บ่ายแก่ๆ ของวันหนึ่ง
ขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งรออะไรสักอย่างที่โต๊ะติดต่องานของสำนักงาน

หน้าตาเธอดูอ่อนวัย อายุน่าจะประมาณ
๒๐ ต้นๆ เห็นครั้งแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่แล้วเหมือนมีอะไรบางอย่างมาสะกิดบอกว่า

“เอ๊ะ ผู้หญิงคนนี้หน้าตาคุ้นๆ แฮะ”

 

ด้วยความสงสัยและด้วยจิตวิญญาณของนักวิจัยที่ชอบศึกษาค้นคว้าเรื่องของชาวบ้าน
จึงอดไม่ได้ที่จะเดินออกจากห้องไปหาข้อมูลระดับปฐมภูมิจากเธอ
ยังไม่ทันได้ทักอะไรเลย เธอผู้นั้นรีบยกมือไหว้และกล่าวทักทายทันทีว่า “นมัสการค่ะพระอาจารย์”
ผู้เขียนกล่าวตอบรับด้วยจิตเมตตาตามธรรมเนียมแล้ว เธอก็แนะนำตัวเองต่อโดยไม่ต้องรอให้ถามว่า
“จำหนูได้ไหมคะ หนูเคยเรียนกับพระอาจารย์เมื่อ ๒ ปีก่อนน่ะค่ะ”

 

แม้ไม่คุ้นสนิทกับชื่อเสียงเรียงนามที่เธอบอก
แต่หน้าตานั้นคุ้นๆ แน่นอน “อ๋อ เธอนั่นเอง” ในที่สุดผู้เขียนก็หลุดคำนี้ออกมา
เป็นการแสดงย้ำว่า จำได้แล้ว “อ้าว...แล้วเธอมาทำธุระอะไรที่นี่หรือ” เธอตอบว่า “มาสมัครเรียนต่อปี
๓ ค่ะ”

 

ใช่แล้ว ใช่เธอคนนั้นจริงๆ ด้วย คนที่เราคุ้นๆ หน้า

 

ผู้เขียนมีเรื่องราวของเธอที่พอให้ได้เล่าต่อดังนี้

 

เธอเป็นสาวเหนือ ผิวพรรณผ่องใส
แม้ไม่ขาวนักแบบสาวหมวย แต่ผิวเธอบอกได้เลยว่า เป็นผิวเหนือที่ตรงข้ามกับผิวใต้
รอยยิ้มของเธอผูกมัดพิมพ์ใจใครทุกคนที่ได้สัมผัส
ปากเรียวบางและถ้อยคำที่ช่างจำนรรจาเป็นเสน่ห์หลักของเธอเลยทีเดียว

 

เธอเป็นหนึ่งในนักศึกษาจำนวน ๒๐ กว่าคนในชั้นเรียนรัฐศาสตร์ปีหนึ่งของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดเชียงใหม่

ตอนที่เธอเรียนก็มีความสุขสนุกสนานปกติเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ต่อมาผู้เขียนไม่ค่อยได้เห็นเธอในห้องเรียน
สอบถามนักศึกษาในห้องก็บอกว่า ไม่รู้ไปไหน พอขึ้นปี ๓ ก็ไม่ได้เห็นเธออีกเลย

ข้อมูลที่ได้จากเพื่อนอาจารย์ด้วยกันบอกว่า เธอคนนั้นลาออกแล้ว เพราะทางองค์กรที่เขาดูแลเธอนั้นให้ออก เพราะเธอมีพฤติกรรมที่ไม่รักเรียน ประพฤตินอกกรอบที่วางไว้ และที่สำคัญ ทางต้นสังกัดที่เธอพักพิงอาศัยนั้นทราบว่า
เธอมีพฤติกรรมทางรักๆ ใคร่ๆ ซึ่งผิดระเบียบที่สถาบันแห่งนั้นกำหนดไว้ เธอจึงถูกให้ออกจากการเป็นนักศึกษา และผู้ถูกดูแลจากองค์กรแห่งนั้น

 

สองปีที่เธอจากไป คือสองปีที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนจำนวน ๒๐ กว่าคนได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและรับใบปริญญาอย่างบริบูรณ์

 

สองปีนับแต่นี้เธอยังต้องมานั่งเรียนในชั้นเรียนร่วมกับเพื่อนๆ
ที่อายุอาจน้อยกว่าเธอถึง ๒ ปี และเป็น ๒ ปีที่เพื่อนๆ ซึ่งเคยเรียนด้วยกันมาได้ทำงานกินเงินเดือนและได้ส่งเงินบางส่วนไปช่วยทางบ้านบ้างแล้ว

เป็นสองปีที่อาจให้บทเรียนแก่เธอคนนั้นว่า

“อันเวลาและวารีมิได้มีจะคอยใคร

เรือเมล์และรถไฟก็ต้องไปตามเวลา

โอ้เอ้และอืดอาดมักจะพลาดปรารถนา

พลาดแล้วจะโศกา อนิจจา...เราช้าไป”


แม้จะช้าไปนิด
แต่ยังไม่สายเกินไปนะเธอ มุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป หลักชัยปักรออยู่ข้างหน้าโน้นแล้ว


พระมหาอัมพร ชุตินธโร