จิตประภัสสร

 

ประภัสสร แปลว่า สว่างไสว เจิดจรัส บริสุทธิ์ ปราศจากความขุ่นมัว
เดิมทีจิตใจของคนเรานั้นมีความสว่างใส
ปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลงใด ๆ ทั้งสิ้น
เป็นจิตที่บริสุทธิ์หรือจิตประภัสสร ไม่มีสิ่งใดมาเจือปนให้หมองมัว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตถูกครอบงำด้วยกิเลส
จิตที่เคยใสสะอาดบริสุทธิ์ก็เริ่มขุ่นมัว
ขุ่นมัวไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง
หรือแม้กระทั่งความอยากจนเกินพอดี
สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ เข้ามาครอบครอง ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยที่เราไม่รู้ตัว
นานวันจิตที่ขุ่นมัวด้วยกิเลสก็เริ่มแผลงฤทธิ์
ทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้ตามแต่ใจต้องการ
โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่นหรือผลลัพธ์ที่จะตามมา
ที่สังคมวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้
อาจเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพจิตใจทีุ่ขุ่นมัวและเจือปนไปด้วยกิเลสนี่เอง

 

โลภ

อยากได้ทุกสิ่ง
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของใครก็ตาม
ความโลภสั่งใหัคนตะเกียกตะกายเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ
เมื่อได้สิ่งนั้นก็สุขใจ
หากไม่ได้ก็ทุกข์ใจ

 

โกรธ

ความโกรธมักติดตามด้วยความโมโห อาละวาด อาฆาต เคียดแค้น
พร้อมที่จะทำร้ายทุกสิ่งที่ทำให้โกรธ
อารมณ์โกรธที่รุนแรงนี้หากไ่ม่มีสติกำกับแล้ว
มักก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนรอบข้างได้

 

หลง

หลงในรูปร่าง หน้าตา กลิ่น สี เสียง สัมผัส
อันเป็นสาเหตุให้เราทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่หลง
เช่น หลงคนรักจนมองไม่เห็นข้อบกพร่องของคนรัก
กระทำทุกวิถีทางเพื่อได้คนคนนั้นมาครอบครอง

 

กิเลสหรือสิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
ทุกเวลา
ทุกสถานที่
และทุกโอกาส
สั่งสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว
จนกลายเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ความเร่าร้อนใจ
เมื่อกิเลสย้อมใจจนขุ่นมัวมากขึ้น
ก็เหมือนผ้าที่แช่อยู่ในน้ำโคลนตม เ่น่าเปื่อย
ใจที่เคยสดใสกลับกลายเป็นรังของความทุกข์ ความเศร้าหมอง
ผู้ที่มีจิตใจเต็มไปด้วยกิเลสมักจะหาความสุขไม่ค่อยได้
สุขอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับมาทุกข์อยู่เรื่อยไป
เพราะจิตใจบ่มเพาะไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง
แล้วจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปหรือ?

ไม่

แล้วต้องทำอย่างไร ถ้าหากต้องการมีความสุข
ล้างใจสิ!
ล้างใจให้ใสสะอาด
ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ค่อย ๆ จางไปจากใจ
เริ่มจากการมีความคิดที่ถูกต้อง (สัมมาทิฎฐิ) เห็นตรงตามสภาพความเป็นจริง
มองทุกสิ่งตามจริงโดยไม่มีอคติ และมีสติคอยกำกับ
ซึ่งจะช่วยให้เราไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไปกับสิ่งนั้น ๆ
เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่า สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร
สิ่งไหนบ้างที่ไม่เ่หมาะสม
ไม่ไหลไปตามอำนาจของกิเลส
เมื่อจิตเริ่่มเห็นตามความเป็นจริงเมื่อใด
แสดงว่ากิเลสค่อย ๆ เริ่มหลุดออกจากใจเราแล้ว
หากหมั่นพิจารณาบ่อย ๆ ไม่นานจิตที่เคยขุ่นมัวก็จะกลายเป็นจิตประภัสสรอีกครั้ง
จิตที่ไม่ได้ัรับการฝึกมักจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงดูดให้ตกลงสู่ที่ต่ำเสมอ
หากยังปล่อยไว้ก็จะตกต่ำ แช่อยู่ในโคลนตมเรื่อยไป
การฝึกจิตให้ฝืนแรงโน้มถ่วงจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง
ฝึกฝืนจิตใจเพื่อไม่ได้กิเลสเข้ามาเกาะกุม

 

การฝืนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เหมือนผ้าขาวที่ฝังด้วยสิ่งสกปรก
กว่าจะขยี้ออกได้ก็เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว
ยิ่งผู้ใดมีิกิเลสครอบงำมาก ก็เหมือนผ้าที่ดำ สกปรกมาก ต้องฝืนใจมากหน่อย
หมั่นซักหมั่นขยี้บ่อย ๆ ไม่นานกิเลสก็จะค่อย ๆ สลายไป
กลายเป็นผ้าที่ขาวสะอาดหรือเป็นจิตประภัสสรได้ดังเดิม
ผ้าที่ขาวสะอาดมีคุณค่าน่าชมฉันใด
ก็เหมือนใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ฉันนั้น

 

ถ้าเปรียบกิเลสเป็นใบไม้
ใจเราก็เหมือนพื้นดินรองรับเศษใบไม้
ยิ่งใบไม้ร่วงมาก
พื้นดินก็เต็มไปด้วยเศษใบไม้
นานวันพื้นที่เคยสะอาดก็จะถูกปกคลุมไปด้วยเศษใบไม้จนมองไม่เห็นพื้น
แต่ถ้าหากเราหมั่นกวาดพื้นให้สะอาด
ถึงแม้ใบไม้จะร่วงหล่นมากเพียงใด
พื้นดินก็ยังคงเป็นพื้นที่สะอาดปราศจากเศษใบไม้เสมอ

 

เราห้ามหรือสั่งไม่ให้กิเลสเข้ามาในใจเราไม่ได้
แต่เราเลือกที่จะค่อย ๆ กำจัดกิเลสออกไปทีละน้อยได้
ปกติเรากวาดบ้านทำความสะอาดทุกวันอยู่แล้ว
อย่าลืมกวาดกิเลสในใจของเราด้วย
ถ้าขยันกวาดบ่อย ๆ
ไม่นานจิตที่เคยขุ่นมัวก็จะกลับเป็นจิตประภัสสรดังเดิม

 

................................................................................................................................................

 

การฝึกจิตให้ห้วงของกิเลส
ต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป
ค่อยเรียนรู้ ค่อยค่อยฝึก

เพียงรู้ ดูให้เห็น
แล้วค่อยวางทีละน้อย

มองทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง
เมื่อพื้นสะอาด ทุกสิ่งอย่างก็จะสะอาดตามมา

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

 

 

..............................................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือดี ๆ ...

ปภัสสร กิมสุวรรณวงศ์.  แด่ลมหายใจ...ที่ไม่เคยรู้สึก.  กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์, ๒๕๕๖.