ระบบทุนนิยมที่รุกคืบสู่ภาคเกษตรกรรมในยุคปฏิวัติเขียวได้เปลี่ยนวิถีการผลิตทางการเกษตรในชนบทไทย จากการผลิตเพื่อบริโภคมาเป็นการผลิตทางการเกษตรเพื่อป้อนสู่ตลาดและโรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ทำให้วันนี้พื้นที่เกษตรกรรมหลายแห่งของประเทศไทยเต็มไปด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้พื้นที่มาก มีต้นทุนการผลิตสูง แต่มีผลตอบแทนเมื่อหักต้นทุนแล้วอยู่ในระดับต่ำ แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือการใช้สารเคมีทางการเกษตรจนก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า อย่างมากมาย ในหลายพื้นที่เกษตรกรก็เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว
พื้นที่สูงในจังหวัดตากหลายๆ อำเภอก็กำลังเผชิญกับพืชเชิงเดี่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตราบเท่าที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารแปรรูปกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สภาพป่าไม้ที่โดนทำลายจากการบุกรุกแผ้วถางเพื่อขยายพืชไร่ การใช้สารเคมีทางการเกษตรจนเกิดการปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติทำให้กลายเป็นข้อกังวลใจระหว่างคนเหนือน้ำกับคนท้ายน้ำ เมื่อผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคประชาชนทั้ง 9 อำเภอ ได้รวมตัวกันทบทวนตัวเองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและได้ข้อสรุปว่าปัญหาของประชาชนเกิดจากความไม่รู้ ขาดปัญญา ที่ไม่รู้เพราะระบบการศึกษาที่ไม่สอนให้คิดเป็น ให้ทำงานเป็น ให้สร้างความรู้เพื่อแก้ปัญหาและจัดการตนเองให้ได้ จึงได้โยนโจทย์การศึกษาที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งหรือการศึกษาภาคประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายให้กับ สำนักงาน กศน.จังหวัดตาก การมีส่วนร่วมแก้ปัญหาจึงเกิดขึ้นโดยการรวบรวมข้อมูลการทำเกษตรและการใช้สารเคมีทางการเกษตรของพื้นที่จังหวัดตากเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มความรุนแรงของปัญหา และนำร่องการส่งเสริมเกษตรธรรมชาติให้กับเกษตรกรขึ้นที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ในปี พ.ศ. 2554 การเริ่มต้นที่นี่สืบเนื่องจากอำเภออุ้มผางเป็นอำเภอที่เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำแม่กลอง มีทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ และมีน้ำตกที่มีชื่อเสียงหลายแห่งโดยเฉพาะน้ำตกทีลอซู แต่ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาการรุกคืบของข้าวโพดสู่อำเภออุ้มผางก็มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว จนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติในเชิงประจักษ์ที่มองเห็นได้ด้วยสายตา ไม่ว่าจะเป็นสภาพป่าไม้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงของลำน้ำแม่กลองที่เคยใสสะอาดก็เริ่มขุ่นโดยเฉพาะในฤดูน้ำหลากที่น้ำจะเป็นสีแดงอันมีผลจากพืชเชิงเดี่ยว การเจ็บป่วยของเกษตรกรจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เกิดจากความไม่รู้เพราะขาดการศึกษาที่จะเป็นเครื่องมือให้เกิดการรับรู้ ดังนั้นพื้นที่สาธารณะของ อบต.อุ้มผาง ด้านหลัง กศน.อำเภออุ้มผางจึงถูกแปรสภาพให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมอำเภออุ้มผาง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติให้กับเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิถี เป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรให้สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง และได้ขยายไปยังพื้นที่อีก 6 ตำบล 14 หมู่บ้านซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีศูนย์การเรียนในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้คนในชุมชนได้มีความเป็นอยู่มีสุขภาวะที่ดีขึ้น และเป็นผู้ขยายผลเกษตรธรรมชาติไปสู่ครอบครัวและชุมชนอื่นๆ เพื่อลดปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการทำลายสิ่งแวดล้อม
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่อำเภออุ้มผางทำให้เครือข่ายภาคประชาชนร่วมกับสำนักงาน กศน.จังหวัดตาก ขับเคลื่อนเกษตรธรรมชาติสู่พื้นที่สูงดอยมูเซอซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกและส่งผลผลิตทางการเกษตรแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ แต่ก็เป็นพื้นที่สูงที่มีปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรและการใช้สารเคมีทางการเกษตรไม่แพ้ที่ใด การวิเคราะห์สภาพปัญหาและหาทางออกร่วมกันกับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติฯ ในพื้นที่ทำให้เกิด "ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติดอยมูเซอ" เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ทั้งนี้มีเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่จำนวน 30 คนให้ความสนใจ จึงได้ทำการฝึกอบรมวิถีการผลิตทางการเกษตรแบบเกษตรธรรมชาติ ภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรธรรมชาติเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง โดยใช้งบประมาณของศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจังหวัดตาก สำนักงาน กศน. จังหวัดตาก มีเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและขอรับรองพื้นที่เกษตรธรรมชาติจาก มูลนิธิ MOA ไทย จำนวน 26 คน แต่มีที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และผู้บริโภคอย่างไม่ลังเลขณะนี้ 6 ครอบครัว ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนสามารถส่งผลผลิตทางการเกษตรสู่ตลาดสีเขียวโดยมีรายได้เฉลี่ยครอบครัวละ 3,000-4,000 บาท/สัปดาห์ วันนี้การส่งเสริมเกษตรธรรมชาติบนพื้นที่สูงนอกจากจะทำให้สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า กลับฟื้นคืนสภาพเพื่อความยั่งยืนของพื้นที่ผลิตทางการเกษตรแล้ว เกษตรกรที่พลิกวิธีคิดยังช่วยสร้างสุขภาวะในครอบครัวสามารถทำการเกษตรได้อย่างสบายใจไม่กังวลเรื่องการเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ครอบครัวมีความสุขขึ้น ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการส่งผลผลิตสู่ตลาดสีเขียวที่นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้บริโภค เป้าหมายของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนั้นยิ่งใหญ่กว่ารายได้แต่ทุกคนเรียนรู้และคิดเหมือนกันว่าเราจะต้องกอบกู้วิถีอาชีพทางเกษตรที่ปลอดภัยกลับคืนมา และจะร่วมฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า และสุขภาวะของคนบนพื้นที่สูงให้ดีเหมือนเช่นในอดีตที่เคยเป็นมา.
มาเชียร์ทีมจังหวัดตากครับ รออ่านอีกครับ
สวัสดีค่ะ...ปลูกผักหวานป่าแซมป่าไว้ด้วยนะคะที่จ.ตากน่าจะมีเมล็ดพันธุ์ผักหวานตามป่าธรรมชาติ
เอาใจช่วยสำหรับโครงการดีๆเพิ่ม-ฟื้นพื้นที่สีเขียวค่ะ
-สวัสดีครับ
-ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ นี้ครับ
-ผลจากพืชเชิงเดี่ยว...มีผลกระทบต่อธรรมชาติมากทีเดียวครับ
ชอบ ๆ ๆ ๆ ให้กำลังใจนะคะ ชอบจัง
"....สร้างสุขภาวะในครอบครัว..."
"...ครอบครัวมีความสุขขึ้น..."
"...ร่วมสร้างความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้บริโภค..."
"...เป้าหมาย...นั้นยิ่งใหญ่กว่ารายได้.....กอบกู้วิถีอาชีพทางเกษตรที่ปลอดภัยกลับคืน..."
เป็นภาพฝัน ..... อยากมาทำที่หนองคายบ้างจัง
...เกษตรกรที่พลิกวิธีคิดยังช่วยสร้างสุขภาวะในครอบครัว สามารถทำการเกษตรได้ อย่างสบายใจ...
ไม่กังวลเรื่องการเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร ครอบครัวมีความสุขขึ้น
... การส่งผลผลิตสู่ตลาดสีเขียว นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว
ยังเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างความปลอดภัยทางอาหารให้กับผู้บริโภค
เป้าหมายของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนั้นยิ่งใหญ่กว่ารายได้ แต่ทุกคนเรียนรู้และคิดเหมือนกันว่า
เราจะต้อง กอบกู้วิถีอาชีพทางเกษตรที่ปลอดภัยกลับคืนมา และจะร่วมฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า
และสุขภาวะของคนบนพื้นที่สูงให้ดีเหมือนเช่นในอดีตที่เคยเป็นมา.
..........
เป็นข่าวดีมากๆ เชียร์หมดใจเลยค่ะ
รออ่านอีกนะคะ สู้ สู้ ค่ะ
.... ขอบคุณค่ะ .... บันทึกดีดีนี้ค่ะ .... เป็นกำลังใจให้ นะคะ ......
ขอบคุณทุกความคิดเห็นและกำลังใจค่ะ สมัครไว้นานแล้วแต่เพิ่งมีโอกาสเริ่มเขียนว่างจากพื้นที่เมื่อไหร่จะเอาตอนต่อไปจากชายแดนตากมาฝากค่ะ