เป็นคู่ชั้น เขาให้เกียรติเรา เป็นแรงที่เราจะเรียนรู้เพื่อเป็นที่พึ่งให้เขาบ้าง อยากจะขอบคุณและอยากให้พี่ภูมิใจที่มีผมเป็นคู่วิชา”
ส่วนคุณครูขมนั้นรู้สึกว่าคุณครูเปี๊ยกมีพลังงานไม่สิ้นสุดและเป็นพลังงานที่เย็น รูปที่วาดก็เหมือนแสงที่ส่องลงมา เหมือนพลังงานชีวิต และสายน้ำ และอยากให้เป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนกันและกันต่อไป
KM ในวันนี้จบลงด้วยความประทับใจที่อบอวลด้วยความสุข ความซาบซึ้ง และกำลังใจดีๆ ที่มอบให้กันและกัน ทำให้ฉันได้รับกำลังใจจากวงอย่างมาก ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะสร้างบรรยากาศวง KM ดีๆ แบบนี้ ให้ขยายไปกับคุณครูทุกๆ คนในช่วงชั้นต่อไป
ครูเล็ก - ณัฐทิพย์ วิทยาภรณ์ บันทึก