เวทีพัฒนายุทธศาสตร์ ร่วมสร้าง'ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยของท้องถิ่น'
มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ


การได้ร่วมเป็นคนออกแบบกระบวนการและดำเนินการเวทีครั้งนี้ ผมได้บทเรียนเหมือนกับเมื่อครั้งเป็นวิทยากรกระบวนการเวทีถอดบทเรียนเครือข่ายฟื้นย่านและสุขภาวะวิถีเมืองของบางกอกฟอรั่มและเครือข่ายภาคี สสส ซึ่งได้จัดไปเมื่อไม่นานมานี้ที่สำนักงาน สสส กรุงเทพมหานคร ในเรื่องของการรักษาความตื่นรู้จากด้านในเพื่อให้ตนเองสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่เฉพาะหน้ากำกับได้ยาก แต่ต้องติดตามทำงานข้อมูลบนเวทีและดำเนินการต่างๆ ให้กลุ่มคนที่ร่วมเวทีซึ่งเป็นกลุ่มที่สำคัญ และเรื่องที่ดำเนินการกันบนเวทีก็สำคัญมาก แต่มีข้อจำกัดในการจัดกระบวนการมาก ให้ออกมาได้ตามวัตถุประสงค์ของเวทีให้ดีที่สุด

                                       

ในเวทีของบางกอกฟอรั่ม  ประเด็นเวทีเป็นเรื่องรสนิยมชีวิต สุนทรียภาพ และสุขภาวะของชีวิตด้านใน เครือข่ายผู้เข้าร่วมก็เป็นปัจเจก หน่วยงาน องค์กร และชุมชน ที่ทำงานเชิงศิลปวัฒนธรรมต่างสาขา ซึ่งมีความละเอียดลึกซึ้ง แตกต่างกันทั้งในเชิงประเด็นและพื้นที่การทำงาน ครอบคลุมทั้งในภาคเหนือและส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร ข้อมูลในระดับกิจกรรมจะมีความแตกต่าง กระจาย และปริมาณมหาศาล แต่มีเวลาจำกัดมาก ซึ่งการที่จะทำให้ได้ประเด็นที่ดีและนำไปสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างข้อสรุปต่างๆในระยะเวลาอันสั้น ให้ทัดเทียมกับศักยภาพของกลุ่ม จะทำได้ยาก หากสติหลุดและระบบประสานงานบนเวทีไม่แข็งแรงเมื่อไหร่ ก็มีอันต้องล้มเหลวแน่นอน

โดยปรกติแล้ว ในการวิเคราะห์ข้อมูลและการสรุปเอกสาร รวมทั้งรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ประเด็น โดยสร้างทีมขึ้นบนเวทีให้ช่วยเก็บข้อมูลมาโยนให้ผมอีกทีหนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ยากและเป็นเรื่องที่ผมอยู่กับงานลักษณะนี้มาตลอดชีวิตการงานจนคุ้นเคย หากกลุ่มใหญ่ ประเด็นเยอะและยาก อีกทั้งต้องใช้ข้อมูลเยอะ ผมก็จะใช้เวลามากหน่อย แต่ในครั้งดังกล่าวนี้ แม้จะต้องใช้คนช่วยเยอะเหมือนที่เคยเป็นแล้ว ผมก็ประเมินแล้วว่าเอาไม่อยู่ ลักษณะประเด็นต้องการการวิเคราะห์ลงลึกในระดับวิธีคิด เครื่องมือที่ต้องใช้ก็ต้องเป็นกระบวนการทางความคิดที่ทัดเทียมกัน หากหยาบและอ่อนกำลังกว่า ก็ไม่เพียงพอที่จะใช้ทำงานกับเวทีอย่างนี้ได้ ผมเลยต้องใช้วิธีตรงกันข้าม 

กล่าวคือ แทนที่จะใช้เวลาจมลงไปบนข้อมูลและทำงานวันต่อวันอย่างหนัก ในคืนที่ผมจะต้องสรุปและนำเสนอประเด็นเพื่อการพูดคุยกันวันสุดท้าย ผมกลับนั่งดูข้อมูลภาพถ่าย อ่านฟลิปชาร์ตจากเวที อ่านเอกสาร ทบทวนข้อมูลซึ่งทีมเก็บข้อมูลบนเวทีรวบรวมมาให้ นั่งดูอย่างละเอียด นั่งคิด มองให้เห็นภาพในใจ จากหัวค่ำถึงประมาณ ๔ ทุ่ม เสร็จแล้วก็นอนเลย นอนโดยไม่ทำอะไรทั้งสิ้น !!!! นอกจากทำสมาธิ กำหนดสติไปกับลมหายใจเข้าออกแล้วก็หลับไป !!!

ตื่นนอนขึ้นมาตีสามในวันรุ่งขึ้น ผมก็ยังไม่ทำอะไร นอกจากเดินไปอาบน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้แห้ง แต่งเนื้อแต่งตัวในชุดลำลอง จากนั้น ก็เดินจงกรมทำสมาธิ จากประมาณตีสามถึงตีสี่ หลังจากนั้น จึงค่อยนำเอาสิ่งต่างๆเข้ามาคิด แต่ก็ทำในใจโดยยังเดินสมาธิอยู่ในห้องพักในโรงแรม กระทั่งเริ่มปะติดปะต่อข้อมูลทั้งหมดเป็นภาพเดียวกัน ที่พอจะทำให้สามารถเข้าสู่ประเด็นและเล่าขยายความจากแง่มุมไหนก็ได้ ผมจึงเร่ิมทำงาน ซึ่งก็ประมาณตีห้าแล้ว จากนั้น ก็สรุปข้อมูลทั้งหมดเป็นแผนภาพประเด็นเชิงมโนทัศน์และทำเป็นสไลด์ในโปรแกรมพาวเวอร์พ๊อยต์ได้ ๓-๔ แผ่นเท่านั้น

ครั้งนี้ สำหรับเวทีของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ นอกจากจะคล้ายกันมากแล้ว เวทีก็มีความยากและมีข้อจำกัดที่เห็นอยู่ตรงหน้ามากมาย ในขณะที่มีเวลาเต็มที่ก็เพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ประเด็นของเวทีเป็นประเด็นการศึกษาของประเทศ กลุ่มผู้ร่วมเวทีก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่และผู้นำหลายสาขาของประเทศ แต่จังหวะของการจัดงาน ก็มาอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและเงื่อนไข ซึ่งผมประเมินดูแล้วก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าจะต้องส่งผลกระทบต่อเวทีและทำให้ดำเนินการไปตามเวลาไม่ได้อย่างแน่นอน กล่าวคือ เป็นช่วงฤดูฝน ในตอนเย็นก่อนดำเนินการก็เกิดฝนตกอย่างหนัก รถต้องติดแน่ๆ ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยมหิดลก็อยู่ในช่วงการจัดงานพระราชทานปริญญา ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยและกลุ่มผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ของเวทีมีภารกิจรออยู่เต็มไปหมด 

ผมจำลองสถานการณ์และประเมินปัญหาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ก็พอคาดการณ์เงื่อนไขที่จะต้องทำงานความคิดก่อนไว้ได้หลายประการ ที่สำคัญคือ ....

(๑) ต้องเริ่มได้ช้าแน่นอน อาจจะเป็นชั่วโมงหรือมากกว่า กระทบกับการดำเนินการในลำดับต่อๆไป ซึ่งแต่ละขั้น ก็จะเป็นข้อมูลสำหรับการทำงานความคิดและเชื่อมโยงประเด็นกับกิจกรรมในลำดับที่ต่อเนื่องกัน 
(๒) ผมจะไม่เหลือเวลาชี้แจงรายละเอียดต่างๆสำหรับการทำงานของเวที ไม่มีเวลาสรุปประเด็น และคอยกำกับให้การพูดคุยต่างๆ เชื่อมโยงกันได้อย่างกลมกลืน หากการเสวนาและการพูดคุยต่างๆบนเวที ไม่สามารถสะท้อนซึ่งกันและกันได้อยู่ในตนเอง ผมซึ่งต้องดำเนินกระบวนการตลอดเวที ก็จะคุมประเด็นแนวคิดหลักของเวทีไม่ได้ เห็นความท้าทายที่ตนเองก็นึกไม่ออกว่าจะกุมสภาพได้อย่างไรรออยู่ข้างหน้า
(๓) ไม่มีเวลาที่จะจัดจังหวะและช่องว่าง ให้พอที่ทีมทำงานข้อมูล จะได้ประสานงานกันบนเวที แล้วก็หาช่องเข้ามาช่วยผมได้เลย ทุกอย่างต้องเลื่อนไหลไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ผมต้องตัดสินใจคนเดียวตรงสถานการณ์เฉพาะหน้า หากดีก็จะเสมอตัวสำหรับตัวผม แต่หากแก้ไขไม่ได้ ทุกคนบนเวทีจะล้มเหลว โดยเฉพาะทีมของวิทยาเขตอำนาจเจริญ ซึ่งผมรับไม่ได้

ด้วยเงื่อนไขที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนี้ ผมก็พอจะทำ Scenario จำลองสถานการณ์เพื่อเตรียมตนเองไว้พอประมาณได้บ้างว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ด้วยระยะเวลาที่ดำเนินการมีเพียง ๑ วัน และเครือข่ายผู้ร่วมเวทีก็ไม่ได้อยู่ในองค์กรเดียวกัน ทุกอย่างเมื่อผิดพลาดคลาดเคลื่อนแล้ว ทุกคนก็จะแยกย้ายกระจายออกไปอยู่ในคณะและวงการต่างๆของมหาวิทยาลัยและของประเทศ จะไม่มีเวลาและไม่มีโอกาสแก้ไขได้อีกเลย 

หากเป็นลำพังแต่ตนเองก็ไม่เป็นไร แต่สำหรับการที่ต้องรักษาความเป็นส่วนรวม รวมทั้งสำหรับเครือข่ายของคนที่ทำงานให้กับสังคมที่มาเจอกันได้ยาก และอีกหลายๆอย่างแล้ว เดิมพันมันสูง แต่ในฐานะผู้ดำเนินกระบวนการ และมีคนที่ต้องทำงานเป็นทีม ต้องอาศัยความมั่นใจในการแก้ปัญหาตรงหน้าร่วมกัน ซึ่งหมายถึงทั้งหมดที่อยู่ในเวที ที่จะขึ้นต่อการกำกับของผมและรอดูบรรยากาศจากการแสดงออกของผมด้วย ทุกอย่างจึงต้องอยู่ในความสบายอกสบายใจ ต้องยิ้มและนำกระบวนการให้ราบรื่นแม้เต็มไปด้วยความกังวลใจ  

เมือประเมินและวิเคราะห์ดังนี้แล้ว ก็คิดว่าต่อให้เตรียมวิธีการแก้ไขและซ้อมทีมเพื่อป้องกันอย่างไร ผมก็ไม่มีทางที่จะสร้างมาตรการรับมือให้เพียงพอกับความไม่แน่นอนเป็นจำนวนมากได้แน่นอน อีกทั้งจะทำให้ทีมสับสน และจะส่งแรงกดดันสะท้อนกลับมาซ้ำเติมผมให้เกิดปัญหาและความยุ่งยากหนักเข้าไปอีก ผลก็คือ ... พอประชุมสรุปการเตรียมการต่างๆ เมื่อมืดค่ำก่อนถึงวันงานเสร็จ ผมก็รับกลับเข้าห้องพักและอาบน้ำนอนเลย ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น !!!!

ตื่นขึ้นมาตอนตี ๓ ผมจึงค่อยเริ่มอ่านเอกสารทั้งหมด ถึงแม้เอกสารและข้อมูลทั้งหมด ผมลงไปในพื้นที่และทำงานข้อมูลเอกสารกับทีมอาจารย์ของวิทยาเขตอำนาจเจริญมาแล้วตั้งสอง ๒-๓ รอบ และครั้งหลังก็ลงไป ๓ วัน กล่าวได้ว่า กรอบการสรุปและการจัดเรียบเรียงเอกสารทั้งหมด นอกจากผมนั่นเองเป็นคนวางกรอบและแนะนำวิธีจัดเตรียมแล้ว ทั้งหมดก็ผ่านหูผ่านตา อีกทั้งหลายส่วนก็ไปจากผมเอง แต่ผมก็เริ่มต้นอ่านใหม่ทั้งหมดเหมือนกับว่าผมไม่เคยอ่าน ใช้เวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง

จากนั้น ผมก็ยังไม่ทำอะไรเลยอีกเช่นกัน นอกจากเดินจงกรมและทำสมาธิ เดินกระทั่งเช้า ไม่เขียนอะไรแม้แต่แผ่นเดียวหรือตัวหนังสือแม้เพียงตัวเดียว ทั้งที่ปรกติผมจะต้องเตรียมสำรองสื่อและเอกสารให้มากที่สุดเข้าไว้เสมอ แต่คราวนี้ ผมชั่งน้ำหนักดูแล้วว่า เตรียมอย่างไรก็ไม่มีทางพอ อีกทั้งอาจจะทำให้ทำงานหนักจนล้า โดยที่อาจจะไม่ได้ใช้งานเลยบนเวที เป็นตัวทวีคูณปัญหาที่สร้างขึ้นเสียเอง ให้กระบวนการเวทีที่มีแนวโน้มว่าจะหนักอยู่แล้ว ให้ยิ่งเกิดความหนักอกหนักใจมากเข้าไปอีก ที่พอจะทำให้ไม่แย่ไปกว่าที่ควรจะเป็นก็กลับจะไม่มีกำลังทำ

วิธีเดียวที่จะทำได้ก็คือ ทำ 'ตัวรู้' ข้างในตัวเราให้แข็งแรงที่สุด เดินกลับเข้าไปสู่มุมที่นิ่งสงบข้างในตนเองให้มากที่สุด เพื่อฟังให้ได้ยินความคิดที่ละเอียดอ่อนและเปิดรับสถานการณ์ความเลื่อนไหลที่จะเข้ามารอบด้าน ให้ทันกับกระแสความคิดของสถานการณ์ สรุปประเด็น ดำเนินการประชุม นำผู้คนทั้งหมดในเวทีให้อยู่กับประเด็นส่วรวมที่มีความร่วมกัน แล้วก็เดินไปด้วยกันสู่วัตถุประสงค์เวทีดังที่ต้องการได้

                                        


เมื่อช่วงเวลาดำเนินการจริงมาถึง ก็พบว่าปัญหาเล็กๆน้อยๆ ทว่า จะเป็นปมและปัจจัยเงื่อนไข เอื้อให้เกิดปัญหาใหญ่ๆต่อไปได้อีกหลายอย่างตามมา ก็เกิดขึ้นดังที่คาดการณ์ไว้ทุกประการ เวทีเริ่มต้นได้ช้าไปเกือบ ๑ ชั่วโมง จากนั้น การนำเสนอข้อมูลนำรายการต่างๆ เมื่อถูกกดดันด้วยเวลา ก็นำเสนอไม่ได้อย่างที่เตรียมกันมา อีกทั้งเนื้อหาเรื่องราว และประเด็นการนำเสนอ ก็ไม่มีความเชื่อมโยงกันให้เห็นได้โดยตรง แต่ก็ไม่ทำให้ผมกังวล เพราะเมื่อใช้วิธีมองออกมาจากข้างในแล้ว ก็เลยไม่เพียงฟังและวิเคราะห์ไปตามข้อมูลการนำเสนอ ซึ่งนำเสนอไม่ครบดังที่เตรียมมา และส่วนที่นำเสนอกันได้ ก็ไม่มีเวลาจัดให้ทุกท่านได้ให้การอรรถาธิบายและขยายความ ให้ผู้ฟังในเวทีได้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นกันเลย

แต่ในขณะที่ผมเองก็ไม่มีเวลาที่จะทำการสรุปและกำกับประเด็นต่างๆให้ดำเนินไปได้เลยนั้น ทุกอย่างกลับขึ้นอยู่กับการทำบทบาทของผม ในอันที่จะทำให้เห็นประเด็นและนัยสำคัญต่างๆของการนำเสนอของวิทยากรและเวทีเสวนาทั้งหมดในเวทีอีกด้วย นั่นเอง ผมจึงได้ใช้สิ่งที่เตรียมมา คือการฟังและเห็นจากข้างใน แล้วเล่าเสียใหม่เหมือนผมเขียนรูปและระบุประเด็นออกมาให้ผู้ฟังได้ระบบประมวลข้อมูลร่วมกันในเวลาที่ไม่เหลือไว้ให้ทำอะไรได้เลยนี้ ในภาษาของผมเอง สั้นๆ 

ทุกอย่างแก้ปัญหาได้และดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้หมดด้วยความโล่งใจ ได้รับเสียงสะท้อนทั้งจากผู้เข้าร่วมเวที และเจ้าของเวที ที่ออกมาดีพอสมควร ผมได้บทเรียนที่ดีมาก โดยเฉพาะในเรื่องการทำงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม เจริญสติขัดเกลาตนเองและได้ดูแลชีวิตด้านในตนเอง ทุกคนได้บรรลุจุดหมายดังที่ต้องการ ผมเองนอกจากได้ช่วยคนอื่นทำงานสำคัญของสังคมในอีกขั้นตอนหนึ่งแล้ว ก็ได้ทำให้แก่ตนเองไปด้วยหลายอย่าง.

..................................................................................................................................................................

Field note :   สมาธิและการเจริญสติภาวนา
                     กับการดำเนินการเวทีความรู้แบบข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและพหุภาคี
Case 
:           เวทีสัมมนาแผนยุทธศาสตร์สร้างความเป็น'มหาวิทยาลัยวิจัยของท้องถิ่น' 
                     มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ 
Date :            ๓๐ มิถุนายน - ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ 
Place :          โรงแรมรอยัลเจมส์ จังหวัดนครปฐม 
Proponent and Implementator : มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ และจังหวัดอำนาจเจริญ
Conceptual Design and Process Facilitator : ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ นักวิชาการอิสระ
Project Director :  ผู้ช่วยศาสตราจารย์นคร เหมะ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ
Coordinator :         ดร.จตุรงค์ จันทร์สี่ทิศ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตอำนาจเจริญ