พระเทพสิทธินายก ท่านผู้มีเอนกอนันต์พระคุณต่ออำเภอหนองบัว


พระเทพสิทธินายก(นามเดิม ห้อง ท้วมเทศ)

                                                                โดย นายสมหมาย ฉัตรทอง

งานสนับสนุนการพัฒนาบ้านเมือง

    ๑. ตั้งพื้นที่การปกครองอำเภอหนองบัว 
        พระเทพสิทธินายกท่านมีภูมิลำเนาโดยการเกิดที่บ้านเนินพลวง  ตำบลหนองกลับ อำเภอบางมูลนาก  จังหวัดพิจิตร  ตำบลบ้านเกิดเป็นตำบลชายแดนของจังหวัดพิจิตรประชิดติดแดน  ตำบลหนองบัว อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์  ความสัมพันธ์ของราษฎรในชุมชนแทบจะแยกกันไม่ออก  ทำบุญวัดหนองกลับด้วยกัน  โรงเรียประชาบาลของ ๒ จังหวัดใช้ศาลาวัดหนองกลับเป็นที่เรียน  แบ่งศาลาวัดหนองกลับคนละส่วน  มีความกลมเกลียวกัน  คนบ้านหนองบัวเป็นเขยบ้านหนองกลับ  คนบ้านหนองกลับกินดองกับคนบ้านหนองบัว  วัฒนธรรมประเพณีกลมกลืนกันเป็นอันเดียวแยกกันเฉพาะพื้นที่การปกครอง  ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ตำบลหนองกลับไปประชุมที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร  ต้องใช้เวลา ๓ วัน  เดินทางไป ๑ วัน  พักค้างคืน เช้าเข้าประชุมจนบ่ายกลับไม่ทันค้างอีก ๑ คืน  รุ่งขึ้นจึงเดินทางกลับ  ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลหนองบัว  ไปประชุมอำเภอท่าตะโก  จังหวัดนครสวรรค์ต้องใช้เวลา ๓ วันเช่นกัน

         แท้จริง  ชาวบ้าน ๒ ตำบลอาศัยพึ่งพิงซื้อสินค้าและค้าขายกับพ่อค้าอำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ เดินทางจากอำเภอชุมแสงไปจังหวัดนครสวรรค์โดยทางรถไฟสะดวกกว่าไปจังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์เป็นประตูสู่ภาคเหนือมีความเป็นศูนย์กลางมากกว่าจังหวัดพิจิตร  พระเทพสิทธินายกท่านพิจารณาเห็นเรื่องความยากลำบากของชาวบ้านตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว มาตุภูมิประกอบกับท่านเป็นศิษย์วัดมหาธาตุฯ สำนักเรียนทางธรรมและเด็กวัดที่มาพักอาศัยวัดมหาธาตุฯ ล้วนออกไปเจริญก้าวหน้าทั้งทางบ้านเมืองและในพุทธศาสนามากมาย  การที่จะดึงพื้นที่ ๒  จังหวัดมาตั้งเป็นกิ่งอำเภอเดียวกันและขึ้นกับจังหวัดนครสวรรค์จึงต้องมีกำลังภายในมาก
                                                  
                                          พระเทพสิทธินายก(ห้อง ชาตสิริ ท้วมเทศ : ๒๔๓๘ - ๒๔๙๙)

หมายเหตุ : รูปถ่ายหลวงพ่อพระเทพสิทธินายกรูปนี้ นำมาจากเว็บไซต์ทำเนียบพระราชาคณะจังหวัดนครสวรรค์ เป็นรูปที่คล้ายกับรูปที่ชาวบ้านหนองบัว หนองกลับมีไว้สักการะบูชาติดไว้ที่ฝาบ้าน ในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งในยุคนั้นเมื่อไปในหมู่บ้านใดในชุมชนทั้งสองตำบลคือตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว ก็มักจะพบเห็นรูปนี้อย่างคุ้นเคย ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชนดุจดังเป็นญาติผู้ใหญ่ของตน
                                                       

        พระเทพสิทธินายกท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์เข้าใจปัญหาเรื่องนี้ดี  ท่านมีความเป็นชาตินิยม จึงเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้มีเขตการปกครองบ้านเมือง  เป็นกิ่งอำเภอหนองบัวขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๑  โดยมีพื้นที่ ๓  อำเภอ ๒ จังหวัด  รวมเข้าด้วยกัน  เป็นกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์  จนกระทั่งเป็นอำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์  ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙

       ทั้งนี้และทั้งนั้นด้วยเหตุที่ ๒ ตำบลต่างจังหวัดกันแต่มีวัดหนองกลับ  เป็นศูนย์กลางหลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

เชิงอรรถ :  ผมรับราชการเจริญเติบโตมาในกระทรวงมหาดไทยศึกษาดูแล้วการแบ่งพื้นที่ตั้งอำเภอมักจะแบ่งพื้นที่ของอำเภอใดอำเภอหนึ่งในจังหวัดนั้นๆ ตั้งเป็นกิ่งอำเภอและตั้งเป็นอำเภอในโอกาสต่อไป การที่จะไปแบ่งพื้นที่ของจังหวัดอื่นมารวมกันตั้งเป็นอำเภอเหมือนอย่างกรณีอำเภอหนองบัวนี้ไม่เคยมีมาทั้งในอดึตและปัจจุบัน เพราะแต่ละพื้นที่จังหวัดและอำเภอก็มีความเป็นชาตินิยม รักพื้นที่ความเป็นจังหวัดของตนเอง อย่างกรณีอำเภอหนองบัว ความเหนียวแน่นกลมเกลียวในระดับพื้นที่ต้องดีมาก โดยเฉพาะ ตำบลหนองบัว อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ตำบลหนองกลับ  ตำบลห้วยร่วม อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ประชาชนรักใคร่กลมเกลียวกันทำบูญศาลาวัดเดียวกัน มีหลวงพ่อเดิมเป็นที่รวมจิตใจ โรงเรียนสองโรงเรียน ของสองจังหวัดเรียนศาลาวัดเดียวกันไม่มีที่ไหนในประเทศไทยนอกจากที่วัดหนองกลับ ระดับประชาชนในพื้นที่ ผมมั่นใจ แต่ในระดับเจ้าเมืองสองเมืองเป็นที่น่าสนใจศึกษาในระดับกระทรวงคงไม่มีปัญหาขึ้นกับเหตุผลของจังหวัดทั้งสองจะเสนอความเห็นขึ้นไป ผมมองหาคนกลางที่จะเป็นตัวจักรสำคัญ ผมคิดว่าคงไม่พ้นไปจากพระคุณเจ้าพระเทพสิทธินายก อย่างแน่นอน ความเป็นศิษย์สำนักวัดมหาธาตุฯ แห่งท่าพระจันทร์ ศิษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นลูกศิษย์วัดมหาธาตุฯ เดินเรียนกินข้าววัด ๓ มื้อ รักใคร่กลมเกลียวกันมาก เจ้าเมืองสมัยก่อนก็ต้องมีความรู้จบ ธ.บ.(ธรรมศาสตร์บัณทิต) ทั้งนั้น ดังนั้นความผูกพันทางสงฆ์กับทางผู้นำฝ่ายปกครองในกระทรวงมหาดไทย จึงไม่เป็นเรื่องยากสำหรับท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก ท่านผู้มากบารมีเลย ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะใกล้เคียงความเป็นจริง

      เก็บข้อมูลเพิ่มเติมมาได้อีกว่า ท่านเจ้าคุณเทพสิทธินายกได้หยั่งเสียงพูดคุยกับนายอำเภอ ๒ จังหวัด ๓ อำเภอคือ นายอำเภอภูมิ (อ.บางมูลนาก) นายอำเภอท่าตะโก นายอำเภอชุมแสง เป็นการส่วนตัวทั้งแล้ว ๓ ท่านไม่ขัดข้องและยินดีสนับสนุน มาถึงขั้นตอนเลือกพื้นที่ตั้งกิ่งอำเภอหนองบัว ได้ประชุมปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดมี ฯพณฯ อดีต สส.คนดังของจังหวัดนครสวรรค์ คนเขาพนมรอก อำเภอท่าตะโก และเป็นศิษย์วัดนครสวรรค์ร่วมอยู่ด้วย ท่าน สส.เสนอว่าน่าจะตั้งที่ว่าการกิ่งที่ตำบลห้วยใหญ่ ไปขึ้นรถไฟไปเหนือล่องไต้สะดวกดี ท่านเจ้าคุณเทพฯ จึงตอบแบบหยิกแกมหยอกว่า อย่างนั้นเอาไปตั้งเสียที่จังหวัดนครสวรรค์เสียไม่ดีหรือสะดวกกว่า เล่นเอา ฯพณฯ ต้องปิดปากเงียบ ท่านเจ้าคุณเทพฯ จึงกล่าวว่า เอาพื้นที่ตำบลหนองบัว - หนองกลับ นี่แหละเพราะเป็นชุมชนใหญ่มีความกลมเกลียวสามัคคีกันดี พวกห้วยด้วน ตำบลธารทหารเขาก็มาสะดวก พวกอำเภอภูมิ เขาก็ไม่รังเกียจ ถนนหนทางเราทำได้ อีกหน่อยเขาก็ทำทางมาหาเราเอง ท่านเจ้าคุณเทพฯ ท่านมองกาลไกลจริงๆ เหมือนมีญาณหยั่งรู้ว่าต่อไปอำเภอหนองบัวจะเป็นชุมทาง ถนนทางหลวงแผ่นดินจะตัดผ่านอำเภอจากเหนือไปสู่ใต้และจากตะวันออกไปตะวันตก ก้าวหน้ากว่าอำเภอชุมแสงอำเภอแม่เสียอีก

 ๒. สนับสนุนแยกโรงเรียนจากศาลาวัด

      การอาศัยศาลาวัดเป็นที่เรียนถึง ๒ โรงเรียน  เมื่อถึงฤดู มีงานนักขัตฤกษ์  หรืองานบุญ  งานศพ จะต้องปิดโรงเรียน ทำให้เป็นปัญหาการเรียนของเด็ก พระเทพสิทธินายกสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมที่วัดนครสวรรค์แล้ว พิจารณาเห็นว่าโรงเรียนที่วัดหนองกลับควรมีอาคารเรียนเป็นเอกเทศ จึงขอให้วัดหนองกลับแบ่งพื้นที่ด้านตะวันออกของวัด  เป็นที่ก่อสร้างอาคารเรียน  โรงเรียนหนองกลับและโรงเรียนหนองบัว  ซึ่งรวมกันแล้ว  เป็นอาคารเรียนสร้างด้วยไม้ ๒ ชั้น  ยาว ๑ เส้น  เป็นอาคารเรียนให้ชื่อว่า  โรงเรียนบ้านหนองกลับ (เทพวิทยาคม) เมื่อตั้งกิ่งอำเภอหนองบัวจึงเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนหนองบัว (เทพวิทยาคม) เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อกิ่งอำเภอ และเป็นโรงเรียนอนุบาลหนองบัว (เทพวิทยาคม) ในปัจจุบัน

   ๓. สนับสนุนพัฒนาถนนหนองบัว – ชุมแสง

      ยุคก่อนปี พ.ศ. ๒๔๙๐  ขึ้นไป ชาวหนองบัวรู้ว่าการเดินทางไปอำเภอชุมแสงในฤดูแล้ง คือ  เกวียน ต้องเดินทางเป็นขบวนเกวียนตั้งแต่ ๑๐ เล่มขึ้นไป  เพื่อต่อสู้กับหัวขโมย ที่หมู่บ้านหนองขโมยหรือหมู่บ้านสันติสุขในปัจจุบัน ในพื้นที่อำเภอชุมแสงชาวบ้านนี้จะไม่ใช้วิธีปล้นแต่จะแอบขโมยเอา  ฉะนั้นเกวียนคันสุดท้ายจะต้องมีกองระวังหลัง ๓ คนเดินคุ้มกัน เข้าฤดูฝนน้ำหลากจากเทือกเขาด้านตะวันออกมาเป็นลำธารต้องใช้เรือยนต์ท่าเรืออยู่ที่ทำการไปรษณีย์หนองบัวปัจจุบัน  ถ้าฤดูน้ำลดจะเป็นฤดูสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก  เดินบ้างขึ้นเรือบ้าง  เข็นเรือบ้าง แต่ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่าเดิม

       เมื่อเจริญขึ้นเกวียนเปลี่ยนเป็นรถจิ๊ปและรถหกล้อ  รถต้องการถนนที่พอไปได้ ไม่ต้องผ่านที่นาที่ถูกเรียกเก็บค่าผ่านทาง จึงเริ่มมีการตัดถนนเป็นเส้นตรงเครื่องจักรกลไม่มี ในระยะแรกต้องใช้แรงงานคนรับจ้างขุดดินทำถนน  ทางนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่ร่วมกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ขอที่นาราษฎรทำถนนรายใดที่ขอยากก็อาศัยบารมีฝ่ายสงฆ์อันมีพระเทพสิทธินายกเป็นที่พึ่งออกบิณฑบาตขอที่ดินราษฎรทำถนนจนเกิดเป็นถนนสายหนองบัวชุมแสง  เป็นเส้นตรงโค้งก็โค้งอย่างไม่หักข้อศอก  เนื่องจากบารมีของพระเทพสิทธินายกโดยแท้ ถนนหนทางเดินทางสะดวกขึ้นเป็นเหตุให้บ้านหนองขโมย ขโมยตกงานจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสันติสุข  อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ของเรานี่เอง

   ๔. อุปถัมภ์ให้ที่พักพิงแก่เยาวชนหนองบัว

       เด็กจากบ้านหนองกลับ หนองบัว  ไปเรียนหนังสือต่อที่นครสวรรค์ได้อาศัยพักพิง  พระเทพสิทธินายก  วัดนครสวรรค์ เรียนหนังสือต่อจากโรงเรียนบ้านหนองบัวบ้านหนองกลับ  มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการหลายคน




หมายเลขบันทึก: 540949เขียนเมื่อ 30 มิถุนายน 2013 10:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 กันยายน 2013 14:40 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (3)

ขอแสดงความชื่นชม และอนุโมทนาด้วยค่ะ

เจริญพรท่านรองผวจ.สมหมาย  ฉัตรทอง 

  • ขอบคุณที่ท่านรองผวจ.สมหมาย นำข้อมูลความรู้นี้มาเผยแพร่ให้ลูกหลานคนหนองบัวได้อ่านกัน 
  • อาตมาตั้งแต่จำความได้ จำได้ว่าไปบ้านหลังไหนก็ตาม ในหมู่บ้านสองตำบลคือตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว จะเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก(ชาวบ้านจะเรียกชื่อเดิมท่านว่า ท่านเจ้าคุณห้อง)ติดไว้ที่ฝาบ้าน 
  • ภาพในความทรงจำนั้น ยังจำได้ติดตาจนทุกวันนี้ เป็นรูปถ่ายหน้าตรง ครึ่งตัว ภาพนั้นคิดว่าหลวงพ่อน่าจะถ่ายประมาณอายุสัก ๕๐ กว่าปี รูปที่ใส่กรอบติดไว้ที่ฝาบ้านนั้น จะแสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้านด้วย คือบ้านใดมีฐานะดีหน่อย รูปจะใหญ่หน่อย นอกนั้นก็ภาพเล็กใหญ่ตามฐานานุรูปลดหลั่นกันลงไป
  • แต่อย่างน้อยขนาดของรูปไม่น่าจะต่ำกว่า ๘ คุณ ๑๐ นิ้วเป็นแน่ รูปถ่ายขนาดนี้ ใส่กรอบแล้ว ก็ไม่น้อยหรอก
  • นอกจากจะเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อตามบ้านของชาวบ้านจนชินตาแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้เด็กๆลูกหลานฟังเป็นประจำ แล้วจำกันได้เรื่อยมา คือเรื่องที่ว่าหลวงพ่อเจ้าคุณห้องนั้น เป็นคนดุมาก แล้วเรื่องนี้ก็เคยไ้ด้ยินคนเก่าเล่าว่า คนหนองบัวก็กลัวเจ้าคุณห้องไม่น้อยด้วย
  • ด้วยความที่เราเป็นเด็ก และก็เิกิดไม่ทันได้เห็นท่านด้วย เลยไม่ทราบความหมายเรื่องที่ว่าท่านเป็นคนดุตามนัยยะของชาวบ้านนั้น ว่าหมายความว่าอย่างไร ต่อมาเรื่องนี้ก็ลืมๆไป
  • เมื่อสองปีที่ผ่านมา(๑ มกราคม ๒๕๕๔) ไปหนองบัว ได้ไปเยี่ยมโยมลุงกำนันเทียม ท้วมเทศ อดีตกำนันตำบลหนองกลับ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ ๆ ของหลวงพ่อห้อง ได้สอบถามเรื่องนี้กับท่าน ลุงกำนันตอบว่าหลวงอาท่านไม่ได้เป็นคนดุ
  •  เรื่องดุไม่ดุนี้ ถ้าวิเคราะห์สภาพสังคมยุคนั้น แล้วจะมองเห็นภาพได้ดีขึ้น คือสังคมไทย ยุคก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่นิยมสั่งสอน ลูกหลาน ด้วยวัฒนธรรมรเชิงอำนาจ ด้วยการดุ ขู่ ให้เกรงกลัว เช่น ใช้ไม้เรียว เฆี่ยน ตีลูกหลาน เคยได้ยินมาว่า หลวงพ่ออ๋อย ท่านก็ใช้มาตรการที่สังคมสมัยนั้นยอมรับได้นี้ด้วยเหมือนกัน ท่านสอนพระบวชใหม่องค์ใดดื้อว่ายากสอนยาก ท่านก็เฆี่ยนตีบ้าง เท่าที่จำเป็น
  • ไม่ใช่แต่ในวัดเท่านั้นที่ใช้มาตรการนี้ แม้ในสถานศึกษาคือโรงเรียนสมัยก่อน นักเรียนรุ่นเก่าหน่อย ที่เป็นผู้สูงอายุในตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็ผ่านไม้เรียวมาเป็นส่วนใหญ่ บางทีก็พูดกันว่า ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นคนดี อย่างนี้ก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน
  • ท่านเจ้าคุณห้อง เคยเป็นที่เคารพนืบถืออย่างมากของคนหนองบัวในอดีต ดูได้จากที่แต่ละบ้านมีรูปถ่ายของท่านไว้กราบไหว้บูชาดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นที่เคารพนับถือเหมือนเดิม แต่ก็ปรากฏในหมู่คนสูงอายุที่เป็นคนร่วมสัยกับหลวงพ่อนั่นเอง คนรุ่นลูกรุ่นหลานในยุคต่อมา มักขาดการเรียนรู้เรื่องราวดี ๆ เหล่านี้ อย่างน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เลยทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นความดีงามของบรรพบุรุษตน
  • น่าคิดน่าวิเคราะห์ว่าทำไมคนหนองบัวยุคหลวงพ่อ จึงแสดงความเคารพท่านได้มากอย่างนั้น แสดงว่าหลวงพ่อท่านต้องมีความดีงามและทำประโยชน์ไว้แก่ชุมชนที่ชาวบ้านจับต้องได้ ต้องเป็นคนมีบารมีสูง เป็นที่พึ่งแก่ชาวหนองบัวได้อย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดของพ่อแม่ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ที่ท่านไม่สามารถจะผ่องถ่ายประวัติศาสตร์ของตัวเองสู่ลูกหลานได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่จะเป็นเฉพาะที่ชุมชนหนองบัวเท่านั้น เป็นไปทั้งสังคมเลยทีเดียว
  • อีกอย่างสังคมไทย ก็ไม่นิยมเรียนรู้สังคมชุมชนตัวเองด้วย ยุคเก่าสมัยก่อน สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ การเปลี่ยนแปลงนั้น มีผลกระทบต่อชุมชนไม่มากนัก ไม่เหมือนยุคต่อมาที่สังคมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบต่อสังคมชมุชน ชนิดตั้งตัวไม่ติด ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุับันนั่นเอง
  • การเีรียนรู้ร่องรอยบรรพบุรุษอย่างที่ท่านรองผวจ.นำมาบันทึก วิเคราะห์ ให้เห็นแง่มุมที่คนส่วนมากมองไม่เห็นหรือมองข้างไปเช่นนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนหนองบัวและสังคมในวงกว้างมาก
  • ผู้เฒ่า ผู้แก่ ท่านมีวิธีจดจำที่ไม่ลืมเลือนเลย แม้อายุจะเลย ๘๐ ปีแล้วก็ตาม คือท่านสามารถท่องชื่อญาติพี่น้องของหลวงพ่อห้องได้ อย่างแม่นยำ เมื่อปีที่แล้ว(๒๕๕๕)โยมป้า โยมพ่ออาตมา ท่านท่องชื่อญาติพี่น้องของท่านเจ้าคุณห้องให้อาตมาฟัง โดยนำชื่อญาติพี่น้องของท่านมาเรียงร้อยเป็นบทกลอนเลย ฟังมาแค่ปีเดียวเอง ก็ลืมไม่เสียแล้วตอนนี้ กลับไปหนองบัว ต้องจดบันทึกไว้สักหน่อยแล้ว หลวงพ่อท่านมีพี่น้อง ๘ คน โยมพ่อท่องชื่อญาติพี่น้องหลวงพ่อห้องให้ฟัง จำได้สี่ท่านว่า เพ็ชร, พัด, หัด, ห้อง, ที่เหลืออีกสี่ท่าน จำไม่ได้
  • เรียนรู้แบบชาวบ้านเช่นนี้ รู้สึกจะยั่งยืนฝังแน่นไปตลอดชีวิตทีเดียว
  • ลูกหลานคนหนองบัว ไปเรียนหนังสือ อาศัยอยู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ มีทั้งพระและศิษย์วัด จำนวนหลายคน เคยลองสอบถามดูว่ารู้ไหมว่าหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก คนบ้านเนินพลวง ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว อดีตเจ้าคณะัจังหวัดนครสวรรค์ ท่านเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันกับเรานี่แหละ เมื่อ ๙๘ ปี หรือร้อยปีที่แล้ว(พ.ศ. ๒๔๕๘)ท่านเคยมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ อยู่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ในปีนั้นท่านมีอายุ ๒๐ ปี(๒๔๕๘) คำตอบที่ได้รับจากลูกหลาน คือไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าหลวงพ่อเจ้าคุณห้องมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
  • ขออนุโมทนาขอบคุณท่านรองผวจ.สมหมาย เป็นอย่างมากเลย ที่ได้ช่วยวิเคราะห์บทบาทพระเดชพระคุณพระเทพสิทธินายกในประเด็นนี้(การแบ่งพื้นที่ของจังหวัดอื่นมารวมกันตั้งเป็นอำเภอ อีกจังหวัดหนึ่ง)ให้ทราบ
  • ในประเด็นที่ว่าคนในพื้นที่นั้นต้องมีความกลมเกลียวเหนียวแน่นมาก จึงทำเช่นนี้ได้ คำกล่าวนี้ เห็นด้วยและขอสนับนสนุนท่านรองผวจ.ว่าเป็นไปอย่างที่กล่าวนี้จริง ๆ 
  • ที่นึกอัศจรรย์ใจอย่างมากเลยก็คือ อาตมานั้นได้ไปปากน้ำโพ ตัวเมืองนครสวรรค์ ตอนอายุ ๒๐ ปี เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง เดินทางด้วยรถยนต์ 
  • เลยนึำกจินตการไม่ออกว่า สมัยร้อยสองปีที่แล้่ว(๒๔๕๔) หนุ่มน้อยนามว่าห้อง(หลวงพ่อห้อง) อายุ ๑๖ ปี บวชเป็นสามเณรเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์ เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ว่าร้อยกว่าปีที่แล้ว จากหนองบัว ไปชุมแสง จะมีถนนหนทางให้เดิน เรือจ้างจากหนองบัว ไปชุมแสง ก็น่าจะยังไม่มีด้วย(๒๔๕๔) มีแต่ป่ารก อย่างดีก็เดินต่ายหัวคันนา เดินไปตามทางเกวียน
  • ท่านเป็นคนบ้านนอก ลูกชาวนา จากป่าเขา บ้านนา ดงดอน บ้านนอกหนองบัว เดินทางเข้าสู่เมืองกรุง เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในเมืองหลวง วาสนาดี ได้พบพระอาจารย์ที่ดีที่ีสุดรูปหนึ่งของประเทศคือสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี ป.ธ.๙)วัดมหาธาตุฯ เจ้าประคุณสมเด็จรูปนี้ มีเกียรติศัพท์เป็นที่เลื่องลือทั้งด้านความรู้ความสามารถเป็นนักบริหารการพระศาสนาให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ดีงามและมีศีลาจารวัตรงดงามเข้มงวดกวดขันในเรื่องพระวันัยส่งเสริมการศึกษา เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาก
  • หลวงพ่อพระเทพสิทธินายกนั้น มีคำกล่าวชื่มชมในข้อวัตรปฏิปทาของท่านจากศิษยานุศิษย์ว่าท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็ด้วยพระคุณท่านได้สืบทอดเจตนารมณ์ของสมเด็จพระอาจารย์ของท่านนั่นเอง
  • พระมหาแล อาสโย ขำสุข
    ๓๐  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖

อ่านแล้วรุ้สึกถึงคุณของท่านเลยครับผมคนหนองบัวแม่ใหญ่นามสกุลท้วมเทศปัจจุบันก็ห้อยรูปถ่ายหลวงปู่อยู่กับตัว ณ.ตอนนี้ที่คอมเม้นลุกชายบวชเป็นเณรภาคฤดูร้อนที่โคราชเมื่อ3วันที่แล้วได้เอารุปหลวงปู่ที่ห้อยให้ลูกเณรดูและก็เล่าประวิติหลวงปู่คร่าวๆให้ลูกเณรฟังตอนนี้แฟนท้องลูกคนที่3ตั้งใจว่าจะส่งต่อเรื่องราวดีๆแบบนี้ให้ลุกทั้ง3คนฟัง”จุดประสงค์เพื่อจะบอกลูกๆทั้ง3คนว่าไม่มีกำแพงสำหรับคนที่มีความมุ่งมั่นและพยายามอดทนสุดท้ายความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล”เหมือนเช่นหลวงปู่ที่เดินทางไปเรียนที่กรุงเทพจนสำเร็จมีความรู้ความสามารถจนสามารถกลับมาพัฒนาบ้านเกิดจนถึงทุกวันนี้”ขอบารมีหลวงปู่คุ้มครองลูกหลานให้มีความรู้ความเจริญรุ่งเรื่องสืบต่อไปด้วยเทอญสาธุ สาธุ สาธุ

อ่านแล้วรุ้สึกถึงคุณของท่านเลยครับผมคนหนองบัวแม่ใหญ่นามสกุลท้วมเทศปัจจุบันก็ห้อยรูปถ่ายหลวงปู่อยู่กับตัว ณ.ตอนนี้ที่คอมเม้นลุกชายบวชเป็นเณรภาคฤดูร้อนที่โคราชเมื่อ3วันที่แล้วได้เอารุปหลวงปู่ที่ห้อยให้ลูกเณรดูและก็เล่าประวิติหลวงปู่คร่าวๆให้ลูกเณรฟังตอนนี้แฟนท้องลูกคนที่3ตั้งใจว่าจะส่งต่อเรื่องราวดีๆแบบนี้ให้ลุกทั้ง3คนฟัง”จุดประสงค์เพื่อจะบอกลูกๆทั้ง3คนว่าไม่มีกำแพงสำหรับคนที่มีความมุ่งมั่นและพยายามอดทนสุดท้ายความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล”เหมือนเช่นหลวงปู่ที่เดินทางไปเรียนที่กรุงเทพจนสำเร็จมีความรู้ความสามารถจนสามารถกลับมาพัฒนาบ้านเกิดจนถึงทุกวันนี้”ขอบารมีหลวงปู่คุ้มครองลูกหลานให้มีความรู้ความเจริญรุ่งเรื่องสืบต่อไปด้วยเทอญสาธุ สาธุ สาธุ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี