.
สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Surgeon shortage linked to burst appendices'
= "(ภาวะ) ขาดหมอผ่าตัด (ศัลยแพทย์มีความสัมพันธ์กับ) เพิ่มเสี่ยงไส้ติ่งแตก", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
การศึกษาใหม่พบว่า สหรัฐฯ ยังมีพื้นที่ที่ขาดหมอผ่าตัด ซึ่งจะเพิ่มเสี่ยงโรคไส้ติ่งอักเสบแตก
.

.
ภาพที่ 1: แสดงทางเดินอาหาร > (1). กระเพาะอาหาร__ (2). ลำไส้เล็ก__ (3-4). ลำไส้ใหญ่__ (5).ไส้ติ่ง__ (6).ไส้ตรง__ (7). ทวารหนัก
.
.
ภาพที่ 2: ทางเดินอาหาร > ภาพนี้จะเห็นไส้ติ่ง (appendix) เป็นติ่งยื่นมาจากลำไส้ใหญ่ (large intestine), อยู่ในช่องท้องด้านล่างทางขวา
.
.
ภาพที่ 3: ทางเดินอาหาร (บาลี_อันตัง = นับจากปากถึงทวารหนัก, รวมอวัยวะที่เป็นท่อกลวง เช่น ท่อรังไข่ มดลูก ฯลฯ)
  • ตับ (liver) > ด้านบนทางขวา
  • กระเพาะอาหาร (stomach) > ด้านบนทางซ้าย
  • ลำไส้เล็ก (small intestine) > ตรงกลาง
  • ลำไส้ใหญ่ (large intestine) > ชายขอบ รอบนอกท้อง
  • ไส้ติ่ง (appendix) > ด้านล่างทางขวา
.
ภาพที่ 4: ตำแหน่งเจ็บปวดจากไส้ติ่งอักเสบที่พบบ่อย คือ
  • เริ่มเจ็บกลางท้อง รอบๆ สะดือ (แต้มสีฟ้า) ก่อน
  • หลังจากนั้นตำแหน่งเจ็บจะค่อยๆ เลื่อนไปตามหัวลูกศร (สีแดง) ไปด้านล่างทางขวา
อาการที่พบบ่อยได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดกลางท้องก่อนย้ายไปด้านล่างขวา และไข้
.
ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่อาการชัดเจนแม่นยำประมาณ 80% (ไม่เต็มร้อย)
.
กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการไม่ชัดเจนได้แก่ คนสูงอายุ เด็กเล็ก คนที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น ขาดอาหาร เอดส์ ฯลฯ หรือมีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ฯลฯ
.

.
ภาพที่ 5: กลไกการเกิดไส้ติ่งอักเสบที่สำคัญคือ มีเศษอาหาร หรืออะไรก็ได้ เช่น พยาธิตัวกลม ฯลฯ ไปอุดทางเข้าออก
.
ภาวะท่อตัน หรือช่องภายในไส้ติ่งอุดตัน ทำให้เลือดเก่าคั่ง เลือดใหม่ไปเลี้ยงได้น้อยลง ติดเชื้อ อักเสบ,ทั้งหมดนี้ทำให้ความดันภายในไส้ติ่งเพิ่มขึ้นเร็ว เกิดเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ
พื้นที่ที่ขาดหมอในสหรัฐฯ มีลักษณะเฉพาะ คือ จะขาดหมอ 2 กลุ่ม คือ หมอผ่าตัด และหมอทั่วไป หรือหมอที่รักษาโรคพื้นฐาน (primary care doctor)
.
สหรัฐฯ ซึ่งมีประชากร 316 ล้านคน (ประชากรไทย = 67 ล้านคน) = 4.7 เท่าของไทย พบไส้ติ่งแตก (burst appendices) 95,000 ราย/ปี
.
การศึกษาในปี 2008/2551 พบว่า ไส้ติ่งแตกทำให้มีค่าใช้จ่ายจากการรักษาเพิ่มขึ้น 10,000-18,000 ดอลลาร์ฯ = 300,000-540,000 บาท/ราย เมื่อเทียบกับไส้ติ่งไม่แตก (ผ่าตัด หรือรักษาได้ก่อนแตก)
.
ค่ารักษาที่เพิ่มขึ้นจากไส้ติ่งแตกของสหรัฐฯ ในปี 2551 = 28,500-51,300 ล้านบาท/ปี
.
.
การศึกษาทำในกลุ่มตัวอย่างคนไข้ไส้ติ่งอักเสบ (appendicitis) เกือบ 30,000 รายในรัฐนอร์ธแคโรไลนา,ช่วงปี 2007-2009/2550-2552
.
การศึกษานี้พบว่า ถ้าผ่าตัดก่อน 20 ชั่วโมง หลังเริ่มมีอาการปวด... คนไข้ส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้ดีกว่าผ่าตัดช้า คือ 40 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการปวด ซึ่งไส้ติ่งที่อักเสบมักจะแตก
.
พื้นที่ที่มีศัลยแพทย์ทั่วไป หรือหมอผ่าตัดทั่วไปน้อยกว่า 3 ท่านต่อประชากร 100,000 คน เพิ่มเสี่ยงไส้ติ่งแตก 5% (เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่มีหมอผ่าตัดทั่วไป 5 ท่านขึ้นไป)
.
พื้นที่ที่ขาดหมอผ่าตัดมากที่สุด พบไส้ติ่งแตกเพิ่ม 1% (25% เทียบกับพื้นที่ที่ไม่ขาดหมอผ่าตัด 24%)
.
.
ปัญหาใหญ่ของสหรัฐฯ คล้ายกับประเทศทั่วโลก คือ บุคลากรสุขภาพจำนวนมากเกิดในยุคเบบี้บูม (1946-1964/2489-2507) โดยเฉพาะพยาบาล-ผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานหลังเกษียณ
.
ปีนี้ (2556) คนรุ่นเบบี้กลุ่มใหญ่มีอายุ 49-67 ปี และทยอยกันเกษียณงานเร็วมาก ทำให้เสี่ยงต่อการขาดบุคลากรสุขภาพทั่วโลกรุนแรงภายใน 5-15 ปีข้างหน้า
.
เรื่องนี้เป็นทั้งวิกฤติและโอกาส... ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว-เมดิคัลทัวร์จำนวนมากทุกปี
.
กราบเรียน เรียนเสนอรัฐบาลเพิ่มการผลิตหมอฟัน-พยาบาล-ผู้ช่วยพยาบาล-เภสัชกร เพื่อให้บุคลากรสุขภาพในประเทศมีมากพอก่อน
.
.
เมื่อบุคลากรสุขภาพมีพอแล้ว, น่าจะรีบพัฒนาไปเป็นฮับด้านการศึกษาสุขภาพ (medical education hub) ต่อ เพราะเรามีโอกาสเป็นศูนย์กลางสุขภาพของอาเซียน มีส่วนช่วยพัฒนาบุคลากรสุขภาพของเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพม่า-ลาว-กัมพูชา
.
ถ้าประเทศเพื่อนบ้านมีบริการสุขภาพดีขึ้น... ประเทศไทยจะปลอดภัยจากโรคติดต่อข้ามชาติ เช่น มาลาเรีย เท้าช้าง เอดส์ ไข้เลือดออก ฯลฯ มากขึ้นในระยะยาว
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

 > [ Twitter ]

  • ขอขอบพระคุณ / Thank Reuters Source > Annals of Surgery May 31, 2013 > http://www.reuters.com/article/2013/06/14/us-surgeon-shortage-burst-appendices-idUSBRE95D0WD20130614
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์. 16 มิถุนายน 56. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้