เพราะใจไปยึดติดความผิดพลาด

ไปไหนไม่ได้หรอก

ใจข้างในมันมีอะไรผูกพันอยู่ข้างใน

แม้กิเลสจะดึงรั้ง รุมทึ้ง

แต่ก็เหมือนข้างในนี้เองเช่นกัน ที่จะหาที่พึ่ง

ที่จะดึงให้ใจยังอยู่และเรียนรู้

 

แต่มันก็ไม่ไปข้างหน้าเสียที

หนทางที่จะไปข้างหน้า คือ แก้ไข ตนเอง

สู้กับกิเลสตนเอง

ที่ผ่านมา มันสู้กับธรรม สู้แต่กับครู

พอถูกใจก็เริงร่า หลงไป

พอไม่ถูกใจ ก็กระฟัดกระเฟียดชักสีหน้า ขุ่นมัว ออกอาการเปรต

 

วิธสู้ครูก็ให้แล้ว

รักษาสติ แล้วเผชิญมัน

อย่าให้มันออกหน้าขี่หัว “สู้กิเลส”

มันขี้เกียจ มันไม่ยอมรับ ต่อไปลองกับตนเอง

ครูให้ฝึกเรียนรู้จากเด็ก ๆ เรื่องการแก้ไอย่างไรตัวตน

ถ้ามันยังไม่ได้ เด็ก ๆ เขาก็เอาใหม่ทำใหม่แบบไม่ขุ่นมัวนะ

 

แต่ข้างในจิตชั่ว ๆ นี้มันไม่ยอม มัวไปโกรธ ทำให้ธรรมะไม่ลงใจ

รู้ไหม

ทุกบันทึกที่เขียน ที่ครูเมตตาให้เขียน

ไม่ได้เพื่อบอกใคร หรือ อื่นใด

แต่ให้เขียนเพื่อให้ จิต ทั้งชั่วดี ของตนได้เห็น

เห็นด้วยสติ ด้วยปัญญาให้เข้าใจ

“ว่า อะไร คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

นี่มันจะบังคับเอาดีทุกอย่าง มันจะได้ยังไง

ก็เสร็จกิเลสกันพอดี

รู้ก็รู้อยู่ จิตดื้อ มันฝึกยาก

จำได้เลย ตอนที่ฝึกหัดเล่นวอลเล่ย์บอลใหม่ ๆ

คนอื่น อัลเดอร์ลูกวอลเล่ย์บอล

หนูต้องอัลเดอร์ลูกบอกหนัง

คนอื่นวันละ 100 ครั้งแบบไม่ตก

แต่หนูต้อง 500-1000 ครั้ง

พึ่งมาเข้าใจครูที่เป็นโค้ช ที่ฝึกหนัก เพราะหนูต้องเป็นหัวหน้าทีม ต้องเป็นตัวทำแต้ม

ต้องมีพละ กำลังมากพอที่จะเล่นได้ทั้งเกม ต้องทำแต้มได้ เป็นกำลังใจให้ลูกทีมได้

หากร่างกาย และใจหนูพร้อม รู้เลยว่า “แมทนั้นชนะแน่ ๆ

แต่เมื่อๆไหร่ที่ใจนี่ร่อแร่ เกมก็ออกมาคล้าย ๆ กัน

 

จริง ๆ ด้วย หลัง ๆมา เล่นตอนมัธยม

หัวไหล่ข้างขวาหลุด แต่ศักยภาพอย่างอื่นยังอยู่

เปลี่ยนมาตบข้างซ้ายได้ด้วยซ้ำแต่ใจข้างในนี้มัน ท้อ

ลงแข่งด้วยความรู้สึกไม่แน่ใจ

หลัง ๆมา เริ่มแพ้เพราะคิดว่า “เพราะตบข้างขวาไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน”

นี่ไง ครั้งนี้ใจก็แสดงอาการเดิม

คิดว่า ความผิดพลาด แค่บางจุด แต่ถ้ายอมรับแล้วก้าวเลยผ่านมันไม่ได้

ก็แก้ไขเพื่อเติบโตทางจิตวิญญาณไม่ได้

อืม....เพราะเป็นแบบนี้ จึงต้อง ทำต่อไป