จุดเริ่มต้น ...
การเขียน "วิถีความคิด" จำเป็นต้องย้อนกลับในอดีตเสมอ
การที่จะเลือกเส้นทางที่อยากจะเป็น "คนดี" นั้น
เชื่อว่า สมัยก่อนไม่ได้มีความคิดที่ "ดี" เหมือนเดี๋ยวนี้
ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย
เบา้บ้าง หนักบ้าง คละเคล้ากันไป
ผมคิดว่า การอยากเป็น "คนดี" ของผม
เกิดจากการสั่งสอนของพ่อแม่ที่หล่อหลอมผมมา
แม่ ...
ผมเป็นเด็กเรียบร้อย คุยเก่งกับเพื่อน ๆ บ้าง
แต่จะไม่เคยนอกลู่นอกทาง ทำผิดกฏระเบียบของโรงเรียนเท่าไหร่
เพราะต้องอยู่กับแม่ "แม่" จะคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
ความรู้สึกของแม่ ก็คือ อยากให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างไม่เดือดร้อน
หากเราทำถูกต้อง ใครก็มาทำอะไรเราไม่ได้
ดังนั้น ตอนผมเป็นเด็กนักเรียน ผมจะตัดผมทรงนักเรียนเกรี๋ยนสุด
ไม่เคยคิดจะเอาเสื้อออกนอกกางเกงเลย
รู้สึกว่า การทำสิ่งที่ถูกต้องมันก็คือเกราะคุ้มกันเราเองนั่นแหละ
อย่างน้อยก็ไม่ได้โดนครูดุ ทำโทษ หรือเรียกเข้าห้องฝ่ายปกครอง
อีกทั้งแม่จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนใจไปเราด้วย
นอกจากแม่สอนให้ผมเป็นคนอยู่ "ระเบียบวินัย" แล้ว
แม่มักจะสอนผมเสมอเรื่องของการเป็นคน "ซื่อสัตย์"
ไม่คดโกง ขโมยของใคร หรือไปเบียดเบียนคนอื่น
ถึงบ้านเราจะจน แต่เราก็มีศักดิ์ศรี
พ่อ ...
"พ่อ" กลับมาอยู่กับผมตอนผมอยู่ ม.๕ แล้ว
เนื่องจากพ่อต้องออกเดินทางไปทำงานที่ซาอุฯ ถึง ๑๐ ปี
ไม่งั้นบ้านเราก็คงไม่มีอะไรกิน
สิ่งที่พ่อสอน เป็นการสอนจากการกระทำมากกว่าพูดให้ฟัง
พ่อเป็น "คนอารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี"
มักจะชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ
โดยเฉพาะญาติพี่น้อง หลาน ๆ มากมาย
ถึงแม้เมื่อพวกเขาได้รับความช่วยเหลือเสร็จแล้ว
เขาจะไม่ได้ตอบแทนอะไร บางคนก็อกตัญญูกับพ่อเสียอีก
แต่พ่อก็ัยังเป็น "ให้อภัย" คนอยู่ดี
เวลาพ่อขับรถ แล้วผมนั่งไปด้วย
ผมจะรู้ว่า พ่อเป็นคนขับรถด้วยความห่วงใยผู้ใช้ถนนคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
มีมารยาททางสังคม เคารพกฎระเบียบเสมอ
นั่นเป็นการสอนผมทางอ้อมที่ไม่ได้บอกตรง ๆ
การเรียนในระดับมัธยมศึกษา ...
ผมเรียนโรงเรียนชายล้วนในระดับมัธยมศึกษา
กว่าจะเรียนจบมาก็ถือว่า หนักพอสมควร
กับเด็กที่มีต้นทุนทางชีวิตเป็นศูนย์อย่างผม
กว่าพ่อแม่จะหาเงินมาส่งผมเรียนก็หนักหนามากแล้ว
แล้วยังเรียนหนังสือไม่เก่งอีก
ผมไม่เคยเรียนโรงเรียนกวดวิชาเลยในชีวิต
เพราะสงสารพ่อกับแม่
ในขณะเดียวกันเพื่อนส่วนใหญ่ทุกคนเรียนเกือบหมด
เพื่อเขาจะได้เข้ามหาวิทยาลัยในสาขาที่เขาฝันเอาไว้กัน
แต่ผมไม่รู้จะฝันอะไร เรียนก็ไม่เส้นยาแดงผ่าแปด
ทำได้ก็คือ ทำอย่างไรไม่ได้พ่อแม่ต้องมาเดือดร้อนเพราะเรา
แน่นอนว่า โรงเรียนชายล้วนมีเด็กหลงผิดตามวัยมากมาย
เช่น แอบสูบบุหรี่ กินเหล้า หนีออกนอกโรงเรียนไปตีสนุกเกอร์
บางคนก็แอบไปเที่ยวผู้หญิงมา หรือบางคนติดการพนันฟุตบอลงอมแงม ฯลฯ
ผมก็มีนะ ตาม ๆ เพื่อนไปบ้างไม่กี่วัน สนุกไปแบบนั้น
เช่น ตีสนุกเกอร์มีครั้งสองครั้ง ฯลฯ
ที่เหลือไม่เคยเลย คิดถึงแม่ก่อน
ส่วนใหญ่เตะฟุตบอลพลาสติกอยู่ในโรงเรียนนั่นแหละ
สุขสุด ๆ แล้ว
ระดับปริญญาตรี ...
เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีได้ในต่างจังหวัด
เลือกอยู่หอใน เพื่อต้องการประหยัดตังค์ให้ทางบ้าน
ต้องบอกว่า สิ่งเร้าเยอะแยะมากมาย เปิดเสรียิ่งกว่าตอนเรียนมัธยม
ร้านเหล้ารอบมอ แหล่งเที่ยวกลางคืน พวกโคมเขียว โคมแดง
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมอยากเป็นแบบนั้นตรงไหนเลย
เพื่อนรุ่นเดียวกันที่เป็นผู้ชาย ขี้เมาเกือบหมด
เคยนะครับ อยากไปกินกับเขาเพื่อจะเข้ากับเขาได้
แต่มีบทเรียนเกิดขึ้น คือ เมาแล้วอ๊วกออกมาคาโถส้วมบ้านเช่าเพื่อน
นี่ไง การผิดศีลข้อ ๕ ทรมานที่สุด
หลังจากนั้น ผมยิ่งถือศีลข้อนี้อย่างเคร่งครัดไปเลย
ไม่มีอีกแล้วสำหรับการมีพฤติกรรมแบบนั้น
สารภาพว่า เข็ดแล้วจำ
ไม่กินเหล้า เพราะไม่อยากเหมือนหมา ไม่อยากทำผิดศีลข้ออื่นตามมา
ไม่สูบบุหรี่ เพราะรังเกียจควันและกลิ่นสุด ๆ
ไม่เที่ยวกลางคืน เพราะคิดถึงพ่อแม่ จะให้เอาเงินไปผลาญเพื่ออะไร ไร้ประโยชน์ที่สุด
ไม่เที่ยวผู้หญิง เพราะผู้ิหญิงพวกนั้น แม่ใคร พี่สาวใคร น้องสาวใครก็ไม่รู้ เราจะทำแบบนั้นได้อย่างไร
ญาติใคร ๆ ก็รัก
ไม่เล่นการพนัน เพราะดวงทางนี้ไม่เคยมี ซื้อหวยก็ไม่เคยถูก ติดแล้วก็เหมือนผีเข้า เผาบ้านตัวเอง
ไม่ทำร้ายสัตว์ คน เพราะนั่นไม่ใช่นิสัยที่ลูกผู้ชายพึงมี ยกเว้นการป้องกันตัว
นั่นเหมือนคำปฏิญาณเล็ก ๆ ว่า เราเป็นของเราแบบนี้ เพราะเราคิดแบบนี้
ใครจะมาเปลี่ยนเราก็ ผมก็ว่ายากแล้วล่ะ
การความดีงามมันเป็นความสุขใจ อีกทั้งเรายังสามารถเอาชนะกิเลสความอยากในใจของเราได้อีก
การออกค่าย ...
นอกจากนั้น สังคมอุดมปัญญาในมหาวิทยาลัยยังสอนสิ่งดี ๆ ให้ผมอีกมากมาย
ผมชอบออก ค่ายอาสา ค่ายอนุรักษ์ธรรมชาิติ เพื่อออกไปช่วยเหลือสังคม
อุดมการณ์มันติดตัว
เราไ่ม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญญาชนที่เรียนให้จบแล้วไปทำงานเท่านั้น
แต่เราควรต้องทำอะไรเพื่อสังคมที่เราอยู่ด้วย
นั่นกลายเป็นอุดมการณ์อันแรงกล้า
ระบบ SOTUS ...
ระบบ SOTUS ของมหาวิทยาลัยที่เข้มข้น
สอนให้เรารู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง
สอนให้เราเป็น "ลูกผู้ชายตัวจริง" ที่สามารถทำอะไรให้กับเพศที่อ่อนแอกว่าเราได้
แต่ก็ว่า ระบบ SOTUS มันต้องอยู่ในมือของคนดี ๆ ด้วย
หากให้คนที่ไม่มีอุดมการณ์มาใช้ ก็ไม่ต่างจากเผด็จการที่ขู่เข็ญคนอื่น
แต่ผมได้จากมันจนเป็นผมทุกวันนี้
การเรียน รด. ...
การเรียน รด. เรามีความเพียรเรียนจนถึงปี ๕
โดยผมมีวิธีการคิดว่า
"หากเรามีโอกาสที่จะทำอะไรได้ ผมจะใช้โอกาสนั้นให้เต็มที่ก่อน จะได้ไม่เีสียใจภายหลัง"
แล้วผมก็ได้เรียนจบตอนอยู่ปี ๒ ของมหาิวิทยาลัย
แต่ผมไม่เคยใช้ "ว่าที่้ร้อยตรี" ตรงไหนเลย
ปัจจุบันยังคงเป็น "นาย" เหมือนเดิม
คือ มันยังไม่ใช่ ไยจะต้องเอาไปอวดอ้างอะไร
คนจริงไม่จำเป็นต้องอวด
หากคุณมองคนแค่ภายนอก ผมคงเป็นได้แค่ "นาย" อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ ;)...
รด. สร้าง "วิันัย" ในตัวเองได้อย่างมาก
รู้จักเคารพกฎระเบียบของสังคม
ไม่ไปทำให้ใครมาเดือดร้อนเพราะเรา
การเรียนวิชาเอกเทคโนโลยีทางการศึกษา ...
การเรียนวิชาเอกเทคโนโลยีทางการศึกษา
การไม่โอ้อวดหรือไม่แสดงออกอะไรว่าเราเรียนได้ระดับไหนนั้น
ในสายตาเพื่อน ผมเป็นแค่คนเรียนไม่เก่ง เรียนไ่ม่รู้เรื่อง
และไม่สามารถพึ่งพาทางวิชาการได้
ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะไม่ได้เป็นแบบนั้น
ศักยภาพของผมถูกแสดงในการถูกส่งไปฝึกงาน
ในหน่วยงานใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ
การเลือกกลุ่มไปฝึก ผมไ่ม่ถูกเลือกโดยเพื่อนคนไหน
เหลือกันอยู่ ๓ คนที่ไม่มีใครเลือก
เราอยู่กลุ่มเดียวกัน โดยเพื่อน ๒ คนนี้ก็ไม่มั่นใจในตัวผมเท่าไหร่หรอก
ผมเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม จะเป็นผู้นำได้เหรอ
แต่ในที่สุด กลุ่มของพวกเราได้ A จากความสามัคคีและความเพียรที่เรามีกัน
พวกเราสะใจกันเล็ก ๆ สำหรับเศษที่ไม่มีใครเลือกอย่างเรา
มุมมองที่เพื่อนในเอกที่ต่อผมและเพื่อนในกลุ่มเริ่มเปลี่ยนไป
กว่าจะแสดงอะไรให้เขายอมรับได้ก็ด้วยการกระทำที่มากกว่าคำพูด
เราทำสำเร็จครับ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ "ความมั่นใจในตัวเอง" ที่ผุดขึ้นในใจอย่างเงียบ ๆ
การเรียนระดับปริญญาโท ...
เมื่อได้เรียนปริญญาโท ...
การเีรียนที่ประสบความสำเร็จได้ คุณต้องแสดงออกทางความคิดที่เป็นตัวเองอย่างมาก ๆ
คนที่ไม่แสดงอะไร มักจะได้เกรด A กับเค้านัก
ส่วนสังคมเป็นสังคมผู้ใหญ่อันเป็นกระแสสังคมที่ติดตัวกันมา
สังสรรค์ ทานเหล้า บุหรี่ เที่ยวกลางคืน ชู้สาว มีหมด
ผมยังคงเป็นคนเดิมที่สามารถปฏิเสธสิ่่งเหล่านี้ได้
หากตั้งปณิธานเอาไว้ ก็ต้องทำให้ได้
การมาเรียนนอกจากความเป็นมหาบัณฑิตแล้ว
ยังต้องฝึกจิตให้เข้มแข็งน่าดูกับสิ่งเร้าพวกนี้
ส่วนวิทยานิพนธ์ เห็นคนคดโกงมากมาย
ทำงานอย่างฉาบฉวย เร่งวันเร่งคืนให้จบ
แต่ไม่รู้ว่า ตัวเองกำัลังทำอะไร โกงไหม
มีจรรยาบรรณในความเป็นนักวิจัยไหม
เห็นหมด ผมบอกกับตัวเองว่า ไ่ม่มีวันที่ผมจะโกงแบบนี้
ผมยืนยันได้ว่า ผมจบปริญญาโทด้วยหนึ่งสมองสองมือของตัวเองจริง ๆ
แทบไม่มีใครช่วยเหลืออะไรเลย
จริง ๆ ผมทำมันด้วยความรักและอยากเรียนรู้นะ
มันทำให้วิชาการเราแข็งแกร่งขึ้น
ไม่อับอายใครที่เราน่ะจบจริง ของจริง
เมื่อเข้าสู่การทำงาน ...
เมื่อได้มาทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ
ผมพึ่งรู้ว่า "ตัวเองเป็นคนบ้างาน"
นิยามได้ว่า ผมทำอะไรก็ตามมักจะออกมาในรูปแบบของการทุ่มเทเสมอ
มีอุดมการณ์ มีปณิธาน มีความหวังดีที่มีต่อองค์กร
อยากเป็นองค์กรเติบโต มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้น
เพื่อนร่วมงาน ผมก็จะแบ่งปันความรู้และสิ่งที่ตัวเองมีให้
ไม่เคยทำตัวเป็นพิษเป็นภัยกับใคร ไม่เบียดเบียนกัน
ดังนั้น การทำงาน ๗ วัน กับเงินเดือนน้อยนิึด
จึงเป็นเรื่องปกติ
ผมจะรำคาญมากกับคนที่ทำงานแล้วบ่นว่า "ว้า หยุดแค่นี้เอง"
ต้องมาำทำงานอะไรเสาร์-อาทิตย์ อะไรพวกนี้
ผมทำงาน ๗ วัน ผมควรบ่นไหมเนี่ย
คนบ่นน่ะ ทำงานเต็มที่หรือยัง
ทำอะไรให้กับองค์กรบ้าง
ครูมหาวิทยาลัย ...
เมื่อถึงเวลา ฟ้าก็ส่งมาให้เป็น "ครูในมหาิวิทยาลัย"
ยิ่งมาเป็น ยิ่งต้องพึงระวังตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า
เพราะ "คนเป็นครู" คือ "ต้นแบบ" ของลูกศิษย์
หากเราสอนเขา แต่เราทำไม่ได้ แล้วเขาจะฟังเราไปทำไม
อาชีพนี้ศักดิ์สิทธิ์ ทำบาป ทำกรรม ผิดศีลผิดธรรมไม่ได้
ฟ้าจะสาปส่งให้ไม่มีวันเจริญก้าวหน้า
การผ่านชีวิตที่หนัก ๆ มา
ทำให้เรารู้ว่า เราควรสอนลูกศิษย์ของเราอย่างไร ให้เขาแข็งแกร่ง
สามารถออกไปเผชิญโลกภายนอกได้เต็มภาคภูมิ
ทำอย่างไรให้เขาเป็นคนดี
กตัญญูต่อพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเขามา
ทำอย่างไรเขาจะให้คืนแก่สังคมของเขาได้บ้าง
สมัยก่อน ผมคิดว่า ตัวเองไม่ใช่คนดีตรงไหนเลย
(ผมจึงใช้ชื่อ "วสวัตดีมาร" ไง คือ ทำดี ๕๐ ทำชั่ว ๕๐)
แต่ชีวิตของตัวเอง ชีวิตของคนอื่น เบ้าหลอมตลอดชีวิตที่ผ่านมา
มันทำให้ตั้งสัตย์ปฎิญาณไว้ว่า ผมจะทำความดีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างน้อย ผมขอตั้งศีล ๕ ไว้ให้กับตัวเองเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตที่เหลือนี้
นี่น่าจะครบ ๑๐ ปีที่ผมตั้งคำปฏิญาณนี้เอาไว้
ผมเชื่อมั่นในการความดีเสมอ
เพราะการทำความดีย่อมเหมือนการสร้างเกราะคุ้มกันภัยให้กับตัวเอง
ผมเคยประสบเหตุไม่ดีอยู่หลายครั้ง
แต่ก็รอดตัวมาได้ทุกครั้งจากสิ่งดี ๆ ที่ผมได้ทำไป
ผมเชื่อเรื่องพระคุ้มครองคนดี มันมีอยู่จริงครับ
ชีวิตที่เหลือนี้ ผมจะไม่มีทางเลือกเส้นทางความชั่วนั้นอีก
ขอใช้ชีวิตในชาตินี้ให้คุ้มค่าและมีความหมายที่สุด
บุญรักษา คนดีทุกท่านครับ ;)...
......................................................................................................................................................

คนดีพระคุ้มครองเสมอครับอาจารย์
ดีใจที่ได้อ่านบันทึกดีๆจากอาจารย์ครับ
ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ร่วมอุดมการณ์ค่ะ
ขอบคุณ บันทึกดีๆ ของความดี ของคนๆหนึ่ง ครับ..
อาจารย์เป็นต้นแบบที่งดงามค่ะ
ชื่นชมในแต่ละก้าวย่าง...บนเส้นทางชีวิตของอาจารย์ครับ...:)
ในท้ายที่สุดผล (ดี)...ก็มาจากเหตุปัจจัย (ดี)...ที่ทำไว้...ซึ่งเป็นกฎที่เที่ยงตรงเสมอ...
รู้ละ !!!!! คนบ้างานหน้าตาแบบนี้เอง
ไม่ใช่สิ ..... เงา ต่างหาก
ความสุข ความสำเร็จ ความดี .... พึงบังเกิดด้วยทางสายกลาง ทุก ๆ วันตลอดไปนะคะ โอม !!!! เพี้ยง
หนังสือดี ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง เรื่องดี ๆ ไม่จำเป็นต้องพิมพ์เป็นหนังสือเล่มสวย คนดี ๆ ไม่จำเป็นต้องมีวิถีชีวิตที่สวยงาม และผมก็โชคดีที่ได้เจอสิ่งดี ๆ ในบันทึกนี้ครับ ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ แนวคิด และความรู้สึก ให้ผู้อ่านได้สัมผัสของจริง ขอบคุณครับ
-สวัสดีครับอาจารย์..
-ตามมาอ่านบันทึกนี้..
-ได้อะไรกลับไปคิดต่ออีกแล้ว.....
-ขอบคุณบันทึกนี้ครับ...
ดอกไม้...
แห่งดวงใจ...คมปัญญา...ข้าฯขอคารวะ
ครูวัส-ส-...วัตดีมาร...ที่นับถือ
ขออวยชัย...ให้ครูวัส...ผู้ฝึกปรือ
ให้ศิษย์ครอง... มั่นยึดถือ... กตัญญุตา
ดั่งเทียนน้อย...คอยส่อง...ครรลองศิษย์
เพียรนิรมิต...บทฝึก...ให้ศึกษา
เกร็ดหินกรวด... ปวดเหน็บ...เจ็บอุรา
กว่าแกร่งกล้า...ศรัทธาหนึ่ง...ให้พึงชม
น้อมมโน... นึกนอบ... ขอบคุณยิ่ง
ทุกทุกสิ่ง... ที่ครูเพียร... เขียนสั่งสม
เป็นบทเรียน... รายทางให้... คลายโศกซม
พร้อมเพาะบ่ม... ศรัทธาใหม่... ให้เบิกบาน...
น้อมมโน... นึกไหว้... อภัย-อโหสิ
ต่อกรรมวจี... มโนใด... บาดใจท่าน
ดอกไม้... แห่งดวงใจ... กราบไหว้ต่อกัน
เถอะเปิดใจ...เป็นทางผ่าน...สร้างสรรค์...วิญญาณครู
ขอน้อมจิตคารวะ...อวยชัยท่าน...ผู้สร้างสรรค์... ตำนานครู
ด้วยมโนสำนึกหนึ่ง...อันซาบซึ้งเสมอ
๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๖
แวะมาส่งกำลังใจให้คนดีเช่นคุณ
โอ้โห....บันทึกนี้ยาวจังค่ะ
ให้ดอกไม้ไว้ก่อน..เดี๋ยวกลับมาอ่านใหม่....ขอไปทำงานก่อนค่ะ
^____^
ขอชื่นชมคนที่ทำความดีค่ะ...ทำต่อค่ะ แม้ใครจะไม่รู้ ไม่เห็น แต่ตัวเรารู้ + เห็นเองค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณมากครับ ท่านอาจารย์ ขจิต ฝอยทอง ;)...
ขอบคุณมากครับ คุณ tuknarak ;)...
ขอบคุณมากครับ ท่าน พ.แจ่มจำรัส ;)...
ขอบคุณมากครับ คุณครูนก noktalay ;)...
ขอบคุณมากครับ คุณ จัตุเศรษฐธรรม ;)...
เพี้ยง ! ครับ คุณหมอธิ ทพญ.ธิรัมภา ;)...
ยินดีและขอบคุณมากครับ คุณ nobita ;)...
ขอบคุณมากครับ คุณ เพชรน้ำหนึ่ง ;)...