เจริญพรท่านรองผวจ.สมหมาย  ฉัตรทอง 

  • ขอบคุณที่ท่านรองผวจ.สมหมาย นำข้อมูลความรู้นี้มาเผยแพร่ให้ลูกหลานคนหนองบัวได้อ่านกัน 
  • อาตมาตั้งแต่จำความได้ จำได้ว่าไปบ้านหลังไหนก็ตาม ในหมู่บ้านสองตำบลคือตำบลหนองกลับและตำบลหนองบัว จะเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก(ชาวบ้านจะเรียกชื่อเดิมท่านว่า ท่านเจ้าคุณห้อง)ติดไว้ที่ฝาบ้าน 
  • ภาพในความทรงจำนั้น ยังจำได้ติดตาจนทุกวันนี้ เป็นรูปถ่ายหน้าตรง ครึ่งตัว ภาพนั้นคิดว่าหลวงพ่อน่าจะถ่ายประมาณอายุสัก ๕๐ กว่าปี รูปที่ใส่กรอบติดไว้ที่ฝาบ้านนั้น จะแสดงถึงฐานะของเจ้าของบ้านด้วย คือบ้านใดมีฐานะดีหน่อย รูปจะใหญ่หน่อย นอกนั้นก็ภาพเล็กใหญ่ตามฐานานุรูปลดหลั่นกันลงไป
  • แต่อย่างน้อยขนาดของรูปไม่น่าจะต่ำกว่า ๘ คุณ ๑๐ นิ้วเป็นแน่ รูปถ่ายขนาดนี้ ใส่กรอบแล้ว ก็ไม่น้อยหรอก
  • นอกจากจะเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อตามบ้านของชาวบ้านจนชินตาแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้เด็กๆลูกหลานฟังเป็นประจำ แล้วจำกันได้เรื่อยมา คือเรื่องที่ว่าหลวงพ่อเจ้าคุณห้องนั้น เป็นคนดุมาก แล้วเรื่องนี้ก็เคยไ้ด้ยินคนเก่าเล่าว่า คนหนองบัวก็กลัวเจ้าคุณห้องไม่น้อยด้วย
  • ด้วยความที่เราเป็นเด็ก และก็เิกิดไม่ทันได้เห็นท่านด้วย เลยไม่ทราบความหมายเรื่องที่ว่าท่านเป็นคนดุตามนัยยะของชาวบ้านนั้น ว่าหมายความว่าอย่างไร ต่อมาเรื่องนี้ก็ลืมๆไป
  • เมื่อสองปีที่ผ่านมา(๑ มกราคม ๒๕๕๔) ไปหนองบัว ได้ไปเยี่ยมโยมลุงกำนันเทียม ท้วมเทศ อดีตกำนันตำบลหนองกลับ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ ๆ ของหลวงพ่อห้อง ได้สอบถามเรื่องนี้กับท่าน ลุงกำนันตอบว่าหลวงอาท่านไม่ได้เป็นคนดุ
  •  เรื่องดุไม่ดุนี้ ถ้าวิเคราะห์สภาพสังคมยุคนั้น แล้วจะมองเห็นภาพได้ดีขึ้น คือสังคมไทย ยุคก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่นิยมสั่งสอน ลูกหลาน ด้วยวัฒนธรรมรเชิงอำนาจ ด้วยการดุ ขู่ ให้เกรงกลัว เช่น ใช้ไม้เรียว เฆี่ยน ตีลูกหลาน เคยได้ยินมาว่า หลวงพ่ออ๋อย ท่านก็ใช้มาตรการที่สังคมสมัยนั้นยอมรับได้นี้ด้วยเหมือนกัน ท่านสอนพระบวชใหม่องค์ใดดื้อว่ายากสอนยาก ท่านก็เฆี่ยนตีบ้าง เท่าที่จำเป็น
  • ไม่ใช่แต่ในวัดเท่านั้นที่ใช้มาตรการนี้ แม้ในสถานศึกษาคือโรงเรียนสมัยก่อน นักเรียนรุ่นเก่าหน่อย ที่เป็นผู้สูงอายุในตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็ผ่านไม้เรียวมาเป็นส่วนใหญ่ บางทีก็พูดกันว่า ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นคนดี อย่างนี้ก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน
  • ท่านเจ้าคุณห้อง เคยเป็นที่เคารพนืบถืออย่างมากของคนหนองบัวในอดีต ดูได้จากที่แต่ละบ้านมีรูปถ่ายของท่านไว้กราบไหว้บูชาดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นที่เคารพนับถือเหมือนเดิม แต่ก็ปรากฏในหมู่คนสูงอายุที่เป็นคนร่วมสัยกับหลวงพ่อนั่นเอง คนรุ่นลูกรุ่นหลานในยุคต่อมา มักขาดการเรียนรู้เรื่องราวดี ๆ เหล่านี้ อย่างน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เลยทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นความดีงามของบรรพบุรุษตน
  • น่าคิดน่าวิเคราะห์ว่าทำไมคนหนองบัวยุคหลวงพ่อ จึงแสดงความเคารพท่านได้มากอย่างนั้น แสดงว่าหลวงพ่อท่านต้องมีความดีงามและทำประโยชน์ไว้แก่ชุมชนที่ชาวบ้านจับต้องได้ ต้องเป็นคนมีบารมีสูง เป็นที่พึ่งแก่ชาวหนองบัวได้อย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดของพ่อแม่ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ที่ท่านไม่สามารถจะผ่องถ่ายประวัติศาสตร์ของตัวเองสู่ลูกหลานได้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่จะเป็นเฉพาะที่ชุมชนหนองบัวเท่านั้น เป็นไปทั้งสังคมเลยทีเดียว
  • อีกอย่างสังคมไทย ก็ไม่นิยมเรียนรู้สังคมชุมชนตัวเองด้วย ยุคเก่าสมัยก่อน สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ การเปลี่ยนแปลงนั้น มีผลกระทบต่อชุมชนไม่มากนัก ไม่เหมือนยุคต่อมาที่สังคมเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบต่อสังคมชมุชน ชนิดตั้งตัวไม่ติด ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุับันนั่นเอง
  • การเีรียนรู้ร่องรอยบรรพบุรุษอย่างที่ท่านรองผวจ.นำมาบันทึก วิเคราะห์ ให้เห็นแง่มุมที่คนส่วนมากมองไม่เห็นหรือมองข้างไปเช่นนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนหนองบัวและสังคมในวงกว้างมาก
  • ผู้เฒ่า ผู้แก่ ท่านมีวิธีจดจำที่ไม่ลืมเลือนเลย แม้อายุจะเลย ๘๐ ปีแล้วก็ตาม คือท่านสามารถท่องชื่อญาติพี่น้องของหลวงพ่อห้องได้ อย่างแม่นยำ เมื่อปีที่แล้ว(๒๕๕๕)โยมป้า โยมพ่ออาตมา ท่านท่องชื่อญาติพี่น้องของท่านเจ้าคุณห้องให้อาตมาฟัง โดยนำชื่อญาติพี่น้องของท่านมาเรียงร้อยเป็นบทกลอนเลย ฟังมาแค่ปีเดียวเอง ก็ลืมไม่เสียแล้วตอนนี้ กลับไปหนองบัว ต้องจดบันทึกไว้สักหน่อยแล้ว หลวงพ่อท่านมีพี่น้อง ๘ คน โยมพ่อท่องชื่อญาติพี่น้องหลวงพ่อห้องให้ฟัง จำได้สี่ท่านว่า เพ็ชร, พัด, หัด, ห้อง, ที่เหลืออีกสี่ท่าน จำไม่ได้
  • เรียนรู้แบบชาวบ้านเช่นนี้ รู้สึกจะยั่งยืนฝังแน่นไปตลอดชีวิตทีเดียว
  • ลูกหลานคนหนองบัว ไปเรียนหนังสือ อาศัยอยู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ มีทั้งพระและศิษย์วัด จำนวนหลายคน เคยลองสอบถามดูว่ารู้ไหมว่าหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก คนบ้านเนินพลวง ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว อดีตเจ้าคณะัจังหวัดนครสวรรค์ ท่านเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันกับเรานี่แหละ เมื่อ ๙๘ ปี หรือร้อยปีที่แล้ว(พ.ศ. ๒๔๕๘)ท่านเคยมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ อยู่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ ในปีนั้นท่านมีอายุ ๒๐ ปี(๒๔๕๘) คำตอบที่ได้รับจากลูกหลาน คือไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าหลวงพ่อเจ้าคุณห้องมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
  • ขออนุโมทนาขอบคุณท่านรองผวจ.สมหมาย เป็นอย่างมากเลย ที่ได้ช่วยวิเคราะห์บทบาทพระเดชพระคุณพระเทพสิทธินายกในประเด็นนี้(การแบ่งพื้นที่ของจังหวัดอื่นมารวมกันตั้งเป็นอำเภอ อีกจังหวัดหนึ่ง)ให้ทราบ
  • ในประเด็นที่ว่าคนในพื้นที่นั้นต้องมีความกลมเกลียวเหนียวแน่นมาก จึงทำเช่นนี้ได้ คำกล่าวนี้ เห็นด้วยและขอสนับนสนุนท่านรองผวจ.ว่าเป็นไปอย่างที่กล่าวนี้จริง ๆ 
  • ที่นึกอัศจรรย์ใจอย่างมากเลยก็คือ อาตมานั้นได้ไปปากน้ำโพ ตัวเมืองนครสวรรค์ ตอนอายุ ๒๐ ปี เมื่อสามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง เดินทางด้วยรถยนต์ 
  • เลยนึำกจินตการไม่ออกว่า สมัยร้อยสองปีที่แล้่ว(๒๔๕๔) หนุ่มน้อยนามว่าห้อง(หลวงพ่อห้อง) อายุ ๑๖ ปี บวชเป็นสามเณรเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์ เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ว่าร้อยกว่าปีที่แล้ว จากหนองบัว ไปชุมแสง จะมีถนนหนทางให้เดิน เรือจ้างจากหนองบัว ไปชุมแสง ก็น่าจะยังไม่มีด้วย(๒๔๕๔) มีแต่ป่ารก อย่างดีก็เดินต่ายหัวคันนา เดินไปตามทางเกวียน
  • ท่านเป็นคนบ้านนอก ลูกชาวนา จากป่าเขา บ้านนา ดงดอน บ้านนอกหนองบัว เดินทางเข้าสู่เมืองกรุง เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในเมืองหลวง วาสนาดี ได้พบพระอาจารย์ที่ดีที่ีสุดรูปหนึ่งของประเทศคือสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี ป.ธ.๙)วัดมหาธาตุฯ เจ้าประคุณสมเด็จรูปนี้ มีเกียรติศัพท์เป็นที่เลื่องลือทั้งด้านความรู้ความสามารถเป็นนักบริหารการพระศาสนาให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ดีงามและมีศีลาจารวัตรงดงามเข้มงวดกวดขันในเรื่องพระวันัยส่งเสริมการศึกษา เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาก
  • หลวงพ่อพระเทพสิทธินายกนั้น มีคำกล่าวชื่มชมในข้อวัตรปฏิปทาของท่านจากศิษยานุศิษย์ว่าท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็ด้วยพระคุณท่านได้สืบทอดเจตนารมณ์ของสมเด็จพระอาจารย์ของท่านนั่นเอง
  • พระมหาแล อาสโย ขำสุข
    ๓๐  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖