กินตามธาตุเจ้าเรือน



 ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุสี่  คือ  ดิน น้ำ ลม ไฟ  สัดส่วนของธาตุทั้งสี่จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ชึ้นอยู่กับว่า  ช่วงปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นหลักว่าในช่วงเวลานั้น  กระแสของธาตุใดกำลังมีอิทธิพลต่อโลก
อิทธิพลของธรรมชาติได้ส่งผลกระทบต่อสมดุลของธาตุทั้งสี่  ดังนั้นทารกแต่ละคนจึงมีลักษณะการเสียสมดุล
ของธาตุทั้งสี่แตกต่างออกไป  ซี่งธาตุในตัวที่เด่นชัดหรือมากกว่าธาตุอื่นๆ คือ ธาตุเจ้าเรือน   ประจำตัวของ
แต่ละตน      เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับการปฏิสนธิโดยเซล์กลุ่มแรกแห่งการปฏิสนธิ คือ หัวใจ หรือ หทัยธาตุ

การหาธาตุเจ้าเรือนจาก  วัน - เดือน - ปีเกิด
     
     เราจะดูธาตุเจ้าเรือนหลักจำเป็นต้องนับถอยหลังย้อนกลับไป  ตอนที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์มารดา  เช่น
ผู้ที่เกิดเดือนมกราคม  ก็ต้องสืบค้นจากเดือนเมษายน  อันเป็นเดือนที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์มารดา  ซึ่งโดย
ทั่วไป  การนำอายุตั้งครรภ์ตามปกติ คือ เก้าเดือนมาพิจารณาประมาณการ   แต่หากเป็นกรณีที่คลอดก่อนกำหนด
ก็ต้องนับย้อนเวลาถอยหลังไปตามจริงที่อยู่ในครรภ์มารดา

     ผู้ที่เกิดเดือน  มกราคม , กุมภาพันธ์ และ มีนาคม  (  ปฏิสนธิในเดือน  เมษายน , พฤษภาคม และ มิถุนายน
เป็นช่วงที่ธาตุไฟกำลังมีอิทธิพลต่อโลก  จึงมีธาตุไฟเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก  )

     ผู้ที่เกิดเดือน  เมษายน , พฤษภาคม และ มิถุนายน  (  ปฏิสนธิในเดือน  กรกฎาคม , สิงหาคม และ กันยายน 
เป็นช่วงที่ธาตุลมกำลังมีอิทธิพลต่อโลก  จึงมีธาตุลมเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก  ) 

     ผู้ที่เกิดเดือน  กรกฏาคม , สิงหาคม และ กันยายน  (  ปฏิสนธิในเดือน  ตุลาคม , พฤศจิกายน และ ธันวาคม
เป็นช่วงที่ธาตุน้ำกำลังมีอิทธิพลต่อโลก   จึงมีธาตุน้ำเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก  )

     ผู้ที่เกิดเดือน  ตุลาคม , พฤจิกายน และ ธันวาคม  (  ปฎิสนธิในเดือน  มกราคม , กุมภาพันธ์ และ มีนาคม
เป็นช่วงที่ธาตุดินกำลังมีอิทธิพลต่อโลก  จึงมีธาตุดินเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก )

     

     วิถีชีวิตของคนไทยเกี่ยวพันกับการแพทย์แผนไทยมานานนับพันปี ซึ่งตามทฤษฎีการแพทย์ไทย กล่าวว่าเมื่อชีวิตปฏิสนธิขึ้น มีการเกิดของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ สืบต่อกันมาแต่เกิด ดังนั้น เมื่อมารดาตั้งครรภ์ในฤดูอันใดในธาตุอันใด ก็เอาธาตุนั้นเป็นที่ตั้งแห่งกุมาร กุมารี ถือว่าเป็นธาตุประจำตัว หรือเรียกว่า "ธาตุเจ้าเรือน" ฉะนั้นการรับประทานอาหารที่มึคุณค่า ทางโภชนาการจะเสริมสร้างสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประทานอาหารสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน ที่มีรสชาติหลากหลาย จะช่วยบำรุงและปรับธาตุที่หย่อนหรือกำเริบให้สมดุล เพราะการเจ็บป่วยเกิดจากการเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 บุคคลตามธาตุเจ้าเรือน


อาหารตามธาตุเจ้าเรือน  (นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 226)

  • ธาตุดิน มักจะเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อาการปวดตามข้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย ควรกินอาหารรสฝาดเพื่อช่วยสมานปิดธาตุ (แต่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะจะทำให้ฝืดคอ ท้องอืด และท้องผูก) อาหารรสหวาน เพราะมีสรรพคุณซึมซาบตามเนื้อ ทำให้ชุ่มชื่นบำรุงกำลัง (ไม่ควรกินมากเกินเพราะจะทำให้ง่วงนอน และเกียจคร้าน) อาหารรสมันเพื่อแก้เส้นเอ็นพิการ ปวดเสียว ขัดยอก และกระตุก และอาหารรสเค็ม เพราะมีสรรพคุณซึมซาบไปตามเนื้อ ช่วยการดูดซึมอาหาร ป้องกันการเสื่อมของเส้นเอ็น และกระดูก นอกจากนี้ ควรกินอาหารประเภทแป้งขาวให้น้อย เพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ไม่หมด และควรออกกำลังเป็นประจำ
  • ธาตุน้ำ มักมีปัญหาเสมหะเป็นพิษ จึงควรกินอาหารรสเปรี้ยวเพื่อกัดฟอกเสมหะ ส่วนปัญหาสุขภาพอื่นๆ เหมือนธาตุดิน (เนื่องจากเป็นธาตุที่เอื้อกัน) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระบบทางเดินหายใจ และโรคอ้วน ในกรณีที่ธาตุน้ำมากจะมีเสมหะและน้ำมูกคล้ายจะเป็นหวัด เพราะร่างกายต้องการขับน้ำออกมา ในช่วงอายุแรกเกิดถึง 16 ปี มักจะมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก ตาแฉะ ในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุน้ำกำเริบ จึงควรกินอาหารประเภทแป้งขาวให้น้อยเช่นกัน
  • ธาตุลม ปัญหาด้านสุขภาพของคนธาตุเจ้าเรือนนี้ คือนอนไม่ค่อยหลับ ปวดท้อง จุกเสียด ระบบภายในมีความเป็นกรดมาก และระบบย่อยอาหารไม่ดี เนื่องจากลักษณะนิสัยที่กินไม่ตรงเวลา บางรายอาจมีปัญหาโรคข้อและกระดูก ควรกินอาหารรสเผ็ดร้อนเพื่อแก้ลมจุกเสียด และช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น แต่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลมง่าย ในฤดูฝนจะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุลมกำเริบ ควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ให้น้อย เพราะระบบการย่อยไม่แข็งแรง 
  • ธาตุไฟ ปัญหาสุขภาพคือ เครียดง่าย โรคกระเพาะอาหาร ผิวหนังแพ้ง่าย ท้องเสียบ่อย ร้อนใน เป็นฝี และมีแผลในปาก ในช่วงอายุ 16-32 ปี มักจะหงุดหงิดง่าย และอารมณ์เสียบ่อย ในฤดูร้อนจะเจ็บป่วยบ่อย อาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่าย เพราะธาตุไฟกำเริบ ควรกินอาหารรสขมแก้โลหิตเป็นพิษ (หากกินมากไปจะทำให้อ่อนเพลีย) และอาหารรสเย็นเพื่อแก้ไข้ ร้อนใน ไข้พิษ และดับพิษร้อน และควรกินอาหารจำพวกไขมันให้น้อย แม้ว่าร่างกายจะเผาผลาญเนื้อสัตว์ได้ดี แต่หากกินไขมันที่ย่อยยาก จะทำให้มีความร้อนในร่างกายมากเกินไปจนป่วยไข้ได้
  •      

         การดำรงชีวิตอยู่โดยใช้อาหารเป็นปัจจัยหลักนั้น นอกจากรสชาติแล้วจะต้องคำนึงถึงปริมาณที่พอดี รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม การพักผ่อนให้เพียงพอ  ไม่นอนดึก   และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี  ก็จะช่วยให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส ช่วยสร้างเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาวค่ะ


    บุญรักษา

    17 กรกฏาคม 2556