ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

หอมกลิ่นอายรัก

  การปฏิบัติงานที่แผนกผู้ป่วยนอกนั้น  ทำให้ข้าพเจ้าได้พบปะผู้คนหลากหลายรูปแบบ  ซึ่งเป็นผู้รับบริการที่เรามักเรียกว่าผู้ป่วยมีหลายเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจ  จนอยากเก็บเอาไว้ในความทรงจำที่ไม่อยากลืม  อย่างวันนี้เช่นกัน  ข้าพเจ้าขอตั้งชื่อว่า หอมกลิ่นอายรัก

  เป็นเรื่องราวที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเบิกบานในและอิ่มกับภาพแห่งความรักที่เห็น  จริงอยากเก็บออกมาเป็นภาพมากเลยแต่  เป็นผู้ป่วยคงไม่เหมาะ 

  เรื่องแรกเกิดขึ้นตอนเช้าที่ข้าพเจ้าเดินผ่านไปห้องทำงาน เป็นภาพลูกที่กำลังป้อนข้าวแม่ที่ป่วย เป็นอัมพาต ขยับแขนขาไม่ได้นอนอยู่บนเปลนอน  เพื่อรอคุณหมอมาตรวจ  ข้าพเจ้ายืนดูจากชั้น 2 หลังห้องทำงาน อยู่พักใหญ่ แล้วยิ้มมออกมาเมื่อไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งน้องเวรเปลเดินมาถาม” พี่โจ้ยืนยิ้มอะไรคนเดียว”  ข้าพเจ้าจึงบอกไปว่า  อ้อ  หอมกลิ่นอายรัก 

  เรื่องที่สอง  เป็นเรื่องของ ป้าคนหนึ่งอายุ  67  ปี  ขณะที่ซักประวัติ ไม่มีญาติอยู่ด้วย  คุณป้าเดินมาซักประวัติด้วยท่าทางซึมๆ  เดินเซเล็กน้อย  จากการซักประวัติพบว่า  เมื่อ 5 วันก่อนคุณป้าเข็น รถมอเตอร์ไซด์ จะขับรถออกไปซื้อของแต่ทำท่าไหนไม่รู้ รถล้มคุณป้าล้มไปด้วย  บอกบริเวณต้นคอด้านหลังนี่ กระแทกกับพื้น  ศีรษะไม่กระแทก ตอนนั้นไม่มีบาดแผลอะไร  จึงไม่ได้มาตรวจ แต่รู้สึกปวดศีรษะ มึนทื่อมาเรื่อยๆ บางครั้งปวดมาก คลื่นไส้  ตามัวลง  เดินเซ  รู้สึกง่วงตลอด  วันนี้มีอาการมากกว่าทุกวันลูกจึงพามาตรวจ  เมื่อข้าพเจ้าซักประวัติได้ดังนั้นก็นึกถึง  การบาดเจ็บที่ศรีษะ (head injury) จึงให้น้องเวรเปลเอารถนั่งมาให้ แล้วพาเข้าพบแพทย์ทันที  เมื่อแพทย์ตรวจร่างาย และ ซักประวัติเพิ่มเติมอย่างละเอียด แล้วพบว่า ตำแหน่งที่กระแทก นั้นไม่น่าสงผล ให้เกิดพยาธิสภาพที่สมอง ได้  แต่การตรวจร่างกายนั้นพบมี ความผิดปกติของระบบประสาท  จึงไม่อยากทิ้งประเด็น แพทย์ให้ผู้ป่วยนอน รพ. และส่ง เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์  ขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ในห้อง  แต่แพทย์ให้น้องผู้ช่วยตามเข้าไปพบ  เพราะเกิดปัญหาว่า  ผู้ป่วยไม่ยอมนอน รพ.  เอ้า ...เดือนร้อนข้าพเจ้าอีกแล้ว  แพทย์ถามเหตุผลก็ไม่บอก ก้มหน้าจะร้องไห้อย่างเดียว  ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตแพทย์นำคนไข้ออกมาก่อน เพื่อสอบถามปัญหา  พบว่า ป้าห่วงหลาน ชายที่พ่อแม่แยกทางกัน แม่ทำงานอยู่ต่างจังหวัดขณะนี้ตกงานเพิ่งมาอยู่บ้านได้ประมาณ สัปดาห์  ป้าต้องทำขนมหรือหานี่นั่นขายทุกวันเพื่อ ให้ได้เงินให้หลานชายวัย 15 ปี ไปโรงเรียนวันละ 100 บาท  หากป้านอน รพ.เกรงว่าหลานจะไม่มีเงิน ไป โรงเรียน  ไม่อยากรบกวนญาติคนอื่น กลับหลานไปเป็นภาระเขา และห่วงลูกสาวที่ตกงาน  ข้าพเจ้าพยายามหว่านล้อม หลายกระบวนท่า  จนสุดท้าย ใช้ไม้เด็ด  “เอางี้ ป้านอนกี่วันพยาบาลจ่ายวันละ 100 ให้หลานไปโรงเรียนแทน”  ตอนแรกป้า ไม่ยอมบอก เกรงใจ  สุดท้ายต้องใช้ไม้เด็ด  บอกพยาบาลรวยซื้อหวยเดือนละหมื่น ไม่เคยถูก ยังซื้อได้ ประสาเงินวันละร้อย ป้านอนไม่เกิน 3 วันแน่  (ความจริงพยาบาลจน  หวยไม่ซื้อ  ซื้อล๊อตตาลี่บ้างนานๆที  และไม่เคยถูกด้วย ) ป้ารับข้อเสนอ  นอน รพ. จากนั้นข้าพเจ้าก็ขอเบอร์โทร.ญาติที่ติดต่อได้ เพื่อแจ้งข่าว  เพราะลูกที่มาส่งป้าตอนเช้าไม่อยู่  พบว่าญาติที่มาเป็นแม่ของหลานชายที่ป้าห่วง  ข้าพเจ้าเล่าเรื่องราวให้ ฟังลูกสาวป้าถึงกับน้ำตาไหล  บอกไม่คิดว่าแม่ตัวเองต้องแบกภาระนี้ แล้วไม่เคยบอกใคร  ตัวเองรู้สึกเสียใจ บอกจริงแล้วมีพี่น้องช่วยเหลือกันได้  ตัวเองก็คิดว่าแม่มีเงินให้หลาน  แล้วบอกข้าพเจ้าว่า ไม่ต้องเป็นภาระหรอก จะจัดการเองในครอบครัว  (เฮ้ย  รอดไป หากนอนเป็นเดือน ข้าพเจ้าจนแน่ ) 

  เรื่องนี้จบที่ข้าพเจ้าได้หอมกลิ่นอายความรักที่ผู้เป็นแม่ที่รักลูกมายมาย จนเผื่อแผ่ไปถึงหลาน แม้ลำบากมากมายก็ไม่ปริปากบ่น  ยอมทนได้  มันเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่มีความตายอยู่แค่เอื้อมเท่านั้นเอง

  ภารกิจของข้าพเจ้าพรุ่งนี้ต้องตามดูว่า ผลเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์นั้น เป็นอย่างไร  หากมีเวลาพอจะมาเล่าต่อค่ะ วันนี้ อยากเล่าเพราะกลิ่นอายรักมันอบอวนจนอยากให้ใครๆชื่นชมความรักนี้ ค่ะ

  ชลัญธร