พระเทพสิทธินายก(นามเดิม ห้อง ท้วมเทศ)

                                                                โดย นายสมหมาย ฉัตรทอง

งานสนับสนุนการพัฒนาบ้านเมือง

    ๑. ตั้งพื้นที่การปกครองอำเภอหนองบัว 
        พระเทพสิทธินายกท่านมีภูมิลำเนาโดยการเกิดที่บ้านเนินพลวง  ตำบลหนองกลับ อำเภอบางมูลนาก  จังหวัดพิจิตร  ตำบลบ้านเกิดเป็นตำบลชายแดนของจังหวัดพิจิตรประชิดติดแดน  ตำบลหนองบัว อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์  ความสัมพันธ์ของราษฎรในชุมชนแทบจะแยกกันไม่ออก  ทำบุญวัดหนองกลับด้วยกัน  โรงเรียประชาบาลของ ๒ จังหวัดใช้ศาลาวัดหนองกลับเป็นที่เรียน  แบ่งศาลาวัดหนองกลับคนละส่วน  มีความกลมเกลียวกัน  คนบ้านหนองบัวเป็นเขยบ้านหนองกลับ  คนบ้านหนองกลับกินดองกับคนบ้านหนองบัว  วัฒนธรรมประเพณีกลมกลืนกันเป็นอันเดียวแยกกันเฉพาะพื้นที่การปกครอง  ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ตำบลหนองกลับไปประชุมที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร  ต้องใช้เวลา ๓ วัน  เดินทางไป ๑ วัน  พักค้างคืน เช้าเข้าประชุมจนบ่ายกลับไม่ทันค้างอีก ๑ คืน  รุ่งขึ้นจึงเดินทางกลับ  ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลหนองบัว  ไปประชุมอำเภอท่าตะโก  จังหวัดนครสวรรค์ต้องใช้เวลา ๓ วันเช่นกัน

         แท้จริง  ชาวบ้าน ๒ ตำบลอาศัยพึ่งพิงซื้อสินค้าและค้าขายกับพ่อค้าอำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ เดินทางจากอำเภอชุมแสงไปจังหวัดนครสวรรค์โดยทางรถไฟสะดวกกว่าไปจังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์เป็นประตูสู่ภาคเหนือมีความเป็นศูนย์กลางมากกว่าจังหวัดพิจิตร  พระเทพสิทธินายกท่านพิจารณาเห็นเรื่องความยากลำบากของชาวบ้านตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว มาตุภูมิประกอบกับท่านเป็นศิษย์วัดมหาธาตุฯ สำนักเรียนทางธรรมและเด็กวัดที่มาพักอาศัยวัดมหาธาตุฯ ล้วนออกไปเจริญก้าวหน้าทั้งทางบ้านเมืองและในพุทธศาสนามากมาย  การที่จะดึงพื้นที่ ๒  จังหวัดมาตั้งเป็นกิ่งอำเภอเดียวกันและขึ้นกับจังหวัดนครสวรรค์จึงต้องมีกำลังภายในมาก
                                                  
                                          พระเทพสิทธินายก(ห้อง ชาตสิริ ท้วมเทศ : ๒๔๓๘ - ๒๔๙๙)

หมายเหตุ : รูปถ่ายหลวงพ่อพระเทพสิทธินายกรูปนี้ นำมาจากเว็บไซต์ทำเนียบพระราชาคณะจังหวัดนครสวรรค์ เป็นรูปที่คล้ายกับรูปที่ชาวบ้านหนองบัว หนองกลับมีไว้สักการะบูชาติดไว้ที่ฝาบ้าน ในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งในยุคนั้นเมื่อไปในหมู่บ้านใดในชุมชนทั้งสองตำบลคือตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว ก็มักจะพบเห็นรูปนี้อย่างคุ้นเคย ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชนดุจดังเป็นญาติผู้ใหญ่ของตน
                                                       

        พระเทพสิทธินายกท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์เข้าใจปัญหาเรื่องนี้ดี  ท่านมีความเป็นชาตินิยม จึงเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้มีเขตการปกครองบ้านเมือง  เป็นกิ่งอำเภอหนองบัวขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๑  โดยมีพื้นที่ ๓  อำเภอ ๒ จังหวัด  รวมเข้าด้วยกัน  เป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์  จนกระทั่งเป็นอำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์  ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙

       ทั้งนี้และทั้งนั้นด้วยเหตุที่ ๒ ตำบลต่างจังหวัดกันแต่มีวัดหนองกลับ  เป็นศูนย์กลางหลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

เชิงอรรถ :  ผมรับราชการเจริญเติบโตมาในกระทรวงมหาดไทยศึกษาดูแล้วการแบ่งพื้นที่ตั้งอำเภอมักจะแบ่งพื้นที่ของอำเภอใดอำเภอหนึ่งในจังหวัดนั้นๆ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอและตั้งเป็นอำเภอในโอกาสต่อไป การที่จะไปแบ่งพื้นที่ของจังหวัดอื่นมารวมกันตั้งเป็นอำเภอเหมือนอย่างกรณีอำเภอหนองบัวนี้ไม่เคยมีมาทั้งในอดึตและปัจจุบัน เพราะแต่ละพื้นที่จังหวัดและอำเภอก็มีความเป็นชาตินิยม รักพื้นที่ความเป็นจังหวัดของตนเอง อย่างกรณีอำเภอหนองบัว ความเหนียวแน่นกลมเกลียวในระดับพื้นที่ต้องดีมาก โดยเฉพาะ ตำบลหนองบัว อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ตำบลหนองกลับ  ตำบลห้วยร่วม อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ประชาชนรักใคร่กลมเกลียวกันทำบูญศาลาวัดเดียวกัน มีหลวงพ่อเดิมเป็นที่รวมจิตใจ โรงเรียนสองโรงเรียน ของสองจังหวัดเรียนศาลาวัดเดียวกันไม่มีที่ไหนในประเทศไทยนอกจากที่วัดหนองกลับ ระดับประชาชนในพื้นที่ ผมมั่นใจ แต่ในระดับเจ้าเมืองสองเมืองเป็นที่น่าสนใจศึกษาในระดับกระทรวงคงไม่มีปัญหาขึ้นกับเหตุผลของจังหวัดทั้งสองจะเสนอความเห็นขึ้นไป ผมมองหาคนกลางที่จะเป็นตัวจักรสำคัญ ผมคิดว่าคงไม่พ้นไปจากพระคุณเจ้าพระเทพสิทธินายก อย่างแน่นอน ความเป็นศิษย์สำนักวัดมหาธาตุฯ แห่งท่าพระจันทร์ ศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นลูกศิษย์วัดมหาธาตุฯ เดินเรียนกินข้าววัด ๓ มื้อ รักใคร่กลมเกลียวกันมาก เจ้าเมืองสมัยก่อนก็ต้องมีความรู้จบ ธ.บ.(ธรรมศาสตร์บัณทิต) ทั้งนั้น ดังนั้นความผูกพันทางสงฆ์กับทางผู้นำฝ่ายปกครองในกระทรวงมหาดไทย จึงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก ท่านผู้มากบารมีเลย ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะใกล้เคียงความเป็นจริง

      เก็บข้อมูลเพิ่มเติมมาได้อีกว่า ท่านเจ้าคุณเทพสิทธินายกได้หยั่งเสียงพูดคุยกับนายอำเภอ ๒ จังหวัด ๓ อำเภอคือ นายอำเภอภูมิ (อ.บางมูลนาก) นายอำเภอท่าตะโก นายอำเภอชุมแสง เป็นการส่วนตัวทั้งแล้ว ๓ ท่านไม่ขัดข้องและยินดีสนับสนุน มาถึงขั้นตอนเลือกพื้นที่ตั้งกิ่งอำเภอหนองบัว ได้ประชุมปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดมี ฯพณฯ อดีต สส.คนดังของจังหวัดนครสวรรค์ คนเขาพนมรอก อำเภอท่าตะโก และเป็นศิษย์วัดนครสวรรค์ร่วมอยู่ด้วย ท่าน สส.เสนอว่าน่าจะตั้งที่ว่าการกิ่งที่ตำบลห้วยใหญ่ ไปขึ้นรถไฟไปเหนือล่องไต้สะดวกดี ท่านเจ้าคุณเทพฯ จึงตอบแบบหยิกแกมหยอกว่า อย่างนั้นเอาไปตั้งเสียที่จังหวัดนครสวรรค์เสียไม่ดีหรือสะดวกกว่า เล่นเอา ฯพณฯ ต้องปิดปากเงียบ ท่านเจ้าคุณเทพฯ จึงกล่าวว่า เอาพื้นที่ตำบลหนองบัว - หนองกลับ นี่แหละเพราะเป็นชุมชนใหญ่มีความกลมเกลียวสามัคคีกันดี พวกห้วยด้วน ตำบลธารทหารเขาก็มาสะดวก พวกอำเภอภูมิ เขาก็ไม่รังเกียจ ถนนหนทางเราทำได้ อีกหน่อยเขาก็ทำทางมาหาเราเอง ท่านเจ้าคุณเทพฯ ท่านมองกาลไกลจริงๆ เหมือนมีญาณหยั่งรู้ว่าต่อไปอำเภอหนองบัวจะเป็นชุมทาง ถนนทางหลวงแผ่นดินจะตัดผ่านอำเภอจากเหนือไปสู่ใต้และจากตะวันออกไปตะวันตก ก้าวหน้ากว่าอำเภอชุมแสงอำเภอแม่เสียอีก

 ๒. สนับสนุนแยกโรงเรียนจากศาลาวัด

      การอาศัยศาลาวัดเป็นที่เรียนถึง ๒ โรงเรียน  เมื่อถึงฤดู มีงานนักขัตฤกษ์  หรืองานบุญ  งานศพ จะต้องปิดโรงเรียน ทำให้เป็นปัญหาการเรียนของเด็ก พระเทพสิทธินายกสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมที่วัดนครสวรรค์แล้ว พิจารณาเห็นว่าโรงเรียนที่วัดหนองกลับควรมีอาคารเรียนเป็นเอกเทศ จึงขอให้วัดหนองกลับแบ่งพื้นที่ด้านตะวันออกของวัด  เป็นที่ก่อสร้างอาคารเรียน  โรงเรียนหนองกลับและโรงเรียนหนองบัว  ซึ่งรวมกันแล้ว  เป็นอาคารเรียนสร้างด้วยไม้ ๒ ชั้น  ยาว ๑ เส้น  เป็นอาคารเรียนให้ชื่อว่า  โรงเรียนบ้านหนองกลับ (เทพวิทยาคม) เมื่อตั้งกิ่งอำเภอหนองบัวจึงเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อกิ่งอำเภอ และเป็นโรงเรียนอนุบาลหนองบัว (เทพวิทยาคม) ในปัจจุบัน

   ๓. สนับสนุนพัฒนาถนนหนองบัว – ชุมแสง

      ยุคก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๐  ขึ้นไป ชาวหนองบัวรู้ว่าการเดินทางไปอำเภอชุมแสงในฤดูแล้ง คือ  เกวียน ต้องเดินทางเป็นขบวนเกวียนตั้งแต่ ๑๐ เล่มขึ้นไป  เพื่อต่อสู้กับหัวขโมย ที่หมู่บ้านหนองขโมยหรือหมู่บ้านสันติสุขในปัจจุบัน ในพื้นที่อำเภอชุมแสงชาวบ้านนี้จะไม่ใช้วิธีปล้นแต่จะแอบขโมยเอา  ฉะนั้นเกวียนคันสุดท้ายจะต้องมีกองระวังหลัง ๓ คนเดินคุ้มกัน เข้าฤดูฝนน้ำหลากจากเทือกเขาด้านตะวันออกมาเป็นลำธารต้องใช้เรือยนต์ท่าเรืออยู่ที่ทำการไปรษณีย์หนองบัวปัจจุบัน  ถ้าฤดูน้ำลดจะเป็นฤดูสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก  เดินบ้างขึ้นเรือบ้าง  เข็นเรือบ้าง แต่ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่าเดิม

       เมื่อเจริญขึ้นเกวียนเปลี่ยนเป็นรถจิ๊ปและรถหกล้อ  รถต้องการถนนที่พอไปได้ ไม่ต้องผ่านที่นาที่ถูกเรียกเก็บค่าผ่านทาง จึงเริ่มมีการตัดถนนเป็นเส้นตรงเครื่องจักรกลไม่มี ในระยะแรกต้องใช้แรงงานคนรับจ้างขุดดินทำถนน  ทางนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ร่วมกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ขอที่นาราษฎรทำถนนรายใดที่ขอยากก็อาศัยบารมีฝ่ายสงฆ์อันมีพระเทพสิทธินายกเป็นที่พึ่งออกบิณฑบาตขอที่ดินราษฎรทำถนนจนเกิดเป็นถนนสายหนองบัวชุมแสง  เป็นเส้นตรงโค้งก็โค้งอย่างไม่หักข้อศอก  เนื่องจากบารมีของพระเทพสิทธินายกโดยแท้ ถนนหนทางเดินทางสะดวกขึ้นเป็นเหตุให้บ้านหนองขโมย ขโมยตกงานจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันติสุข  อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ของเรานี่เอง

   ๔. อุปถัมภ์ให้ที่พักพิงแก่เยาวชนหนองบัว

       เด็กจากบ้านหนองกลับ หนองบัว  ไปเรียนหนังสือต่อที่นครสวรรค์ได้อาศัยพักพิง  พระเทพสิทธินายก  วัดนครสวรรค์ เรียนหนังสือต่อจากโรงเรียนบ้านหนองบัวบ้านหนองกลับ  มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการหลายคน