เรื่องเล่าจากโครงการปลูกใจรักษ์โลก



             คำว่า”ปลูกใจรักษ์โลก”ในความหมายของผม คือ การปลูกผังค่านิยมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนไทย  อาทิ  รักษาป่าและปลูกป่า  การพัฒนาแหล่งน้ำ  การพัฒนาขยะ  การพัฒนาอากาศ  และการพัฒนาดิน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาที่เกิดแล้วเป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติที่กำลังมีความเสื่อมโทรมขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังเสริมในการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์ตลอดไปจนพัฒนาพัฒนาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ให้น่าอยู่  น่าสัมผัส  ให้อยู่คงนานชั่วลูกชั่วหลาน  ตลอดไปจนการพัฒนาให้เยาวชนไทยมีความรู้  ความสามารถ  ก้าวทันโลกในศตวรรษที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

             ธรรมชาติ คือ ชีวิตของมนุษย์  “เราจำเป็นต้องพึ่งธรรมชาติในการดำเนินชีวิต  แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งเราในการดำเนินชีวิต”  เป็นบทความที่ผมมองว่า ถ้ามนุษย์เรานั้นไม่มีธรรมชาติจะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไร  ปัจจัยในการดำเนินชีวิตทั้ง 4 อย่างคือ อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ล้วนต้องพึ่งธรรมชาติทั้งสิ้น  ในขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์พึ่งพาธรรมชาติมากๆนั้นก็ต้องส่งกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติเอง  โดยการบั่นทอนทรัพยากรให้ลดลงไปทุกวัน  เช่น  ป่าไม้  แม่น้ำ  ดิน  เป็นต้น

              พลังงานสิ้นเปลืองที่มนุษย์ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน  อาทิ  น้ำมันดิบ  ถ่านหิน  ป่าไม้  ลิกไนซ์  และแร่ธาตุต่างๆที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ แต่อีกไม่นานพลังงานเหล่านี้ก็จะหมดไปเพราะเราใช้พลังงานในปริมาณที่มากมายอยู่ในทุกๆวันจึงได้มีพลีงงานหมุนเวียนเกิดขึ้นเพื่อทดแทนพลังงานหลักที่กำลังจะหายไป  อาทิ  พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม  พลังงานน้ำ  และพลังงานชีวภาพ  แต่ถึงกระนั้นเองก็ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพราะได้พลังงานในปริมาณน้อย  จากบทความข้างต้นจะเห็นได้ว่าเราจะอยู่อย่างไรในโลกที่ต่อไปจะมีพลังงานอันน้อยนิดโดยที่เราจะต้องทรัพยากรณ์อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด

              ดิน  น้ำ  ป่า  อากาศ  คือ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลกโดยที่มนุษย์จะขาดเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะทั้ง 4 อย่างนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องพึ่งพาในการดำเนินชีวิตของเราอยู่ในทุกๆวัน  แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังมีความเสื่อมโทรมของ 4 ทรัพยากรณ์สำคัญนี้ได้แก่

ดิน – ความเสื่อมโทรม ได้แก่ การฉีดสารเคมีใส่ดินมากเกินไปจนทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ / ความเป็นกรด-  เบสของดินมากเกินไปและดินมีสารอินทรีย์ต่ำ  เป็นต้น

น้ำ – ความเสื่อมโทรม ได้แก่  การปล่อยน้ำเสียน้ำใช้ตามอาคารบ้านเรือนลงลำคลองทำให้เกิดน้ำเน่าเสียขึ้น  เป็นต้น

ป่า – ความเสื่อมโทรม ได้แก่  การตัดไม้ทำลายป่า  การทำไร่เลื่อยลอย เป็นต้น

อากาศ – ความเสื่อมโทรม ได้แก่  การเผาขยะ  การปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงงาน  ไอเสียจากรถยนต์ ที่มีการปล่อยอากาศเสียอยู่ทุกๆวัน

                จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีความเสื่อมโทรมและเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกๆวันคือมนุษย์นั่นเองที่เป็นต้นเหตุสำคัญ  จึงได้มีกลุ่มที่คอยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น  โดยมีกลุ่มจิตอาสา  กลุ่มเยาวชน  และมูลนิธิต่างๆที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คอื การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่แล้วพัฒนาให้ดีขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง

                 ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาในโครงการปลูกใจรักษ์โลกของมูลนิธิกองทุนไทยและธนาคารไทยพาณิชย์  เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้น  มีความอยากรู้อยากเห็น  อยากสัมผัสกับแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งแรกของชีวิตว่าเป็นอย่างไร  ทำอย่างไร  มีแนวทางอย่างไร  นับว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ผมเองและทางกลุ่มเองได้เข้าร่วม  ได้เข้ามามีบทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งแต่เดิมผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจในด้านของสิ่งแวดล้อมใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลืองไปทุกๆวัน  อาทิ  ค่านิยมผิดๆที่ใช้กระดาษหน้าเดียว  เปิดไปในขณะตอนกลางวันซึ่งก็มีแสงสว่างอยู่แล้ว  และใช้น้ำในปริมาณมากในขณะล้างมือ  เป็นต้น  เมื่อได้เข้ามาในโครงการนี้จึงได้เห็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างนุ่มลึกซึ่งแต่ก่อนนั้นผมเองมองข้ามแล้วจึงได้ทราบหัวใจสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมอยู่อย่างยั่งยืนได้นั่นคือมนุษย์นั่นเอง  ฉะนั้นแล้วเมื่อได้เห็นปัญหาก็ต้องแก้ไปปัญหาที่ตัวของมนุษย์เองซึ่งจะเป็นโจทย์หลักในมนุษย์ได้คิดต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมนั้นดีขึ้นและจะช่วยพัฒนาทัศนคติของมนุษย์เองนั้ให้ดีขึ้นอย่างไร โดยตัวผมเองมองว่าในการที่จะพัฒนาสิ่งใดนั้นจะต้องมีการ “ ระเบิดมาจากด้านใน”  เสมอ  อาจเป็นหน่วยงานหลักได้รู้ ได้เข้าใจแล้วนำความเข้าใจนี้มาถ่ายทอดให้หน่วยงานย่อยได้เข้าใจตามไปด้วย  หรือ ผู้บริหารองค์กรลงมาพัฒนาองค์กรด้วยตนเอง  เป็นต้น  เพราะฉะนั้นเองในการพัฒนามนุษย์ผู้พัฒนาก็ต้องเห็นเป้าหมายของการพัฒนาอย่างชัดเจนเสียก่อน  ถึงจะมาสารถสร้างฐานจิตใจได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาวและมีความมั่นคง  ยั่งยืน

                จากเดิมตัวของผมเองมีความรู้พื้นฐานด้านโครงการอยู่ในระดับเบื้องต้นแล้วพอได้เข้าร่วมโครงการปลูกใจรักษ์โลกนั้นจึงได้มีความรู้สึกที่ต่างออกไปจากโครงการและโครงงานที่ผมเคยได้ทำ  ได้สำผัส  ได้ปฏิบัติ มาทั้งหมด  โครงการปลูกใจรักษ์โลกให้แนวคิดของการพัฒนา  ชี้ให้เห็นแนวทางของความพอเพียงผ่านเครื่องมือทางการคิดวิเคราะห์ที่ได้ถ่ายทอดมาตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมแล้วยังได้ประสบการณ์การทำงานในชีวิตจริง  สอนกระบวนการคิดโครงการจากรากนำไปสู่ผลที่ออกมาตามความเหมาะสม

                โครงการลดมลพิษฟื้นชีวิตดินเป็นโครงการที่ช่วยให้ชาวหมู่บ้านแบก  ตำบลนาทอง  อำเภอเชียงยืน  จังหวัดมหาสารคาม  ได้เห็น  ได้ตระหนักในพิษภัยของสารเคมีที่ชาวบ้านเองใช้ในการเกษตรมากยิ่งขึ้น  มีผลจากการสำรวจของทีมวิจัยชาวบ้านพบว่าชาวบ้านทำการเกษตรนั้นมีประมาณ 90%  ของหมู่บ้าน  ทำการเกษตรโดยมีการปลูกพืชประเภทแตง  ฟัก  และบวบ  ส่วนมากจะเป็นแตงโมและแตงแคนตาลุป  ใน 90 %  ของหมู่บ้านนี้เองได้ใช้สารเคมีในการเกษตรทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะเมล็ดจนนำเมล็ดออกขายจึงทำเองเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ดิน เพราะมำให้ดินนี้เองมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีสารอินทรีย์ในดินต่ำ  ประเภทของสารเคมีที่ชาวบ้านใช้ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในประเภทของ สารกลุ่ม ออร์กาโนคลอไรท์  ออร์กาโนฟอตเฟต  ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษสูงสามารถตกค้างในดินได้เป็นร้อยปีจึงทำให้เกิดปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ขึ้นแล้วจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อขาวบ้านเองขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ปลูก  ผู้รับจ้าง  หรือผู้บริโภค  โดยจะมีผลใน 2 ลักษณะคือ อาการพิษในระยะสะสมได้แก่  สารเคมีเข้าไปในร่างกายเรื่อยๆทำให้เกิดการสะสมในปริมาณที่สามารถเป็นพิษในร่างกาย  และอาการพิษเฉียบพลัน  ได้แก่  คลื่นไส้  ท้องเสีย  หน้ามือ  เป็นผื่นแดง  หรือ ชอร์ค  เป็นต้น  ชาวบ้านแบกได้ทำการเกษตรแบบพันธสัญญา  ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่ผูกมัดกับบริษัทนายทุนโดยที่นายทุนจะอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านทุกอย่าง เช่น  เจกอุปกรณ์  แจกปุ๋ยเร่ง  แจกยาฆ่าแมลงเป็นต้น

                 จากการเห็นสภาพปัญหาจึงตามมาซึ่งการลงสำรวจข้อมูลและสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านในเรื่องของการทำการเกษตรชาวบ้านส่วนใหญ่พาลูกหลานลงแปลงทำการเกษตรด้วยเพื่อทำงานช่วยกันในครอบครัวแต่ลูกหลานเหล่านี้ไม่ชอบการใส่ถุงมือเพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหายจึงมีการสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง  แล้วจากการสำรวจจึงได้รู้อีกอย่างว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งที่อยากได้ผลผลิตที่ดีก็ซื้อยาฆ่าแมลงที่ผิดกฏหมายมาใช้อีก  เช่น  เมโทมิล  ฟังกุราน  พอส  ซึ่งสารเคมีทั้ง 3 ประเภทนี้กฏหมายได้ประกาศยกเลิกการค้าไปแล้วในประเทศไทยแต่ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกๆวัน  เยาวชนส่วนใหญ่ที่พ่อแม่พามาลงแปลงในตอนตี 2 -4 ที่ผสมพันธ์แตงนั้นมีช่วงอายุตั้งแต่ ป.1  เป็นต้นไป  ซึ่งเยาวชนกลุ่มนี้ถูกว่าจ้างโดยผู้ปกครองโดยวันละประมาณ  200 – 300 บาท  จึงเป็นจุดดลใจของเด็กเป็นอย่างยิ่ง  จากการสำรวจในระยะแรกสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

ข้อดี -  ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว

ข้อเสีย –  มีการคลุกคลีอยู่กับสารเคมีซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตของตนเองรวมทั้งเป็การทำลายสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

                จากผลการสำรวจจึงได้มาซึ่งการประชุมและวางรากฐานของการดำเนินงานโดยในการดำเนินงานนี้ทางกลุ่มเยาวชนเองได้ชี้เป้าหมายไปที่การปรับทัศนคติของกลุ่มผู้ใหญ่ในหมู่บ้านโดยใช้กลุ่มลูกหลานเป็นทุนในการขับเคลื่อนจึงทำให้เป็นการพัฒนาลูกหลานนี้ควบคู่ไปด้วย  ดังนั้นจึงมีการสร้างอยู่ 2 กลุ่ม หลักๆ  คือ  กลุ่มเครือข่าย – เป็นเด็กนักเรียนมัธยมในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านแบก  และกลุ่ม เยาวชน – เป็นเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแบกสมบูรณ์วิทย์  จากการทำงานมีเป้าหมายสูงสุดคืออยากให้ชาวบ้านมีความปลอดภัยจากสารเคมีทางการเกษตรโดยมีการป้องกันอย่างมิชิดและมีตลาดเขียวเกิดขึ้นในหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่ปลอดสารเคมีแล้วมีความปลอดภัยในการบริโภค

                การดำเนินงานขั้นตอนแรกคือการศึกษาข้อมูลโดยทางกลุ่มไปศึกษาหาข้อมูลที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอยู่ 2 ครั้ง ซึ่งทั้ง 2 ครั้งนี้โดยมีอาจารย์  ดร. ปิยะเนตร  และ รศ.ดร.ขนิษฐา  เป็นผู้ให้ความรู้และข้อมูลประกอบด้วยทั้งคำแนะนำต่างๆแล้วจากการศึกษาจริงจึงพบว่าในการตรวจสารเคมีในการเกษตรจริงๆนั้นจะต้องใช้งบประมาณที่มากเกินกว่าทุนที่กลุ่มมีอยู่จึงแปรเปลี่ยนเป็นการตรวจหาธาตุในดินแทนเพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างไร  ความเป็นกรด – ด่าง  และแร่ธาตุต่างๆ

การดำเนินงานขั้นที่ 2 มี 2 กิจกรรมดังนี้

               กิจกรรมเพื่อนบอกเพื่อน  เป็นกิจกรรมที่สร้างกลุ่มเครือข่ายให้เกิดขึ้นโดยกลุ่มเครือข่ายนี้คือเด็กนักเรียนมัธยมในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านแบกและเป็นลูกหลานของชางหมู่บ้านแบก  โดยมีจุดประสงค์ คือ การเน้นย้ำให้เพื่อนๆตระหนักรู้  ตระหนักทราบถึงพิษภัยของสารเคมีต่อสิ่งแวดล้อมและในร่างกายของมนุษย์เองแล้วเป้าหมายสูงสุดของกิจกรรมคือการที่เพื่อนเหล่านี้ได้พูดคุยกับผู้ปกครองในการทำการเกษตร

               กิจกรรมรักบ้านเกิด  เป็นกิจกรรมที่สร้างกลุ่มเยาวชนขึ้นโดยกลุ่มเยาวชนนี้คือเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแบกสมบูรณ์วิทย์แล้วเด็กกลุ่มนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่เป็นลูกหลานของชาวบ้านในหมู่บ้านแบกได้รู้ถึงพิษภัยของสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร  ได้รู้ถึงผลกระทบของสารเคมีแล้วเป้าหมายสูงสุดก็เช่นเดียวกันกับการสร้างกลุ่มเครือข่ายคือกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ได้พูดคุยกับผู้ปกครองในการทำการเกษตร

               การดำเนินงานขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นคืนข้อมูลให้กับชาวบ้านในข้อมูลที่ทางกลุ่มได้ศึกษาและลงสำรวจเองมาเป็นระยะเวลา 1 ปี  ได้แก่  ผลการตรวจเลือดจากกลุ่มวิจัยชาวบ้าน  ผลตรวจดิน  ผลกระทบของสารเคมี  เป็นต้น  โดยในกิจกรรมมีการแสดงละครเพื่อเน้นย้ำความตระหนักให้กับชาวบ้านอีทั้งมีเวทีเสวนาชาวบ้านโดยจัดทำเป็นวงแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อความชัดเจนทางความเข้าใจกันในหมู่บ้านและเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการดำเนินชีวิตของตนเองประกอบด้วยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีวิต 

               กลุ่มเยาวชนฮักนะเชียงยืนเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันขึ้นเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรณ์ธรรมชาติที่มีอยู่เดิมให้คงไว้ด้วยเหตุผลของความเป็นจริง  เริ่มแรกในระยะก่อตั้งนั้นมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 10 คน  ซึ่ง ทั้ง 10 คนนี้ เป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน  อยู่ ม. 5  จำนวน 9 คน  และ ม.4  จำนวน 1 คน  แล้วต่อมาได้มีการพัฒนาต่อเป็นรุ่น 2 โดยการเปิดรับสมัครเป็นชุมนุมและการเชิญชวน  จึงได้ สมาชิกรุ่น 2 ทั้งหมดอีก  8 คน  รวมทั้งสองรุ่นนี้เป็น 18 คน  ซึ่งในปีต่อมาสมาชิกรุ่นที่สองนี้ก็จะดำรงเจตนารมณ์เช่นเดียวกันกับรุ่นแรก  โดยในการทำงานนนี้สมาชิกรุ่นที่สองจะเป็นกำลังหลักในการทำงานส่วนรุ่นแรกจะเลื่อนขึ้นไปเป็นที่ปรึกษาตามความเหมาะสม

              จากทำโครงการทั้งหมดมาเป็นระยะเวลา  1  ปีเต็ม  มีบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ในโครงการปลูกใจรักษ์โลกอยู่หลายประการ  ได้แก่ 

1. การทำงานกลุ่ม  คือ  กระประชุมกันทั้งก่อนทำงาน  ขณะทำงาน  และหลังทำงานเพื่อทบทวนงานแล้วแลกเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อกัน  ตลอดไปจนการไว้วางใจกันในการทำงาน

2. การเข้าสังคม  คอื  การเข้าพูดคุยกับชาวบ้าน  เข้าหาผู้ใหญ่ในทางราชการ

3.การแขวนความรู้สึก  คือ  เป็นการเก็บความรู้สึกบางส่วนไว้ในใจของเราเพราะในการที่เราพูดไปนั้นอาจทำให้เกิดภาวะของความเข้าใจไม่ตรงกันก็เป็นได้

4. หลักการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน  คือ การให้เป็นเป็นแบบแผนโมเดลเช่นการคิดแบบต้นไม้จากรากสู่ผล  โจทย์ คือ  จะปรุบปรุงดูแลรากอย่างให้ให้ได้ดอกผลที่สวยงาม

5.การเรียนรู้ด้วยตนเอง  คือ  ความรู้ที่ได้จากการศึกษาและลงมือทำด้วยตนเอง  ในการศึกษานี้เป็นการศึกษาไม่จำกัพรมแดนทางเทคโนโลยีเพราะทุกสิ่งคือการเรียนรู้  การเรียนรู้อาจได้มาจาก  ประสบการณ์  ความรู้สึก  และการพูดคุย  ตลิดไปจนกระบวนการการทำงานต่างๆที่เราสนใจ

6.การจัดสรรค์เวลา  คือ  การบริหารตนเองถือเป็นการพัฒนาตนเองโดยตรงเพราะทุกคนมีเวลาที่เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารเวลาของเรานี้อย่างไรให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงบริบทรอบด้าน

7. การคิดอย่างพอเพียง  คือ การคิดอย่างรอบคอบ  มีความระมัดระวัง  โดยการมองที่ตนเองเป็นหลักสำคัญ  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุ  มีผลในการคิด  คิดถึงในสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่เป็นผลมาจากที่เราได้กระทำทั้งภายในและภายนอก

8.การยืนหยัดด้วยตนเอง  คือ  การพึ่งพาตนเองเป็นหลักสำคัญคิดว่าสิ่งที่สามารถทำได้แน่นอน คือ ตนเองแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมารถ  มีความมั่นใจในตนเอง  มีความรับผิดชอบในงานที่กำหนดหรือได้รีบมอบหมายก้วไปสู่ทักษะของการทำงานด้วยการคิดอย่างรอบคอบตามความเหมาะสม

                ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าของโครงการลดมลพิษฟื้นชีวิตดินจะเป็นอย่างไร  จะสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชาวบ้านได้หรือไม่ส่วนตัวผมมองว่าประเมินค่อยข้างยากแต่สิ่งที่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ คือ ทัศนะคติของผมเปลี่ยนไปกับความคิดที่เปลี่ยนแปลงเพราะโครงการปลูกใจรักษ์โลกที่พัฒนาเยาวชนให้ใความคิดที่ดี  คิดรอบคอบ  และสามารถนำความคิดที่ได้เหล่านี้มาใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างเหมาะสม