ไอดิน-กลิ่นไม้  

   ไอดิน_กลิ่นไม้ หรือ ผศ.วิไล แพงศรี หรือชื่อที่หลายๆท่านเรียกว่า อาจารย์แม่

   บันทึกของอาจารย์บ่งบอกความเป็นนักวิชาการ ที่มีทั้งรายละเอียดค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้งมีภาพประกอบที่มีคำอธิบายแปะอยู่บนภาพเกือบทุกภาพ   แม้ความเห็นของอาจารย์ยังตอบเป็นขั้นเป็นตอน บางความเห็นพอๆกับบันทึกที่ให้ความเห็นเสียอีกนั้นเสียอีก     

    แล้วผมจะถอดยังไงดี...เมื่อหนุ่มโรงงานจะต้องมาถอดบทเรียนนักวิชาการ...

   ผมอ่านบันทึกของท่านหลายๆบันทึกแล้วเลือกบันทึกนี้ มาถอดบทเรียน..

ต้องขออนุญาตอาจารย์ก่อนนะครับ หากความเห็นไม่เหมาะสม ไม่ควร ในแง่ของวิชาการต้องขออภัยมาล่วงหน้า ณ ที่นี่ด้วย ครับ

   "น้ำท่วม...กับความดีงามบนความหายนะ" http://www.gotoknow.org/posts/467594 เป็นบันทึกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

   อาจารย์โปรยข้อความหน้าบันทึกเชิญชวนได้อย่างน่าติดตามอ่านว่า...

  "ท่ามกลางความหายนะมหันต์ที่เป็นผลพวงจากมหาอุทกภัย ยังมีความดีงามสว่างไสวที่ช่วยชุบชูใจให้เบิกบาน"

   " ถ้าเรายอมรับหลักการที่ว่า ในบรรดาทรัพยากรทั้งหลาย มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญมากที่สุด การได้เห็นพฤติกรรมดีงามของคนท่ามกลางความหายนะ ก็น่าจะเป็นกำลังใจได้ว่า เมืองไทยน่าจะไปรอด...

   "การกระทำที่ดีงามมีอยู่มากมายจึงไม่อาจนำมากล่าว ณ ที่นี้ ได้ทั้งหมด จึงขอนำเสนอเพียงตัวอย่างบางส่วน ที่รวบรวมได้จากบันทึกของกัลยาณมิตรชาว GotoKnow ดังนี้ ...

ความดีงามที่ 1 คือ "การเป็นคนมองโลกในแง่ดี (Optimist)" ยกตัวอย่าง คุณสันติสุข สันติศาสนสุข กัลยาณมิตรที่เป็นหนึ่งในผู้ประสบอุทกภัยที่กรุงเทพฯ ...มองเห็นความงามในความทุกข์ ดังบันทึกในรูปของบทกลอน เรื่อง “ความงามของความทุกข์” ที่ท่านสร้างไว้ ...ความ(บางวรรค)ว่า


"เห็นน้ำใจล้างน้ำตาในคราเศร้า ปลอบโยนคนปวดร้าวคลายทุกข์ร้อน

เอาความรัก ความเมตตาเอื้ออาทร ที่ซุกซ่อนอยู่ในใจออกให้ปัน ..."

   อาจารย์ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องราวและรูปภาพของมวลสรรพสิ่ง บ่งบอกให้เห็นความเมตตา...ว่า

"...เห็นน้องหมาในภาพที่ถูกเจ้าของสร้างแพให้อยู่กันตามลำพัง ก็หวังว่า พวกเขาคงจะปลอดภัย และมีคนเมตตาให้อาหารพอให้อยู่รอดได้ ..."

ความดีงามที่ 2 คือการไม่นิ่งดูดาย (อัตถจริยา) การมี "อัตถจริยา" หนึ่งในสังคหวัตถุ 4 หลักธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม คือ การทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อกัน มีภาพของกัลยาณมิตรหลายๆท่านที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนั้น เช่น

  - ท่านนงนาท สนธิสุวรรณ ได้อำนวยการให้มีการแจกจ่าย ถุงยังชีพของธนาคารไทยพาณิชย์ ไปยังผู้ประสบอุทกภัยในท้องที่ต่างๆ

- บุคลากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการประสานงานของ ดร.ขจิต ฝอยทอง ได้สละทรัพย์/มอบของบริโภค ซึ่ง ดร.ขจิต ฝอยทอง และคุณสามารถ เศรษฐวิทยา ได้สละเวลา และกำลังกายในการจัดซื้อของอุปโภค/บริโภคและเดินทางไปแจกจ่ายของยังชีพให้กับผู้ประสบภัยที่นครปฐม ด้วยตนเอง

   - และมีบันทึกของกัลยาณมิตรหลายๆท่านที่ร่วมให้กำลังใจ ...

ความดีงามที่ 3 การมีจิตวิญญาณเพื่อบ้านเมือง ดัง "คำอธิษฐานหน้าน้ำปีนี้" ของ ผศ.โสภณ เปียสนิท ซึ่งอธิษฐานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 คำอธิษฐาน 4 บทสุดท้าย ความว่า

 

     ขอให้มี "ผู้ใหญ่" ในเมืองนี้                     ทำหน้าที่ให้เต็มอย่างเข้มข้น

 วางแบบแปลนแผนจัดการงานสายชล        จากเบื้องต้นเบื้องกลางทางเบื้องปลาย

        ขอ "เรือก-สวน-ไร่-นา-บ้าน-ป่า-เขา"    เป็นอย่างเก่าสงบงามความเรียบง่าย

  ฝูงสัตว์เลี้ยงกลับบ้านผ่านความตาย             ญาติทั้งหลายรอดมาพร้อมหน้ากัน

        ขอ "ให้ฝนหยุดตก" ยกไว้ก่อน               แล้วกลับย้อนให้เย็นเป็นของขวัญ

ขอความ "หนาวอย่าหนัก" นักนิรันดร์            ขอให้ฝันเอาไว้ได้เป็นจริง

             ขอกราบองค์ทรงธรรมพระสัมพุทธ    บริสุทธิ์ร่มเย็นเป็นขวัญมิ่ง

  บารมีคุ้มภัยได้พักพิง                                   ขอทุกสิ่งกลับเป็นดังเช่นเดิม

    ความดีงามที่ 4 การมีสติและปัญญาในการพิจารณาให้เข้าใจได้ถ่องแท้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และพร้อมเผชิญและหาทางออกที่เหมาะสม ขอยกบทกลอนในบันทึกของ คุณสันติสุข สันติศาสนสุข เรื่อง "ยกใจให้พ้นน้ำ" บันทึกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 ซึ่ง 2 บทสุดท้าย ความว่า   

             พลิกใจให้ หลุดพ้น ความหม่นโศก       ไม่เป็นโรค กลัวน้ำ ขึ้นสมอง

         ได้รู้คิด รู้สำนึก รู้ตรึกตรอง                      ว่าจะต้อง อยู่ให้ได้ อย่างไรดี

...................

      ท้ายของบันทึกอาจารย์ได้เขียนถึงบุตรสาวที่ชอบทำงานเป็นจิตอาสา ได้อย่างน่าคิดว่า...

"...ก่อนมีวิกฤติอุทกภัย ผู้เขียนมองว่าการที่บุตรสาวไปทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะนั้น เป็นการทำตามแฟชั่น/ตามกลุ่มศิลปินที่เธอเป็นแฟนคลับ และถูกกลุ่มแฟนคลับชักชวนไป

   แต่พอมีวิกฤติอุทกภัย เห็นเธอไปทำงานช่วยผู้ประสบอุทกภัยโดยลำพัง เป็นผู้ชักชวนคนอื่นด้วยซ้ำ และเป็นการไปทำงานกับองค์กรอื่นด้วย

   และเธอมีการคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับการกระทำของตนโดยการถามผู้มีความรู้ลึกทางธรรมว่า การที่เธออยากทำงานเพื่อสาธารณะอยู่ตลอดมันเป็นกิเลสหรือเปล่า แต่ได้รับคำตอบว่า เป็นเมตตา ..."

.....................

  ขอบคุณ ผส.วิไล แพงศรี

  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้

  ในวันที่ฝนโปรยปราย

 ฟ้าร้องครืนเครง

26 มิถุนายน 2556

พ.แจ่มจำรัส