เปิดไฟสาดส่องไล่ความมืดที่อยู่เบื้องหน้า แสงพุ่งเป็นลำไป ตัดกับสายฝนเสันเฉียงเหมือนวิ่งเข้าปะทะรถที่มุ่งไปเพื่อกลับบ้าน

  

                                             ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ตhttp://www.dreamstime.com/free-photos...

 

                                       ...เดินเข้าห้องน้ำพลันนึกอยากดูหน้าตาของคนขี้หงุดหงิด ว่าจะเป็นยังไง ส่องกระจกเห็นหน้าคนเขลา...

...........................

  เมื่อวานเย็นหลังพักเบรคเข้ามา นั่งทำงานไป รู้สึกเหนื่อย จนต้องถอนหายใจเป็นพักๆ กะว่าทำงานชิ้นนี้เสร็จจะกลับบ้าน สาเหตุอาจจะมาจากกาแฟ หรือเพลียจากการนอนดึกคืนก่อน หรือคืออารมณ์ความขี้เกียจเข้าเล่นงาน

   หลังลงข้อมูลการหยิบสินค้าของทีมเสร็จแล้ว ก็เข้าโปรแกรมเพื่อสร้างกราฟ จัดหน้า จัดตัวอักษร ใส่สีให้ดูดีสวยงาม แล้วลองพิมพ์ดู

   สั่งปริ้น ปรากฎว่าไม่สามารถพิมพ์ได้ ถามน้องสามคนที่อยู่ข้างๆ ได้ความว่า ช่างไอที มาเซตเครื่องใหม่แล้วลืมเซตให้เครื่องผู้เขียน จึงลองAdd.ใหม่ดู ถูกต้องหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่เครื่องกลับค้าง ทำอะไรต่อไม่ได้ เลยต้องRestart ใหม่ เผื่อใช้ได้

      เปิดเครื่องใหม่ก็ยังเหมือนเดิม ทำไปมาเผลอไปลบงานที่ทำไว้ออกอีก ด้วยที่ลืมเซพ ตอนนั้น อารมณ์เริ่มขุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว น้องที่อยู่ข้างเข้ามาเพื่อจะช่วย Add.ให้อีกรอบ แต่ก็ทำให้เครื่องค้างอีกรอบ

   คราวนี้อารมณ์ที่ขุ่น เริ่มเคืองๆ เริ่มหงุดหงิด และอุณหภูมิภายในร่างกายเริ่มร้อนขึ้น ผู้เขียนทำไปบ่นไป พาลคิดไปโทษน้องที่เข้ามาช่วยอีกว่า ช่วยให้ไม่จบแถมยังทำให้ต้อง Restart เครื่องใหม่เป็นรอบที่สอง

  น้องผู้หญิงที่อยู่ด้านหน้าบอกว่า...จะให้ช่วยเรียกช่างไอทีไหมพี่...ตอบเสียงอู้อี้ๆไปว่า..ไม่ต้องหรอก ไม่รีบร้อน...แต่ลืมไปว่าใจตัวเองกำลังเดือด และร้อนรน

   ใจที่รู้สึกเพลีย และเวลาก็เกือบทุ่มครึ่งแล้ว มันช่วยกันยื่นกิเลสแห่งความขี้เกียจ โมโห ระคนกับอารมณ์ที่เคืองขุ่น รุ่มร้อน จึงถอดเสื้อคลุมออกด้วยความหงุดหงิด แล้วปิดเครื่องเดินออกจากแผนก โดยไม่ร่ำลาน้องๆเหมือนทุกวัน

   ...เดินเข้าห้องน้ำพลันนึกอยากดูหน้าตาของคนขี้หงุดหงิดซิ ว่าจะเป็นยังไง ส่องกระจกเห็นหน้าคนเขลา...

   ออกมานอกคลัง สายฝนที่โปรยปราย แม้บางเบา แต่ก็ทำให้อารมณ์อันขุ่นมัวเมื่อสักครู่นั้นจางหายไปได้บ้าง เข้ามานั่งในรถทบทวนตัวเอง

   หายใจลึกๆมองผ่านกระจกฝ่าละอองฝนมองดูแสงไฟบนเสาลานจอดรถ

   เห็นความเขลาของตัวเอง เห็นความลืมตัวของอารมณ์ที่ใหลไปกับสิ่งที่เข้ามากระทบ

   หายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง พยายามลืมเรื่องราว พยายามจะปล่อยวางลงตรงนั้น

   มันผ่านไปแล้ว ความโง่เขลาเบาปัญญาก็เกิดขึ้นแล้ว เอาคืนไม่ได้ ...

   นอกเสียจากจะตั้งสติให้รับรู้ทันใขปัจุบันขณะ สร้างสมาธิให่มั่นคง อย่าให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นนั้นอีกเลย

      เปิดไฟสาดส่องไล่ความมืดที่อยู่เบื้องหน้า แสงพุ่งเป็นลำไปตัดกับสายฝนเสันเฉียงเหมือนวิ่งเข้าปะทะรถที่มุ่งไปเพื่อกลับบ้าน

   ก่อนนอนคืนนั้น สวดภาวนาให้ตัวเองและสรรพสิ่งทั้งหลายจงอย่าได้มีเวร อย่าได้พยาบาท อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจ จงสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เทอญ....

......................

ขอบคุณและขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสงบสุข

ในวันที่ฝนยังหลงฟ้า

10 กรกฎาคม 2556

พ.แจ่มจำรัส