เรื่องเล่าจากโครงการปลูกใจรักษ์โลก
คำว่า”ปลูกใจรักษ์โลก”ในความหมายของผม คือ การปลูกผังค่านิยมปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนไทย อาทิ รักษาป่าและปลูกป่า การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาขยะ การพัฒนาอากาศ และการพัฒนาดิน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาที่เกิดแล้วเป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติที่กำลังมีความเสื่อมโทรมขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกำลังเสริมในการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์ตลอดไปจนพัฒนาพัฒนาสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ให้น่าอยู่ น่าสัมผัส ให้อยู่คงนานชั่วลูกชั่วหลาน ตลอดไปจนการพัฒนาให้เยาวชนไทยมีความรู้ ความสามารถ ก้าวทันโลกในศตวรรษที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ธรรมชาติ คือ ชีวิตของมนุษย์ “เราจำเป็นต้องพึ่งธรรมชาติในการดำเนินชีวิต แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งเราในการดำเนินชีวิต” เป็นบทความที่ผมมองว่า ถ้ามนุษย์เรานั้นไม่มีธรรมชาติจะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไร ปัจจัยในการดำเนินชีวิตทั้ง 4 อย่างคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ล้วนต้องพึ่งธรรมชาติทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์พึ่งพาธรรมชาติมากๆนั้นก็ต้องส่งกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติเอง โดยการบั่นทอนทรัพยากรให้ลดลงไปทุกวัน เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ ดิน เป็นต้น
พลังงานสิ้นเปลืองที่มนุษย์ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อาทิ น้ำมันดิบ ถ่านหิน ป่าไม้ ลิกไนซ์ และแร่ธาตุต่างๆที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ แต่อีกไม่นานพลังงานเหล่านี้ก็จะหมดไปเพราะเราใช้พลังงานในปริมาณที่มากมายอยู่ในทุกๆวันจึงได้มีพลีงงานหมุนเวียนเกิดขึ้นเพื่อทดแทนพลังงานหลักที่กำลังจะหายไป อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวภาพ แต่ถึงกระนั้นเองก็ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพราะได้พลังงานในปริมาณน้อย จากบทความข้างต้นจะเห็นได้ว่าเราจะอยู่อย่างไรในโลกที่ต่อไปจะมีพลังงานอันน้อยนิดโดยที่เราจะต้องทรัพยากรณ์อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด
ดิน น้ำ ป่า อากาศ คือ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลกโดยที่มนุษย์จะขาดเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะทั้ง 4 อย่างนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องพึ่งพาในการดำเนินชีวิตของเราอยู่ในทุกๆวัน แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังมีความเสื่อมโทรมของ 4 ทรัพยากรณ์สำคัญนี้ได้แก่
ดิน – ความเสื่อมโทรม ได้แก่ การฉีดสารเคมีใส่ดินมากเกินไปจนทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ / ความเป็นกรด- เบสของดินมากเกินไปและดินมีสารอินทรีย์ต่ำ เป็นต้น
น้ำ – ความเสื่อมโทรม ได้แก่ การปล่อยน้ำเสียน้ำใช้ตามอาคารบ้านเรือนลงลำคลองทำให้เกิดน้ำเน่าเสียขึ้น เป็นต้น
ป่า – ความเสื่อมโทรม ได้แก่ การตัดไม้ทำลายป่า การทำไร่เลื่อยลอย เป็นต้น
อากาศ – ความเสื่อมโทรม ได้แก่ การเผาขยะ การปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงงาน ไอเสียจากรถยนต์ ที่มีการปล่อยอากาศเสียอยู่ทุกๆวัน
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีความเสื่อมโทรมและเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกๆวันคือมนุษย์นั่นเองที่เป็นต้นเหตุสำคัญ จึงได้มีกลุ่มที่คอยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น โดยมีกลุ่มจิตอาสา กลุ่มเยาวชน และมูลนิธิต่างๆที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คอื การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่แล้วพัฒนาให้ดีขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง
ก้าวแรกที่ย่างเข้ามาในโครงการปลูกใจรักษ์โลกของมูลนิธิกองทุนไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้น มีความอยากรู้อยากเห็น อยากสัมผัสกับแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งแรกของชีวิตว่าเป็นอย่างไร ทำอย่างไร มีแนวทางอย่างไร นับว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ผมเองและทางกลุ่มเองได้เข้าร่วม ได้เข้ามามีบทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งแต่เดิมผมเองเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจในด้านของสิ่งแวดล้อมใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลืองไปทุกๆวัน อาทิ ค่านิยมผิดๆที่ใช้กระดาษหน้าเดียว เปิดไปในขณะตอนกลางวันซึ่งก็มีแสงสว่างอยู่แล้ว และใช้น้ำในปริมาณมากในขณะล้างมือ เป็นต้น เมื่อได้เข้ามาในโครงการนี้จึงได้เห็นปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างนุ่มลึกซึ่งแต่ก่อนนั้นผมเองมองข้ามแล้วจึงได้ทราบหัวใจสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมอยู่อย่างยั่งยืนได้นั่นคือมนุษย์นั่นเอง ฉะนั้นแล้วเมื่อได้เห็นปัญหาก็ต้องแก้ไปปัญหาที่ตัวของมนุษย์เองซึ่งจะเป็นโจทย์หลักในมนุษย์ได้คิดต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมนั้นดีขึ้นและจะช่วยพัฒนาทัศนคติของมนุษย์เองนั้ให้ดีขึ้นอย่างไร โดยตัวผมเองมองว่าในการที่จะพัฒนาสิ่งใดนั้นจะต้องมีการ “ ระเบิดมาจากด้านใน” เสมอ อาจเป็นหน่วยงานหลักได้รู้ ได้เข้าใจแล้วนำความเข้าใจนี้มาถ่ายทอดให้หน่วยงานย่อยได้เข้าใจตามไปด้วย หรือ ผู้บริหารองค์กรลงมาพัฒนาองค์กรด้วยตนเอง เป็นต้น เพราะฉะนั้นเองในการพัฒนามนุษย์ผู้พัฒนาก็ต้องเห็นเป้าหมายของการพัฒนาอย่างชัดเจนเสียก่อน ถึงจะมาสารถสร้างฐานจิตใจได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาวและมีความมั่นคง ยั่งยืน
จากเดิมตัวของผมเองมีความรู้พื้นฐานด้านโครงการอยู่ในระดับเบื้องต้นแล้วพอได้เข้าร่วมโครงการปลูกใจรักษ์โลกนั้นจึงได้มีความรู้สึกที่ต่างออกไปจากโครงการและโครงงานที่ผมเคยได้ทำ ได้สำผัส ได้ปฏิบัติ มาทั้งหมด โครงการปลูกใจรักษ์โลกให้แนวคิดของการพัฒนา ชี้ให้เห็นแนวทางของความพอเพียงผ่านเครื่องมือทางการคิดวิเคราะห์ที่ได้ถ่ายทอดมาตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมแล้วยังได้ประสบการณ์การทำงานในชีวิตจริง สอนกระบวนการคิดโครงการจากรากนำไปสู่ผลที่ออกมาตามความเหมาะสม
โครงการลดมลพิษฟื้นชีวิตดินเป็นโครงการที่ช่วยให้ชาวหมู่บ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ได้เห็น ได้ตระหนักในพิษภัยของสารเคมีที่ชาวบ้านเองใช้ในการเกษตรมากยิ่งขึ้น มีผลจากการสำรวจของทีมวิจัยชาวบ้านพบว่าชาวบ้านทำการเกษตรนั้นมีประมาณ 90% ของหมู่บ้าน ทำการเกษตรโดยมีการปลูกพืชประเภทแตง ฟัก และบวบ ส่วนมากจะเป็นแตงโมและแตงแคนตาลุป ใน 90 % ของหมู่บ้านนี้เองได้ใช้สารเคมีในการเกษตรทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะเมล็ดจนนำเมล็ดออกขายจึงทำเองเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ดิน เพราะมำให้ดินนี้เองมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีสารอินทรีย์ในดินต่ำ ประเภทของสารเคมีที่ชาวบ้านใช้ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในประเภทของ สารกลุ่ม ออร์กาโนคลอไรท์ ออร์กาโนฟอตเฟต ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่มีความเป็นพิษสูงสามารถตกค้างในดินได้เป็นร้อยปีจึงทำให้เกิดปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์ขึ้นแล้วจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อขาวบ้านเองขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ปลูก ผู้รับจ้าง หรือผู้บริโภค โดยจะมีผลใน 2 ลักษณะคือ อาการพิษในระยะสะสมได้แก่ สารเคมีเข้าไปในร่างกายเรื่อยๆทำให้เกิดการสะสมในปริมาณที่สามารถเป็นพิษในร่างกาย และอาการพิษเฉียบพลัน ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสีย หน้ามือ เป็นผื่นแดง หรือ ชอร์ค เป็นต้น ชาวบ้านแบกได้ทำการเกษตรแบบพันธสัญญา ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่ผูกมัดกับบริษัทนายทุนโดยที่นายทุนจะอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้านทุกอย่าง เช่น เจกอุปกรณ์ แจกปุ๋ยเร่ง แจกยาฆ่าแมลงเป็นต้น
จากการเห็นสภาพปัญหาจึงตามมาซึ่งการลงสำรวจข้อมูลและสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านในเรื่องของการทำการเกษตรชาวบ้านส่วนใหญ่พาลูกหลานลงแปลงทำการเกษตรด้วยเพื่อทำงานช่วยกันในครอบครัวแต่ลูกหลานเหล่านี้ไม่ชอบการใส่ถุงมือเพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหายจึงมีการสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง แล้วจากการสำรวจจึงได้รู้อีกอย่างว่าชาวบ้านส่วนหนึ่งที่อยากได้ผลผลิตที่ดีก็ซื้อยาฆ่าแมลงที่ผิดกฏหมายมาใช้อีก เช่น เมโทมิล ฟังกุราน พอส ซึ่งสารเคมีทั้ง 3 ประเภทนี้กฏหมายได้ประกาศยกเลิกการค้าไปแล้วในประเทศไทยแต่ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกๆวัน เยาวชนส่วนใหญ่ที่พ่อแม่พามาลงแปลงในตอนตี 2 -4 ที่ผสมพันธ์แตงนั้นมีช่วงอายุตั้งแต่ ป.1 เป็นต้นไป ซึ่งเยาวชนกลุ่มนี้ถูกว่าจ้างโดยผู้ปกครองโดยวันละประมาณ 200 – 300 บาท จึงเป็นจุดดลใจของเด็กเป็นอย่างยิ่ง จากการสำรวจในระยะแรกสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
ข้อดี - ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว
ข้อเสีย – มีการคลุกคลีอยู่กับสารเคมีซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตของตนเองรวมทั้งเป็การทำลายสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย
จากผลการสำรวจจึงได้มาซึ่งการประชุมและวางรากฐานของการดำเนินงานโดยในการดำเนินงานนี้ทางกลุ่มเยาวชนเองได้ชี้เป้าหมายไปที่การปรับทัศนคติของกลุ่มผู้ใหญ่ในหมู่บ้านโดยใช้กลุ่มลูกหลานเป็นทุนในการขับเคลื่อนจึงทำให้เป็นการพัฒนาลูกหลานนี้ควบคู่ไปด้วย ดังนั้นจึงมีการสร้างอยู่ 2 กลุ่ม หลักๆ คือ กลุ่มเครือข่าย – เป็นเด็กนักเรียนมัธยมในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านแบก และกลุ่ม เยาวชน – เป็นเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแบกสมบูรณ์วิทย์ จากการทำงานมีเป้าหมายสูงสุดคืออยากให้ชาวบ้านมีความปลอดภัยจากสารเคมีทางการเกษตรโดยมีการป้องกันอย่างมิชิดและมีตลาดเขียวเกิดขึ้นในหมู่บ้านเพื่อให้ชาวบ้านมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่ปลอดสารเคมีแล้วมีความปลอดภัยในการบริโภค
การดำเนินงานขั้นตอนแรกคือการศึกษาข้อมูลโดยทางกลุ่มไปศึกษาหาข้อมูลที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอยู่ 2 ครั้ง ซึ่งทั้ง 2 ครั้งนี้โดยมีอาจารย์ ดร. ปิยะเนตร และ รศ.ดร.ขนิษฐา เป็นผู้ให้ความรู้และข้อมูลประกอบด้วยทั้งคำแนะนำต่างๆแล้วจากการศึกษาจริงจึงพบว่าในการตรวจสารเคมีในการเกษตรจริงๆนั้นจะต้องใช้งบประมาณที่มากเกินกว่าทุนที่กลุ่มมีอยู่จึงแปรเปลี่ยนเป็นการตรวจหาธาตุในดินแทนเพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างไร ความเป็นกรด – ด่าง และแร่ธาตุต่างๆ
การดำเนินงานขั้นที่ 2 มี 2 กิจกรรมดังนี้
กิจกรรมเพื่อนบอกเพื่อน เป็นกิจกรรมที่สร้างกลุ่มเครือข่ายให้เกิดขึ้นโดยกลุ่มเครือข่ายนี้คือเด็กนักเรียนมัธยมในโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคมที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านแบกและเป็นลูกหลานของชางหมู่บ้านแบก โดยมีจุดประสงค์ คือ การเน้นย้ำให้เพื่อนๆตระหนักรู้ ตระหนักทราบถึงพิษภัยของสารเคมีต่อสิ่งแวดล้อมและในร่างกายของมนุษย์เองแล้วเป้าหมายสูงสุดของกิจกรรมคือการที่เพื่อนเหล่านี้ได้พูดคุยกับผู้ปกครองในการทำการเกษตร
กิจกรรมรักบ้านเกิด เป็นกิจกรรมที่สร้างกลุ่มเยาวชนขึ้นโดยกลุ่มเยาวชนนี้คือเด็กนักเรียนประถมในโรงเรียนแบกสมบูรณ์วิทย์แล้วเด็กกลุ่มนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่เป็นลูกหลานของชาวบ้านในหมู่บ้านแบกได้รู้ถึงพิษภัยของสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ได้รู้ถึงผลกระทบของสารเคมีแล้วเป้าหมายสูงสุดก็เช่นเดียวกันกับการสร้างกลุ่มเครือข่ายคือกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ได้พูดคุยกับผู้ปกครองในการทำการเกษตร
การดำเนินงานขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นคืนข้อมูลให้กับชาวบ้านในข้อมูลที่ทางกลุ่มได้ศึกษาและลงสำรวจเองมาเป็นระยะเวลา 1 ปี ได้แก่ ผลการตรวจเลือดจากกลุ่มวิจัยชาวบ้าน ผลตรวจดิน ผลกระทบของสารเคมี เป็นต้น โดยในกิจกรรมมีการแสดงละครเพื่อเน้นย้ำความตระหนักให้กับชาวบ้านอีทั้งมีเวทีเสวนาชาวบ้านโดยจัดทำเป็นวงแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อความชัดเจนทางความเข้าใจกันในหมู่บ้านและเป็นการชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการดำเนินชีวิตของตนเองประกอบด้วยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีวิต
กลุ่มเยาวชนฮักนะเชียงยืนเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันขึ้นเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรณ์ธรรมชาติที่มีอยู่เดิมให้คงไว้ด้วยเหตุผลของความเป็นจริง เริ่มแรกในระยะก่อตั้งนั้นมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 10 คน ซึ่ง ทั้ง 10 คนนี้ เป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน อยู่ ม. 5 จำนวน 9 คน และ ม.4 จำนวน 1 คน แล้วต่อมาได้มีการพัฒนาต่อเป็นรุ่น 2 โดยการเปิดรับสมัครเป็นชุมนุมและการเชิญชวน จึงได้ สมาชิกรุ่น 2 ทั้งหมดอีก 8 คน รวมทั้งสองรุ่นนี้เป็น 18 คน ซึ่งในปีต่อมาสมาชิกรุ่นที่สองนี้ก็จะดำรงเจตนารมณ์เช่นเดียวกันกับรุ่นแรก โดยในการทำงานนนี้สมาชิกรุ่นที่สองจะเป็นกำลังหลักในการทำงานส่วนรุ่นแรกจะเลื่อนขึ้นไปเป็นที่ปรึกษาตามความเหมาะสม
จากทำโครงการทั้งหมดมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม มีบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ในโครงการปลูกใจรักษ์โลกอยู่หลายประการ ได้แก่
1. การทำงานกลุ่ม คือ กระประชุมกันทั้งก่อนทำงาน ขณะทำงาน และหลังทำงานเพื่อทบทวนงานแล้วแลกเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อกัน ตลอดไปจนการไว้วางใจกันในการทำงาน
2. การเข้าสังคม คอื การเข้าพูดคุยกับชาวบ้าน เข้าหาผู้ใหญ่ในทางราชการ
3.การแขวนความรู้สึก คือ เป็นการเก็บความรู้สึกบางส่วนไว้ในใจของเราเพราะในการที่เราพูดไปนั้นอาจทำให้เกิดภาวะของความเข้าใจไม่ตรงกันก็เป็นได้
4. หลักการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน คือ การให้เป็นเป็นแบบแผนโมเดลเช่นการคิดแบบต้นไม้จากรากสู่ผล โจทย์ คือ จะปรุบปรุงดูแลรากอย่างให้ให้ได้ดอกผลที่สวยงาม
5.การเรียนรู้ด้วยตนเอง คือ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาและลงมือทำด้วยตนเอง ในการศึกษานี้เป็นการศึกษาไม่จำกัพรมแดนทางเทคโนโลยีเพราะทุกสิ่งคือการเรียนรู้ การเรียนรู้อาจได้มาจาก ประสบการณ์ ความรู้สึก และการพูดคุย ตลิดไปจนกระบวนการการทำงานต่างๆที่เราสนใจ
6.การจัดสรรค์เวลา คือ การบริหารตนเองถือเป็นการพัฒนาตนเองโดยตรงเพราะทุกคนมีเวลาที่เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับว่าเราจะบริหารเวลาของเรานี้อย่างไรให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงบริบทรอบด้าน
7. การคิดอย่างพอเพียง คือ การคิดอย่างรอบคอบ มีความระมัดระวัง โดยการมองที่ตนเองเป็นหลักสำคัญ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุ มีผลในการคิด คิดถึงในสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่เป็นผลมาจากที่เราได้กระทำทั้งภายในและภายนอก
8.การยืนหยัดด้วยตนเอง คือ การพึ่งพาตนเองเป็นหลักสำคัญคิดว่าสิ่งที่สามารถทำได้แน่นอน คือ ตนเองแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมารถ มีความมั่นใจในตนเอง มีความรับผิดชอบในงานที่กำหนดหรือได้รีบมอบหมายก้วไปสู่ทักษะของการทำงานด้วยการคิดอย่างรอบคอบตามความเหมาะสม
ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าของโครงการลดมลพิษฟื้นชีวิตดินจะเป็นอย่างไร จะสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชาวบ้านได้หรือไม่ส่วนตัวผมมองว่าประเมินค่อยข้างยากแต่สิ่งที่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ คือ ทัศนะคติของผมเปลี่ยนไปกับความคิดที่เปลี่ยนแปลงเพราะโครงการปลูกใจรักษ์โลกที่พัฒนาเยาวชนให้ใความคิดที่ดี คิดรอบคอบ และสามารถนำความคิดที่ได้เหล่านี้มาใช้กับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างเหมาะสม

เป็นฝีมือการเขียนจากประสบการณ์ เยี่ยมมาก....
ครูมองอีกมุมหนึ่งที่ยังไม่มีคือการวิเคราะห์งานตัวเอง
ผมชอบ ตอนทำ AAR กับตนเอง ข้อที่ 3. มากที่สุดครับ ผมได้ประโยชน์ด้วยครับ
"3.การแขวนความรู้สึก คือ เป็นการเก็บความรู้สึกบางส่วนไว้ในใจของเราเพราะในการที่เราพูดไปนั้นอาจทำให้เกิดภาวะของความเข้าใจไม่ตรงกันก็เป็นได้"
จะลองไปทำดูนะครับ