ถือได้ว่าผู้เขียนโชคดีที่ได้ทำงานตรงกับที่เรียนมา ทำให้ชีวิตการงานโดดเด่น อยู่ในแถวหน้าอาชีพขายตั๋วเครื่องบิน แถมเคยมีประสบการณ์ด้านขายทัวร์ให้นักท่องเทียว ในช่วงที่ทำงานควบคู่กับการเรียนธุรกิจการบิน สิ่งที่ได้คือทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษ มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการทำงานขายทัวร์ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนลูกค้าซึ่งกันและกันกับบริษัทที่จัดทัวร์แบบเดียวกัน ชีวิตความเป็นอยู่ของมัคคุเทศก์ ประสบการในการเป็นมัคคุเทศก์จำเป็นเมื่องานทัวร์เข้ามามากและมัคคุเทศก์ไม่พอ ช่วงที่ทำงานเต็มตัวในแผนกที่เปิดใหม่ในบริษัทที่ทำงานเดิม งานขายตั๋วเครื่องบินเป็นงานเกิดใหม่ในประเทศไทยในเวลานั้น จำนวนผู้ที่จบมาโดยตรงมีน้อยมาก ผู้เขียนเป็นรุ่นที่สอง บริษัทที่เป็นตัวแทนขายตั๋วเครื่องบิน IATA มีไม่กี่แห่ง และเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเครื่องบินส่วนมากจะต้องพึงพาเจ้าหน้าที่ขายตั๋วเครื่องบินของสายการบิน ผู้เขียนเรียนมาโดยตรง จึงไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ของสายการบิน ทำให้สามารถขายตั๋วได้อย่างรวดเร็วและให้บริการลูกค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้มากกว่าคนอื่น ลูกค้าส่วนมากจะเป็นเจ้าของกิจการและนักธุรกิจ
ผู้เขียนเป็นเด็กสามารถเข้ากับพนักงานสายการบินได้เป็นอย่างดีกับทุกสายการบิน ทำให้ได้รับความสะดวก สามารถให้บริการที่เหนือกว่าคนอื่นๆ ทำให้มีลูกค้าประจำเป็นจำนวนมาก ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากเจ้านาย จากพนักงานสายการบิน มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมระดับสูงในด้านการคิดราคาตั๋วเครื่องบิน และได้รับเชิญให้ไปท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ แถมได้ทำงานพิเศษในวันหยุด เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์ภายในประเทศและเป็นหัวหน้าทัวร์ไปต่างประเทศ ได้เงินเพิ่มแถมได้ท่องเที่ยว วันๆได้แต่ทำงานไม่มีโอกาสได้ใช้เงิน เงินได้เท่าไหร่ก็ให้คุณแม่หมด สามารถซื้อรถมือสอง ซื้อบ้าน ชีวิตรุ่งโรจน์ จนมาแต่งานกับชาวไต้หวัน ชีวิตเริ่มตกต่ำ ถูกดึงตัวไปเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัททัวร์ พอไปจริงๆกลายเป็นรองผู้จัดการทั่วไป ไม่เป็นไปตามที่คุยกันไว้ก่อนลาออกจากทัวร์รอแยล ในที่สุดได้ลาออกจากบริษัทนั้น โดยเตรียมตัวไปอยู่บริษัทที่ใหญ่กว่าแต่ขายตั๋วเครื่องบินอย่างเดียวให้กับลูกค้าในกลุ่มบรฺิษัทเดียวกัน แต่เจ้าของบริษัทที่ผู้เขียนลาออกได้ซื้อที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ลงโฆษณาว่าผู้เขียนออกจากบริษัทของเขาแล้วและจะไม่รับผิดชอบใดๆกับผู้เขียนทั้งสิ้น (เป็นการลงให้เหมือนว่าผู้เขียนมีปัญหา) ทำให้บริษัทที่ผู้เขียนกำลังรอสัมภาษณ์กับเจ้าของ ยกเลิกการสัมภาษณ์) ลูกค้าที่ซื้อตั๋วเครื่องบินกับผู้เขียนรวมตัวกันจัดตั้งบริษัทให้ผู้เขียนเป็นกรรมการผู้จัดการและให้ผู้เขียนมีหุ้นลม ผู้เขียนบริหารบริษัท Promotion Travel ได้เป็นอย่างดี มีลูกค้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก มีลูกน้องดี ช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ กิจการขยายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นคนรุ่นหนุ่มใจร้อน และมุ่งรุกไปข้างหน้าอย่างเดียว ในที่สุดก็พลาด ลูกค้าจ่ายเช็คเด้ง และติดคุกอยู่ต่างประเทศ ในจำนวนเงินเท่ากับเงินลงทุนของบริษัท ทำให้ตัดสินใจทำงานที่ใหญ่ขึ้นใช้เงินลงทุนสูง โดยไม่มีการเรียกทุนเพิ่ม มีคนใหม่ๆมาขอเข้าหุ้นด้วย ก็นำไปซื้อหุ้นเดิมของหุ้นส่วนที่มีปัญหา ในที่สุดคู่ค้าทางธุรกิจไม่ทำตามสัญญา ทำให้ตัดสินใจเลิกทำโครงการนั้น เป็นเหตุให้เงินที่นำไปลงทุนในกิจการใหญ่ต้องสูญหายไปทำให้ขาดสภาพคล่องในที่สุดจึงตัดสินใจปิดบริษัท (สนใจรายละเอียดสามารถหาอ่านได้ในบทเรียนจากบริษัท Promotion Travel ) ทำให้ต้องหาเงินมาใช้หนี้สินต่างๆเป็นจำนวนมากกว่าเงินลงทุนเปิดบริษัท ก็ต้องขอขอบคุณญาติ พี่น้อง เจ้านายเก่า เช่น คุณวีระพงศ์ โพธิภักดิ์ คุณเถกิง สวัสดิพีนธ์ และอีกหลายๆท่าน ที่ผู้เขียนไม่สามารถเอ่ยนามท่านได้ อย่างไรก็ตามเงินที่หามาได้ก็ไม่เพียงพอกับการใช้หนี้ ทำให้มีเจ้าหนี้หลายรายยกหนี้ให้ และมีอยู่รายหนึ่ง ให้ผู้เขียนไปทำงานใช้หนี้ในบริษัทของท่าน หลังจากทำงานใช้หนี้จนหมด ก็ได้ออกไปบริหารงานให้กับบริษัทที่เข้าหุ้นกับต่างชาติ อยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไปเข้าหุ้นกับชาวออสเตรียเลีย เปิดบริษัททรูทัวร์ บริษัทสามารถสร้างโปรแกรมท่องเที่ยวที่มีคุณภาพชื่อ Thaimon Twilight เป็นทัวร์ที่ดีและกำลังจะไปได้สวย เกิดมีปัญหากับหุ้นส่วน จึงแยกตัวออกมา โดยจะหานายทุนใหม่ แต่ก็ถูกหักหลัง จากหุ้นส่วนในโครงการ ที่ทิ้งผู้เขียนไปเข้ากับหุ้นส่วนชาวออสเตรียเลีย ทำให้ผู้เขียนต้องอกหัก และเริ่มมีปัญหาด้านเงินทองอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังโชคดีที่มีลูกค้าซื้อตั๋วเครื่องบินอีกท่านหนึ่งชวนไปเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโรงแรมเปิดใหม่ที่พัทยา
สรุปบริษัททัวร์รอแยล เป็นช่วงรุ่งโรจน์
บริษัทโปรโมชั่นทราเวิล เป็นเจ้าของและผู้บริหารเต็มตัว สร้างผลงานยิ่งใหญ่ "Sunset Cruise" ถูกหุ้นส่วนทางธุรกิจหักหลัง มีเงินลงทุนน้อยไม่พอเพียง (สายป่านไม่ยาวพอ) ต้องรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทในฐานะผู้บริหาร ทำให้ต้องวิ่งหาเงินมาใช้หนี้แทนบริษัท เป็นหนี้บุญคุณกับคนเป็นจำนวนมาก
บริษัทเชียงฮวด ทราเวิล ทำงานใช้หนี้ มีประสบการณ์บริหารบริษัทคนจีนที่ลูกค้าเป็นคนจีน ทั้งๆที่พูดและฟังภาษาจีนไม่ได้
บริษัท STA ประสบการณ์ เรื่องตั๋วนักเรียนและเยาวชน ทำงานกับตัวแทนต่างชาติ เรียนรู้โครงสร้างของบริษัทต่างชาติ
บริษัททรูทัวร์ เข้าหุ้นกับคนต่างชาติ สร้างผลงานดีเด่น "Thaimon Twilight" ถูกหักหลังจากหุ้นส่วนโครงการ ทั้งๆที่คนหนึ่งเป็นญาติ แต่ก็หันไปเข้ากับผู้ที่มีเงินมากกว่า
ทำงานสนุกมีประสบการณ์และผลงานมาก แต่ไม่เคยมีเงินเก็บ ช่วงก่อนแต่งงาน มีเงินเท่าไหร่ให้แม่หมด พอแต่งงานให้แม่น้อยลงนำมาให้กับภรรยา ซึ่งไม่ได้ทำงาน ถึงแม้นช่วงหลังที่ภรรยาทำงาน แต่ภรรยาไม่เคยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว สุดท้านตัดสินใจแยกทางกันเมื่อลูกสาวอายุเกือบสองขวบ
ช่วงทำงานที่โรงแรมสยามเบย์วิวและโรงแรมสยามเบย์ชอร์ เป็นช่วงที่รุ่งโรจน์อีกครัง งานมั่นคง เพื่อนร่วมงานดี โดยเฉพาะเจ้านายให้การสนับสนุน ช่วงนั้นเป็นพ่อหม้าย คุณแม่และน้องสาวเป็นผู้เลี้ยงดูลูกสาว แต่ผู้เขียนเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายของลูกสาวทั้งหมด จำได้ว่าเคยเปิดบัญชีเงินฝากประจำรายเดือนไว้ให้ลูกสาวตั้งแต่เกิด แต่เมื่อตอนลงทุนกับชาวต่างชาติได้นำเงินออมของลูกมาลงทุน
หลังลาออกจากโรงแรมสยามเบย์วิวและโรงแรมสยามเบย์ชอร์ได้รับงานเป็นผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมปอยหลวง หลายๆคนเข้าใจว่าผู้เขียนมีหุ้นในโรงแรม ได้บริหารงานอย่างเต็มความสามารถและทุ่มเทให้อย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดก็โดนหักหลังจากเพื่อนที่เคยฝากให้ทำงานกับคุณกมลาเจ้าของโรงแรมสยามเบย์ชอร์ และตอนหลังมาขอทำงานกับผู้เขียน และเป็นตัวการที่ทำให้ผู้เขียนมีปัญหากับเจ้าของโรงแรมปอยหลวง และทำให้คุณกมลาโกรธที่ผู้เขียนดื้อไม่ยอมฟังคำแนะนำจากคุณกมลา (สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากกรณีศึกษาโรงแรมสยามเบย์วิว และโรงแรมสยามเบย์ชอร์ กรณีศึกษาโรงแรมปอยหลวง)
ช่วงบริหารงานโรงแรมปอยหลวงผู้เขียนได้แต่งงานใหม่กับข้าราชการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หลังจากเป็นหม้ายอยู่ 10 ปี ผู้เขียนลาออกจากโรงแรมปอยหลวงโดยทันทีเนื่องจากเจ้าของหูเบา เจ้าของไม่ยอมให้ผู้เขียนลาออกพยายามดึงเวลาโดยไม่ยอมจ่ายเงินเดือน ทำให้ต้องรีบหางานเพราะไม่มีเงินออม และมีค่าใช้จ่ายประจำรออยู่ จำใจต้องรับงานผู้จัดการฝ่ายขายในโรงแรมที่มีปัญหาระหว่างเจ้าของและผู้บริหาร อยู่ได้ร่วมปีเห็นว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีอนาคต จึงได้เปลี่ยนงานไปเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Golden Tour South ที่จังหวัดภูเก็ต งานไปได้ดีไม่มีปัญหา แต่เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัดมีความใกล้ชิดกับเลขา ซึ่งคอยดูแลเอาใจใส่และใกล้ชิดกันมาก จนในที่สุดเลขาขอเป็นภรรยาน้อย ผู้เขียนจึงขออนุญาตจากภรรยาที่อยู่กรุงเทพซึ่งมีลูกด้วยกัน 2 คน ภรรยาไม่ยอม ผู้เขียนจึงรีบลาออกเพราะขืนอยู่ต่อไปอาจมีปัญหาตามมา เมื่อลาออกก็ได้รับการติดต่อให้มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดที่โรงแรมใบหยกสวีท
ที่โรงแรมใบหยกสวีทเป็นสถานที่ทำงานอีกแห่งที่มีความมั่นคง ช่วงนี้ มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ได้เดินทางต่างประเทศเพื่อทำการตลาด มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารการตลาดอย่างเต็มที่ ได้รับความไว้วางใจทั้งจากคุณ Robertเจ้านายที่ชวนมาทำงานและจากคุณพันธ์เลิศเจ้าของโรงแรม มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณพันธ์เลิศมอบหมายให้ทำงานอีกโครงการหนึ่งควบคู่ไปกับการบริหารการตลาดให้กับโรงแรมใบหยก มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ก็ต้องซื้อรถให้ภรรยาเนื่องจากช่วงเย็นต้องไปดูงานอีกโครงการที่อยู่นอกกรุงเทพ จึงไม่สามารถรับภรรยาและลูกได้ โครงการใหม่ของคุณพันธืเลิศยกเลิก ทำให้รายได้หายไปเท่าตัว การเงินเริ่มมีปัญหาเพราะยังต้องจ่ายค่าผ่อนรถของภรรยา ประกอบกับเริ่มมีปัญหาภายใน และเริ่มมีการก้าวก่ายการทำงานของผู้เขียน ทำให้ตัดสินใจเจรจาให้จ้างผู้เขียนออกจากงานเพื่อให้คนอื่นมาบริหารงานแทนผู้เขียน ผู้เขียนได้รับการติดต่อไปเป็นว่าที่ CEO ให้กับบริษัทแฟนชายส์ แต่เข้าไปอยู่ได้ไม่นาน เจ้าของจะขอเปลี่ยนเงื่อนไขการจ้างผู้เขียน ผู้เขียนจึงลาออกและกลับไปบริหารงานให้กับบริษัท Golden Tour (Outbound) ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป แต่เนื่องจากเจ้าของเริ่มมีปัญหาด้านการเงิน จึงทำให้ผู้เขียนต้องลาออกและไปทำงานที่บริษัทเฟอร์รี่ไลน์ มหาชน (บริษัททำธุรกิจให้บริการเรื่อข้ามฟากระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ เกาะสมุย และภูเก็ตเกาะ พี พี บริการขายตั๋วเครื่องบิน บริการรับจัดทำทัวร์ออกนอกประเทศ ธุรกิจโรงแรม มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ มีสำนักงานสาขาที่ถนนข้าวสาร มีสำนักงานที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ เกาะ พี พี เกาะสมุย เกาะพงัน และจังหวัดชุมพร มีพนักงานทั้งสิ้นร่วมพันคน ) ในตำแหน่งผู้บริหาร ต้องไปปรับโครงสร้าง จัดทำแผนการทำงานใหม่ ก่อนที่จะคณะกรรมการบริหารจะอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างใหม่ เกิดวิกฤตฟองสบู่แตก บริษัทกู้เงินต่างประเทศมาสองบัญชี บัญชีหนึ่งได้ปรับเป็นเงินบาท แต่อีกบัญชียังเป็นเงิน USD ทำให้ขาดทุนเป็นเงินจำนวนมาก แถมเรื่อจมกลางทะเลต้องเสียหายซ้ำสอง ทำให้ต้องปรับแผนโครงสร้างทั้งหมด และปรับโครงสร้างบริษัทให้เล็กลง ช่วงนั้นมีการเอาคนออกจากงานเป็นจำนวนมาก และปิดบริษัทแม่ เปิดบริษัทเล็กๆขึ้นมาแยกการเงินออกจากกัน ผู้เขียนเองเกือบต้องออกจากงาน แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ แต่ไม่ได้รับการปรับเงินเงินขึ้นเป็นเวลาร่วม 10 ปี ผู้เขียนได้รับมอบหมายงานใหม่ให้มาบริหารจัดการโรงแรม พี พี เนเจอรัล รีสอร์ท ที่เกาะ พี พี ซึ่งเดิมขาดทุน ผู้เขียนได้ปรับแผนการตลาดนิดหน่อยและสามารถบริหารงานให้มีกำไรได้ทุกปี ยกเว้นหนึ่งปีหลังจากเกิดสึนามิ ช่วงที่บริหารงานโรงแรมเป็นช่วงที่ผู้เขียนมีความมั่นคงในการทำงาน ทำงานสนุกและเข้าขากับเจ้าของที่เป็นเจ้านายโดยตรง จนกระทั่งช่วงหลังเกิดมีปัญหาการเมืองภายในบริษัททำให้เกิดความกดดัน และไม่ค่อยสนุกกับการทำงานเท่าไหร่ เงินเดือนที่ได้รับไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่ก็ไม่เคยพูดเพราะเห็นว่าเป็นโรงแรมเล็ก และเงินเดือนที่ได้ก็ไม่ถือว่าน้อยสำหรับขนาดของโรงแรม แต่เนื่องจากรายจ่ายที่สูงขึ้นจากค่าครองชีพ ทำให้ไม่มีเงินเก็บแถมต้องนำเงินล่วงหน้ามาใช้ เป็นค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายลูกทั้งสามคน ภรรยารับราชการเงินน้อย และชอบกู้เงินไปซื้อที่ และลงทุนเสี่ยงๆ ผู้เขียนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว
เมื่ออายุได้ 59 ปี มีหนี้อยู่ 6แสนบาท และมีรายจ่ายมากว่าเงินเดือนอยู่ 6,000 บาท มีผู้มาทาบทามให้ไปทำงานกับเขา หลังจากคุยรายละเอียดและตกลงเรียกเงินเดือนเพิ่มจากเดิม 20,000 บาท หวังว่าถ้าทำงานให้เขาครบหนึ่งปี ก็จะสามารถใช้หนี้ได้หมด เป็นอิสระ อะไรจะเกิดก็ไม่กลัว เพราะไม่มีหนี้ มีเงินเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ลูกก็จบหมดแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากโรงแรม พี พี เนเจอรัลรีสอร์ท
เมื่อไปอยู่บริษัทใหม่ เดือนแรก ได้พบเจ้าของและคุยกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง สิ้นเดือนไม่ได้รับเงินเดือน ไม่ได้มีการจัดการเรื่องการจ้างผู้เขียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พอเดือนที่สองต้นเดือน ไปพบเจ้าของที่ประเทศลาว ได้ขอเวลาคุยเรื่องงานของผู้เขียน แต่เจ้าของไม่มีเวลาให้ เจ้าของมอบเงินให้ผู้เขียน 1/3 ของเงินเดือน และแจ้งว่าเมื่อกลับไปกรุงเทพค่อยทำสัญญาและรับเงินส่วนที่เหลือ เมื่อถึงกรุงเทพ ก็เงียบไม่มีการคุยกันถึงเรื่องสัญญา และไม่ได้จ่ายเงินเดือนส่วนที่ยังค้าง ปลายเดือนมีโอกาสได้ประชุมกับเจ้าของแต่ก็เป็นเรื่องงานส่วนที่นอกเหนือจากงานของผู้เขียน ผู้เขียนขอเวลาเพื่อปรึกษาเรื่องแผนงานของผู้เขียนที่ได้ส่งไปให้แล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการพิจารณาใดๆทั้งสิ้น และบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ผู้เขียนพบ ในที่สุดผู้เขียนยืนยันขอพบเจ้าของให้ได้โดยใช้เวลาไม่นาน ในที่สุดก็ได้เข้าพบ เจ้าของออกมาต้อนรับผู้เขียนถึงหน้าประตูห้องและพาผู้เขียนไปคุยที่ห้องรับแขก ระหว่างทางเจ้าของพูดว่า " เราทั้งสองต่างไม่มีเวลาให้กันและกัน" ผู้เขียนงง เพราะผู้เขียนนั่งรอเจ้าของตลอดเวลาร่วม 2 เดือน โดยไม่ได้ทำอะไร (คนเคยทำงานตลอดเวลาต้องนั่งรอที่สำนักงานทุกวัน โดยไม่มีอะไรทำเพราะ ยังไม่มีการมอบหมายงานและให้นโยบายใดๆทั้งสิ้น รู้สึกอึกอัดมาก ) ผู้เขียนจึงพูดไปว่าผู้เขียนมีเวลาให้เจ้าของตลอด และผู้เขียนก็ไม่ต้องการรบกวนเวลาของเจ้าของ เพียงแค่จัดการเรื่องการจ้างผู้เขียนและมอบหมายงานให้ชัดเจน นอกจากนั้นผู้เขียนสามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องรบกวนเวลาของเจ้าของ เมื่อนั่งที่โต๊ะรับแขก เจ้าของก็พูดมาอีกว่าวิธีการทำงานของเราไม่เหมือนกันเลย เจ้าของไม่สนใจเรื่องเอกสารที่ส่งไปให้ต้องการแค่ผลงาน ผู้เขียนจึงเรียนเจ้าของว่า ขอให้เราจบกันแค่นี้ดีกว่า ขอให้จ่ายค่าจ้างที่เหลือของเดือนที่แล้ว และค่าจ้างของเดือนนี้เต็มเดือน เจ้าของก็ตกลงและให้คนไปเบิกเงินมาให่ผู้เขียน โดยไม่มีการพูดอะไร
ก่อนที่ผู้เขียนจะลาออกจากงานเก่า ภรรยาได้ท้วงว่าขอให้ทำสัญญากับที่ใหม่ให้เรียบร้อย แต่เนื่องจากเชื่อมั่นตัวเองสูง และไม่เคยต้องทำสัญญากับใครมาก่อน จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับสัญญา เมื่อเกิดเหตุขึ้นทำให้ทุกอย่างผิดแผน และตัดสินใจว่าเมื่อ เจ้านายเก่าที่เคยเห็นฝีมือเรามาแล้ว และแจ้งว่าเรามีหุ้นส่วนของบริษัท พอลาออกก็ให้เราเซ็นต์ชื่อโอนหุ้นโดยไม่ได้รับค่าหุ้นนั้นแม้แต่บาทเดียว ถ้าไปทำงานที่ไหนก็อาจเจอแบบเดียวกับเจ้าของรายใหม่ จึงตัดสินใจไม่รับบริหารงานให้ใครอีกแล้ว คิดว่า ถ้ารับเป็นที่ปรึกษาให้กับโรงแรม SMEs สัก 3 โรงแรมๆละ 2 หมื่นบาท ก็จะสามารถอยู่ได้อย่างสบาย เพราะมีค่าใช้จ่ายคงตัวอยู่ที่ 5 หมื่นบาท แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สองปีแรก มีรายได้จากค่าวิทยากร เฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท ปีที่สาม มีงานวิจัยและงานที่ปรึกษาให้กับหุ้นส่วนโรงแรมหนึ่งราย ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท แต่พอเข้าปีที่สี่ 3 เดือนแรกไม่มีรายได้แม้นแต่บาทเดียว เดือนที่ 4 มีรายได้ 15,000 บาท เดือนที่ 5 มีรายได้ 7,000 บาท และเดือนที่ 6 มีรายได้ 4,000 บาท เดือนที่ 7 ยังไม่มีรายไดเข้ามาเลย
เมื่อไม่มีรายได้ประจำก็ไม่สามารถกู้เงินธนาคารที่ดอกเบี้ยต่ำได้ มีที่ดินก็ขายไม่ได้ รายจ่ายประจำก็คือเงินผ่อนหนี้ ทุกเดือนต้องหมุ่นเงินจาก personal load มาจ่ายหนี้ เสียดอกเบี้ยระหว่าง 15-28% จากหนี้เดิมเมื่อ 4 ปีก่อน จำนวน 600,000 บาท มีหนี้เพิ่มขึ้น อีก 400,000 บาท ความจริงขณะนี้มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน บ้าน รถยนต์ และอื่นๆมากกว่าหนี้สินที่มีอยู่ แต่เมื่อไม่มีงานประจำ ไม่มีรายได้ประจำ ก็จะเกิดปัญหาตามมา
ที่เขียนมาทั้งหมด 8 ตอน เป็นการกล่าวถึงอดีต ฉบับหน้าจะเป็นการกล่าวถึง บทเรียนการดำเนินชีวิตผู้สูงวัยอย่างแท้จริง โปรดติดตาม
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
22 กรกฎาคม 2556
สวัสดีค่ะม.ล.ชาญโชติ...ติดตามและชื่นชมความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่าน...ขอบคุณเรื่องราวในอดีตที่มีคุณค่าและมีประโยชน์มากทั้ง 8 ตอนนะคะ...คอยติดตามอ่านบทเรียนการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัยอย่างแท้จริงนะคะ...ขอบคุณมากค่ะ
จะพยายามเขียนให้เร็วเพราะเชื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้คนที่กำลังจะเข้าสู่วัยสูงอายุได้อ่านเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จะได้ไม่ต้องลำบากและได้รับความกดดันเช่นเดียวกับผม คนอยู่ในวัยสูงอายุไม่ควรต้องทำงานหนัก เพื่อดิ้นรนให้อยู่รอด หลังจากทำงานมาเป็นเวลานาน ควรได้พักผ่อนทำงานอย่างสนุกสนาน ไม่มีความกดดัน ใช้ประสบการณ์และนำความรู้ที่มีอยู่ไปสร้างองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ไม่ถึงกับต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
22 กรกฎาคม 2556
ต้องขอโทษด้วยครับที่ยังไม่ได้เขียนตอนต่อไป เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีงานประชุมและสัมมนาเกือบทุกวัน เมื่อกลับมาถึงบ้านก้เพลีย จึงยังไม่มีโอกาสเขียนบันทึกตอนต่อไป ช่วงนี้งานเข้ามามากจริงๆครับ ทั้งงานมูลนิธิศูนย์บูรณาการพัฒนามนุษย์ที่กำลังจัดตั้งกรรมการบริหารมูลนิธิ งานของสภาหอการค้า งานของสโมสรไลออนส์สากล เดือนนี้จะยุ่งตลอดทั้งเดือน อย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาจะรีบเขียนตอนต่อไปครับ
สำหรับคุณ Mr.Excel ถ้าคุณทำธุรกิจให้กู้เงินนอกระบบ และจะมาใช้ บันทึกของผมเพื่อโฆษณาธุรกิจของคุณ ก็ขอความกรุณาอย่าได้ทำดังนั้นเลยครับ ผมเขียนบันทึกเพื่อใช้เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และไม่อยากให้ใครมาใช้บันทึกนี้เป็นที่โฆษณา โดยเฉพาะเงินกู้นอกระบบ การกู้เงินนอกระบบจะทำให้ผมลำบากมากกว่าปัจจุบัน จึงไม่ใช่ทางออกที่ควรเลือก โปรดอดใจรอสักหน่อยผมจะบออกวิธีการดำเนินชีวิตของผมที่ทุกๆท่านสามารถใช้เป็นแบบอย่างได้เพื่อทำให้ชีวิตวัยสูงอายุของท่านมีคุณค่าและมีความสุขอย่างยั่งยืน
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
5 สิงหาคม 2556
ต้องขอประทานโทษทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความของผมในหัวข้อนี้ จากการเขียนครั้งสุดท้ายเมื่อ 22 กรกฎาคม 2556 เป็นเวลาร่วม 10 เดือน สาเหุตที่ไม่ได้เขียนเนื่องจากสาเหตุ 3 ประการ fดังนี้
1. ช่วยเดือน กรกฎาคม และสิงหาคม งานยุ่งมาก ไม่มีเวลาเขียน
2.ช่วงเดือนกันยายน- ตุลาคม ยุ่งเรื่องติดต่อธนาคาร กู้เงินดอกเบี้ยต่ำผ่อนระยะยาว มาใช้หนี้เงิน OD ดอกเบี้ยสูง
3.ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาด้านการเมือง ทำให้มีผลกระทบทำให้ งานที่มีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิทยากร งานที่ปรึกษา ไม่มีเข้ามาเลย
ในช่วงตั้งแต่เดือน กันยายน 2556 - พฤษภาคม 2557 ไม่มีอารมณ์ที่จะเขียนอะไร นอกจากการติดตามเรื่องการเมือง และศึกษาหาความรู้เพิ่มขึ้น ไม่มีอารมณ์ที่จะเขียนต่อ และคิดว่าเขียนไปก็ไม่สามารถแนะนำวิธีการดำเนินชีวิตช่วงวัยสูงอายุได้เพราะไม่แน่ใจว่าที่ดำเนินชีวิตอยู่จะเกิดถูกต้องหรือไม่ เพราะยังไม่ทราบผล อย่างไรก็ตามตั้งใจจะเขียนต่อ ภายในอาทิตย์นี้ ขอเวลาอ่านตอนที่เขียนไปแล้วทั้งหมดทั้ง 8 ตอนก่อน เพื่อเขียนต่อให้เกิดการต่อเนื่อง
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
ต้องขอประทานโทษที่หายไปเป็นเวลาเกือบปี ตอนนี้ผมมีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตผู้สูงวัยมาห้าปีกว่าแล้วแล้ว มีเรื่องเล่าเพื่อเป็นบทเรียนให้กับผู้สูงอายุศีกษา การดำเนินชีวิตของผม สิ่งไหนดีก็ทำตามได้ สิ่งไหนไม่ดีก็ควรจะหลีกเลี่ยง ความจริงตั้งใจเขียนบทความนี้ก็เพื่อให้คนที่กำลังจะเป็นผู้สูงอายุได้อ่านและศึกษา เพื่อเตรียมตัวตั้งแต่บัดนี้ เพื่อความพร้อมของท่านเมื่อท่านเข้าสูงวัยสูงอายุ โปรดติดตามอ่านตั้งแต่ตอนที่ ๙ จะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิตของผมเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ (ุ60 -65 ปี ย่าง ุ66 ปี) โปรดติดตามอ่านได้ภายในวันที่ 13 เมษายน 2558