ขอนอบน้อมต่อกัลยาณธรรม และรัตนมิตรผู้เจริญทุกท่านด้วยความเคารพ....วันนี้เรามาพูดคุยและเปลี่ยนเรียนรู้กันเกี่ยวกับ..การฝึกจิต..ซึ่งก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเป็นพื้นฐานให้ตรงกันก่อนว่า เมื่อคราวที่แล้วเรารู้ว่าทุกครั้งที่เราหายใจเข้าออกถ้าเราไม่เอาสมาธิเข้ามาช่วย เราก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรใช่ไหมครับ จนกระทั่งเรารู้ถึงการปฏิบัติแล้วก็กำหนดรู้ได้ว่า..ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งมีทั้งฝ่ายโลกิยะ และโลกุตตระ...ต่อไปเราก็เอาสมาธิ กับ ปัญญา เข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็น โลกิยะสมาธิ เป็นสมาธิที่หวังความสงบในทางโลกด้วยการปฏิบัติ สมถกรรมฐาน โดยมุ่งเอาฌาณเพื่อให้ได้โลกิยอภิญญา อันมีพรหมภูมิเป็นที่สุด......... ส่วน โลกุตตระสมาธิ เป็นสมาธิที่หวังความสงบเหนือโลก พ้นจากโลก อันมีพระนิพพานเป็นที่สุด
โลกิยปัญญา คือ..แม้ว่าเราจะมีปัญญาสร้างสรรค์เจริญทางด้านวัตถุสักเพียงใดก็ตาม ก็เป็นเพียง สุตมยปัญญา และ จินตามยปัญญา อันเป็นปัญญาของผู้อื่นที่ลอกเลียนตาม ๆ กันมา เป็นปัญญาเพื่อหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องเท่านั้น....แต่ โลกุตตระปัญญา เป็นปัญญาของตนเองที่เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่า ภาวนามยปัญญา.....ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า...โลกิยปัญญา เป็นปัญญาที่เอาชีวิตรอด....แต่
โลกุตตระปัญญา เป็นปัญญาที่เอาจิตรอด
เป็นไงครับยังงอยู่ใช่ไหมครับ...กลับขึ้นไปอ่านใหม่ อ่านช้า ๆ ทำความเข้าใจเป็นขั้น เป็นตอน เพราะถ้าไม่เข้าใจในตอนต้นนี้แล้ว ต่อไปเราจะฝึกจิตของเราจะไม่สำเร็จ เพราะเรามีความเข้าใจยังไม่ลึกซื้ง ก้าวเดินยังไม่พบทางเข้าถึงแก่น...ขอเอาใจช่วยกัลยาณธรรม รัตนมิตรผู้เป็นที่เคารพนับถือของกระผม จงเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในตน ก้าวหน้าในชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข ความเจริญทุกเมื่อ ทุกกาล...เทอญ...กราบสาธุครับ
สาธุ...สาธุ...สาธุ
กราบ..งาม..สามหน...สาธุ..สาธุ..สาธุ...เจ้าค่ะ...