เช้านี้ก่อนเข้าห้องทำงาน ผมตั้งคำถามให้แก่ตัวผมเองว่า ผมจะให้เสียงเพื่อ "คณบดีแบบไหน" (ตลอดถึงอธิการบดีด้วย) กับวัย ระดับการศึกษา (ไม่ใช่ระดับปัญญา) และประสบการณ์แวดล้อมแบบผมที่ผ่านมากับวันนี้ (ผมจะกลับมาทบทวนอีกทีเพื่อผ่านวัยดังกล่าวนี้ไปสักระยะหนึ่ง)

   ช่วงนี้เป็นช่วงของรักษาการคณบดีหลายคณะ )ยกเว้นคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ที่ไม่พร้อมกับคณะอื่นๆ ด้วยเหตุที่ครั้งหนึ่งมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม) ทราบว่า มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแล้ว ส่วนหนึ่งเพื่อหยั่งเสียงคนภายในคณะฯ ผมเป็นเม็ดฝุ่นเม็ดหนึ่งในคณะที่จะ "ลองใส่เสียงให้คณบดี"

   หลายวันก่อนเพื่อนบางคนมาถามผมว่า จะใส่เสียงให้ใคร ซึ่งมีผู้ที่ประสงค์จะเป็นคณบดีหลายคน ในหลายคนนั้น บางคนบอกกล่าวผมแล้วว่า "เลือกพี่นะ พี่จะลงคณบดี" ผมตอบไปว่า "ได้ครับ แต่ต้องดูก่อน หรือหากตัดสินใจไม่ได้ ผมจะจับฉลากเอา" (เพราะทุกๆคนที่เห็นกันมาไม่ได้ร้ายกาจอะไร ทุกคนทำงานตำแหน่งคณบดีได้ เพราะคนทำงานจริงน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่เสียมากกว่า) คำตอบแบบสบายๆที่ได้รับคือ "ได้ๆ"

   การหยั่งเสียง เป็นแค่หยั่งว่า สมาชิกในคณะฯเทใจให้กับใคร เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งในการพิจารณาคนเพื่อตำแหน่งคณบดี ของเหล่าคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย การได้มาซึ่งคณบดีหรือแม้แต่อธิการบดี โดยข้อความใน พรบ.นั้น "ดูดี" แต่เมื่อปฏิบัติเข้าจริง ไม่แคล้ว "นิสัยใครนิสัยมัน" และ "การเรียนรู้ของใครของคนนั้น/กลุ่มใครกลุ่มนั้น" ในหลายที่ จึงอย่าคาดหวังว่าจะได้คนตามแบบที่เราต้องการเสมอ

   หลายคนถามผมว่า "จะเลือกใคร" ผมตอบว่า "ใครก็ได้" ไม่ว่าจะ "นั้น" "นั้น" หรือ "นั้น" และ "นั้น" เพราะเมื่อต้องการจะเป็นคณบดี ก็แสดงว่า ส่วนหนึ่งต้องการจะทำงาน หากเอาคนไม่ต้องการจะทำงานมาทำงาน อาจไม่สอดคล้องกับวิธีคิดสมัยใหม่ (ตัวอย่างคนไม่ต้องการจะเป็นเจ้าคณะจังหวัดคือเจ้าคณะจังหวัดชุมพรรูปปัจจุบัน ที่คณะสงฆ์เทใจให้ ซึ่งงานของคณะจังหวัดชุมพร โดยเฉพาะด้านการศึกษาไม่ด้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ และที่มั่นใจคือ ท่านสะอาดทั้งภายในและภายนอก ถ้าไม่ใช่พระ น่าจะได้ตำแหน่ง "คนดีศรีชุมพร" ในความคิดของผม ก็ดูยังน้อยไป ท่านไม่ได้ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งนั้น แต่เมื่อได้รับหน้าที่แล้ว ไม่ได้ละเลย หากแต่ทุ่มเทในงานเป็นอย่างดี คณะสงฆ์ภาคภูมิใจในตัวท่าน ถูกแล้วที่เลือกท่านมา กรณีนี้ น่าจะเป็นโต้แย้งแนวคิดแบบใหม่ได้ ไม่ใช่ว่าคนไม่อยากมีตำแหน่งจะทำงานในตำแหน่งนั้นไม่ได้ ในบางครั้งอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ)

   จากคำถามในใจข้างต้น ผมจึงหาคำตอบให้กับตัวผมเอง จะหาคนเก่งหรือ ทั้งที่ใจอยากได้ แต่ที่ผ่านมาเราไม่ต้องการคนเก่ง เราต้องการคนของเรามากกว่า (คนเก่งถ้าเก่งจริงคงบรรลุธรรมไปแล้ว เพราะเก่งไม่จริงก็เลยมาบอกว่าเก่งอย่างไร ให้เลือกฉันนะ ฮิฮิ) หลายคนให้เหตุผลว่า หากเอาคนนอกเข้ามา เขาจะไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเรา (ผมเคยขัดใจกับการบอกว่า "นี่คือวัฒนธรรม" มาหลายหน เพราะผมไม่มั่นใจว่า นี่คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงคำว่าวัฒนธรรม) สุดท้ายก็เลย เป็นอย่างที่เป็น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เป็น "คนของเรา" ผมจะให้ใครในหลายตัวเลือก เกณฑ์ที่ผมจะวัดคือ

 ๑) ที่ผ่านมา ว่าที่คณบดี ได้ทำอะไรเพื่อมวลบุคลากรหรือไม่ อย่างน้อย การเสนอข้อคิดเห็นเพื่อความก้าวหน้าของมวลบุคลากรโดยไม่จำกัดตามแตกต่าง ท่ามกลางที่ประชุม ข้อนี้คือ การมีใจเพื่อส่วนรวมและความคิดเพื่อการพัฒนา ตลอดถึง จริยธรรมคือ "ความองอาจ" ท่ามกลางที่ประชุม

๒) ผลงานทางวิชาการ/ผลงานการบริหารงาน อันเป็นการบ่งบอกถึงความขยัน ตลอดถึง ที่ผ่านมาได้สัมผัสแล้วว่า มีทางระนาดที่เด่น กว้างและลึกที่บุคลากรเข้าถึงได้ ส่วนหนึ่งคือ หน้าตาของคณะฯ (แม้มันจะคือความปลอมปนหลอมเหลวสังคมก็ตาม)

๓) มีเวลา มุ่งมั่น เพียงพอที่จะให้เกิดความก้าวหน้าแก่คณะฯ (อาจวัดยากหน่อยหนึ่ง แต่ดูได้จากการทำงานที่ผ่านมา)

   นี่อาจเป็น ๓ เกณฑ์หลักๆ นอกจากนั้น สิ่งที่ผมจะพิจารณาคือ ที่ผ่านมา มีนโยบาย ลายมือกำกับจากอธิการบดี เกี่ยวกับ "ความตรงต่อเวลา" ผู้ที่มาสายเป็นอาจิณ จะอยู่ลำดับสุดท้ายของการที่ผมจะให้เสียง และเหลวไหลหรือไม่ (คำนี้ให้ศึกษาได้จากข้อความของหลวงพ่อปัญญานันทะ) ในข้อหลังนี้ แม้จะเป็นเพื่อนที่ดีของผมอย่างไร ก็ขอให้เพื่อนทำใจไว้ ผมอาจเป็นคนเหลวไหล เมื่อรู้ว่าความเหลวไหลไม่ดีอย่างไร เราจะให้ความเหลวไหลมาเป็นโรงเรียนของส่วนรวมไม่ได้ บทเรียนความเหลวไหลนั้นควรเป็นอดีต อันที่จริง อยากได้คน "ใจนักเลง" ด้วย เพราะเหล่าเจ้าหน้าที่คนงาน จะได้อิ่มหนำกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่แต่ "สั่งให้ทำ" 

   พระเจ้าไม่เคยสร้างสิ่งสมบูรณ์ให้กับโลกใบนี้ แม้แต่เราเองก็มาจากเงาของพระองค์ ความสมบูรณ์คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้น คนที่จะมาเป็นคณบดีก็คงไม่มีใครสมบูรณ์สุด สิ่งที่ผมตั้งเกณฑ์ไว้ เป็นแค่ "เกณฑ์" สมมติ เพื่อหยิบหนึ่งในหลายหน่วย และหยิบหนึ่งที่ว่านี้ อาจไม่ใช่ "หยิบเดียว" ในสภามหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น ผมจึงตอบเพื่อนไปว่า "ใครก็ได้" เพราะเหมือนๆ กันทุกคน เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย และต่างชั้นทางกิเลส มีกิเลสเท่านี้ก็ดำเนินชีวิตอย่างนี้ มีกิเลสเท่านั้น ก็ดำเนินชีวิตอย่างนั้น มีความรู้แค่นี้ก็ทำได้แค่นี้ คิดได้แค่นี้ก็ทำได้แค่นี้ ไม่มีอะไรมากมาย