ทีนี้เรามาดูปัจจัยภายในกัน ปัจจัยภายในก็คือแนวทางของรัฐบาล 2 รัฐบาล คือ 1. ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ผมจะอธิบายให้เห็นนโยบายของประชาธิปัตย์ และก็มาเพื่อไทยต่อไปครับ
1. นโยบายหรือแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์
ตั้งแต่ปี 2546-2552 สภาวะเศรษฐกิจของประเทศจีนเติบโตขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้ยางพาราจำนวนมาก ส่งผลให้ราคายางเริ่มไต่ระดับขึ้นจนแตะที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดังกล่าวถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก (นี่เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกข้อ ที่ 7)
รัฐบาลในขณะนั้น ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ เชิญผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศมาหารือถึงราคายางพารา เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้ราคายางพาราตกต่ำในช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่ราคายางจะตกเป็นประจำทุกปี
ในวงสนทนาผู้ส่งออกของไทย ได้ขอร้องให้รัฐบาลเปิดวินโดว์ของเงินกู้ผ่อนปรน (soft loan)[1]ไว้แบบไม่จำกัดวงเงิน โดย “สุเทพ” ได้พูดคุยเป็นการภายในกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้เปิดวงเงินในส่วนนี้
หมายความว่า หากเอกชนซื้อยางพาราจนกระทั่งเต็มวงเงินที่เอกชนขอกู้จากธนาคารพาณิชย์ เอกชนก็จะสามารถขอใช้วินโดว์ของ ธปท. ได้โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท. จัดทำให้ วิธีการดังกล่าวจึงเป็นหลักประกันว่าผู้ส่งออกสามารถซื้อยางได้ไม่อั้นตามที่ต้องการ เมื่อผู้ส่งออกทุกรายดำเนินการเช่นเดียวกันทั้งหมด ทำให้ตลาดในประเทศแตกตื่นเข้าใจว่าราคายางกำลังจะขึ้น เลยมีการ สต็อกยางเป็นจำนวนมาก เมื่อรายใหญ่รายเล็กพร้อมใจกันกว้านซื้อยาง ทำให้ราคาในปี 2552-2553 พุ่งสูงขึ้นเป็น 180 บาท และอาจจะไปถึง 200-220 บาทต่อกิโลกรัม หากไม่ติดข้อจำกัดของประกันภัย ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
จนกระทั่งเกิดเหตุสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2553 (นี่เป็นเหตุจากปัจจัยภายนอก) ราคายางพาราก็ตกลงทันที “วอร์รูมยาง” ระหว่างผู้ส่งออกกับประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติจึงเกิดขึ้นอีกครั้งในคราวนี้ผู้ส่งออกแนะนำให้ “สุเทพ” ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็น “เครื่องมือ” ในการดึงราคา เพื่อให้ประเทศผู้ส่งออกยางร่วมกันแสดงบทบาทในฐานะผู้กำหนดราคา
ข่าววงในระบุว่า “สุเทพ” ได้ยกหูโทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ต่อหน้าผู้ส่งออกไทย เพื่อเจรจาถึงท่าทีการกำหนดราคาของ 3 ประเทศ โดยมีจุดยืนร่วมกันว่าจะไม่ขายยางพาราในราคาที่ต่ำกว่า 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ก่อนที่จะมีการให้ข่าวต่อสาธารณะ โดยทางไทยซึ่งนำโดย “สุเทพ” เป็นคนประกาศราคานี้ ก่อนที่ 15 นาทีให้หลัง ทางอินโดนีเซียและมาเลเซียจะมีการให้ข่าวในทิศทางเดียวกัน ทำให้ราคายางในวันถัดมาดีดตัวขึ้นมา
แต่ว่าทว่า ผลกกระทบจากเหตุคลื่นยักษ์ในประเทศญี่ปุ่นใหญ่กว่าที่คาดคิดเอาไว้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในยุโรป รวมไปถึงการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย ทำให้ห้วงเวลานั้นกลายเป็นช่วง “สุญญากาศ” ที่ไม่มีคนรับผิดชอบดูแลอย่างจริงจัง จนทำให้ราคายางร่วงตั้งแต่กลางปี 2553
2. นโยบายหรือแนวทางของพรรคเพื่อไทย
เมื่อรัฐบาลของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เข้ามาบริหารประเทศ ได้แต่งตั้งให้ “พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายยาง โดย “ราคายาง” ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้ตั้งความหวังไว้กับโครงสร้างราคายางค่อนข้างสูง เพราะเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถ “ดึง” ราคายางให้พุ่งสูงไม่น้อยกว่าสมัยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ได้ จะสามารถเรียก “คะแนนนิยม” จาก “คนใต้” ซึ่งถือเป็นพื้นที่ “จุดอ่อน” ของพรรคเพื่อไทย ให้ “ปันใจ”มาสนับสนุนได้พรรคเพื่อไทยได้
แต่ทว่า “พรศักดิ์” กลับไปลงนามในเอ็มโอยูกับประเทศจีนว่าจะขายยางพาราให้กับจีนในราคา 105 บาท ซึ่งเป็นราคา ณ ประเทศจีน ทำให้ราคายางในประเทศสูงไม่ถึง 90 บาทต่อกิโลกรัม
ไม่ต่างอะไรไปจากการที่รัฐบาลไทยไปทุบราคายางเอง ส่งผลให้ราคายางร่วงกว่าเดิมจากที่เป็นอยู่ กว่าจะแก้เกมดึงราคายางขึ้นมาได้ ก็เป็นสมัยของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โดยผู้ส่งออกเชื่อว่า หากยังไม่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ขณะนี้ราคายางน่าจะแตะที่ 100 บาทต่อกิโลกรัมได้ เพราะเริ่มเข้าใจสถานการณ์
ขณะที่รัฐมนตรีคนใหม่ “ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร” ซึ่งเข้ามาดำเนินการนโยบายต่อ กลับไม่ได้สร้างความหวังให้กับวงการยางเท่าใดนัก ที่สำคัญ ไม่เคยเชิญผู้ส่งออกหรือเกษตรกรร่วมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะใดๆ ทำให้ตอนนี้เท่ากับว่าราคายางประเทศไทยแขวนไว้กับราคายางในตลาดโลกเท่านั้น
แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศระบุว่า ราคายางจะขึ้นหรือลง นอกจากความต้องการยางพาราในตลาดโลกแล้ว ที่สำคัญอีกประการก็คือตัวรัฐมนตรีที่เป็นผู้คุมนโยบาย ที่ผ่านมา นโยบายไม่มีความต่อเนื่องจากการเปลี่ยน “ตัว” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นผู้รับผิดชอบถึง 3 ผลัดในรัฐบาล ทั้งที่ราคายางเป็นปัญหาที่ต้องใช้ทั้ง “ระยะเวลา” และคนที่ “รู้จริง” ในการดำเนินการ
สถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน อาจไม่ได้เป็นสถานการณ์อุปสงค์หรืออุปทานเท่านั้น แต่เป็นวิกฤติการณ์ของความเชื่อมั่น ที่ล้มเหลวในยุโรป ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกที่น่าจะหดตัว โรงงานผลิตล้อยางก็ไม่กล้าผลิตล้อยางสต็อกมากขึ้น มองดูแนวโน้มของราคาน่าจะลดต่ำลง คำถามง่ายๆ ก็คือว่า เขาจะรีบซื้อไหม ในเมื่อเขารู้ว่าถ้าพรุ่งนี้ราคามันจะต่ำกว่าวันนี้ ทุกคนจะชะลอ ราคาก็ต่ำลง (เหมือนกับราคาจำนำข้าว) ดังนั้นปัญหาคือการแก้ด้วยจิตวิทยา
เช่นเดียวกับคำว่า “ราคาตกต่ำ” ที่อาจไม่ได้คำนวณจากต้นทุนของเกษตรกร แต่คำนวณจากความคาดหวัง จริงๆแล้วเรื่องต้นทุนของชาวสวนยางในทั่วประเทศแตกต่างกัน ต้นทุนในภาคเหนือ อีสาน หรือภาคกลาง ย่อมแตกต่างจากชาวสวนในภาคใต้ แต่ความคาดหวังของชาวสวนก็คือคิดว่า ราคายางน่าจะอยู่ที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม เหมือนกับนักศึกษา ถ้าจบปริญญาตรีสมควรได้รับเงินเดือน 15,000 บาท การมาคุยแค่60-80 บาทต่อกิโลกรัม ย่อมฟังไม่ขึ้น ความหวังว่าประเทศไทยจะสามารถกำหนดราคายางในตลาดโลกได้นั้นคงเป็นแค่วามฝัน
สำหรับความคาดหวังของชาวสวนนั้นอาจไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ไปช่วยชาวนาด้วยโครงการประชานิยมขนาดนี้ เมื่อก่อนนี้ผมเห็นด้วยกับโครงการประชานิยมในการช่วยเหลือประชาชนชาวเกษตร แต่เดี๋ยวนี้ผมต้องคิดใหม่ว่าประชานิยมที่ต่อเงินหรือให้เงินประชาชนในการ “ดัน” ราคาให้สูงกว่าตลาดโลก อาจไม่ใช่เป็นทางออกสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ เป็นเพียงไม้ซีก จะเอาอะไรไปคัดไม้ซุงได้ ทำได้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำมาค้าขายกับโลกภายนอกแค่นั้น และต้องค้าขายอย่างชาญฉลาดเท่านั้น จึงจะเป็นคู่แข่งที่มีต่อเพื่อนบ้านได้ บทเรียนที่รัฐบาลได้แม้จะยังไม่ได้ยอมรับเต็มปาก คือ ไม่สามารถไปสู้กับราคาตลาดโลกได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไร ปัญหาที่รัฐบาลสร้างและพยายามหาทางลง คือ รัฐบาลมีปัญหากับข้าวและพยายามแก้ปัญหาโดยการปรับนิดปรับหน่อยปรับราคาและยอดรับจำนำลง โดยหวังจะทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายลดลง รวมถึงแนวทางอื่นๆ แล้วคิดว่าปรับแล้วมันจะพอไปได้ คิดว่ารัฐบาลจะเอาตัวรอดจากตรงนี้ได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีปัญหาอื่นแทรกเข้ามาและเราก็ได้เห็นว่ามันไม่จริง เพราะตอนนี้ยางก็เป็นประเด็นขึ้นมา และอาจจะมีที่ตามมาอีกคือ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ
อนึ่งยิ่งในช่วงนี้เมื่อมีการขยับตัวของราคายางพาราทำให้หลายประเทศเริ่มมีการปลูกยางมากขึ้น เมื่อดูรอบบ้านเราจะเห็นว่าในระยะหลังหลายประเทศอย่าง ลาว กัมพูชา จีน สิบสองปันนา เรื่อยไปจนถึงปากีสถาน ฯลฯ ก็หันมาปลูกยางกันมากขึ้น ยางใช้เวลา 5-6 ปีจึงจะเริ่มกรีดได้ และในช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มีผลผลิตออกมามากขึ้น นี่เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่สะท้อนว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงยางขาลงและคาดว่ายังจะลงต่อไปเรื่อยๆ การเข้าไปอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากว่าเราจะเข้าร่วมอย่างไรให้ “ชาญ”และ”ฉลาด” มากที่สุด จึงจะไม่ตกไปอยู่ในท้ายขบวนของทั้ง 10 ประเทศ
ที่นี้คำถามที่ผมจะถามรัฐบาลก็คือว่า จะช่วยพยุงราคายางพาราอย่างไร ไม่ให้ต่ำไปกว่านี้
หนังสืออ้างอิง
ไม่มีชื่อผู้แต่ง. เมื่อคนวงในชำแหละเบื้องหลังการดูแล “ราคายางตกต่ำ” จะคำนวณจาก “ต้นทุน”หรือ “ความคาดหวัง”http://thaipublica.org/2013/01/rubber-pricing-strategy/
คมชัดลึก. บทเรียนแทรกแซงสินค้าเกษตร...ไม่ง่าย. http://www.komchadluek.net/detail/20130831/167071/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3...%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2.html#.UiGqqdJ8IXc
ไม่มีชื่อผู้แต่ง. ทำไมราคายางถึงตกนะ. http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=214action&month=10-2008&date=13&group=3&gblog=1
เต็มยศ ปาลเดชพงศ์, กำพล อดิเรกสมบัติ, สมภพ พัฒนอริยางกูล. (2556) Cartoonomics: เศรษฐศาสตร์ฉบับการ์ตูน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
[1] เงินกู้ผ่อนปรน (soft loan) คือ เงินกู้ที่มีเงื่อนไขในการให้กู้ยืมที่ดีกว่า เงินกู้ทั่วไปในท้องตลาด กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือไม่มีอัตราดอกเบี้ยเลย ระยะเวลาให้กู้ยาวกว่ารวมทั้งมีระยะเวลาผ่อนผัน ไม่ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลานานกว่า เงินกู้ผ่อนปรนมักเป็นเงินให้กู้จากองค์การระหว่างประเทศหรือรัฐบาล เช่น เงินกู้จากธนาคารโลกเพื่อการพัฒนาหรือเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศของประเทศนั้น เงินให้กู้จากรัฐบาลเพื่อการพัฒนาชนบทหรือเพื่อการลงทุนในกจิการที่รัฐส่ง เสริม มักจะเป็นเงินกู้ผ่อนปรนด้วย
น่าเห็นใจ...นะครับ..วันที่ ๒-๓ ก.ย. ๕๖ จังหวัดชุมพรก็มีการรวมตัวของชาวสวนยาง เช่นกัน...เฮอ..เฮอ..เหนื่อย...เพราะราคามังคุดก็เหลือ ๗ บาทเช่นกัน(ราคาส่งจากสวน) ที่สวนจ้างคนเก็บๆกิโลละ ๕ บาทแล้วนะครับ..ที่เหลือ ๒ บาทเป็นของเจ้าของสวน...?
เห็นด้วยกับความคิดเห็นข้างบนค่ะ
"การพัฒนาต้องทำพื้นฐานให้มั่นคงก่อน ให้ทั้งประเทศไม่อด แล้วจึงพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นขั้น เป็นตอน จึงจะแน่นอน"
ขอบคุณมากครับในการให้ความเห็น สำหรับต้องเลี้ยงตนเอง ที่เหลือจึงขาย นั่นเป็นหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทีนี้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ระดับครับ 1. คือขั้นพอเพียงในตนเองหรือครอบครัว 2. เป็นเศรษฐกิจแบบก้าวหน้สเน้นไปที่ ระดับกลุ่มหรืองค์กร อาจรวมกันในแง่ของสหกรณ์ เพื่อรวมกันทำงานในด้านต่างๆ เช่น การผลิต ความเป็นอยู่ การจัดการศึกษา สังคมและศาสนา และการตลาด และ 3. เมื่อพอเพียงในระดับกลุ่มแล้ว กลุ่่มต้องไปร่วมมือกับองค์กรภายนอก เช่น ธนาคารหรอบริษัทต่างๆในการลงทุน การผลิต การตลาด การจำหน่าย และการบริหารจัดการ เพื่อขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย เพื่อการพัฒนา "คน" ในทุกๆด้าน รัฐบาลมีสิทธิในการเลือกหรือใช้วิธีการอันหลากหลายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจพอเพียงผสมกับเสรีนิยม แต่ที่รัฐบาลต่างๆต่างพากัน "ใช้เงิน" เืพื่อไป "ดัน" ราคาในตลาดโลกครับ จุดนี้ีคิอจุดที่ผมรับไม่ได้เลย