วันที่ 7-8 มิถุนายน 2556 ทีมขับเคลื่อน PLC มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำเวทีขับเคลื่อน PLC พื้นที่ สพป. เขต 3 มหาสารคาม บันทึกนี้ต่อจากบันทึกนี้เขียนต่อจากบันทึกแรกที่นี่ครับ

วันที่ 8 มิถุนายน 

ผมเริ่มวันนี้ด้วยการย้อนถึงหนังเรื่อง จิโร่เทพเจ้าซูซิ

ผมไปดูผลการอภิปรายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กลุ่มย่อย หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้เมื่อวาน พบว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นของสิ่งที่เห็นและที่คิด จะเป็นคุณธรรม คติธรรม หรือหลักการทำงาน จะไม่ค่อยมีกระบวนการ โดยเฉพาะรายละเอียดเจาะลึกในเนื้อหาหรือมากนัก... 

ตอนเช้าผมได้รวบรวมและเสนอแนะ ชี้ประเด็นเพิ่มเติมดังสไลด์ต่อไปนี้


สไลด์แรก ผมพูดถึงประโยคที่ จิโร่ พูดถึงพ่อแม่ของเด็กญี่ปุ่นสมัยนี้ ที่มักบอกลูกว่า ไปล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ให้กลับบ้านได้ เลยทำให้เด็กกลายเป็นคนไม่เอาถ่าน ซึ่งต่างจากสมัยที่เขาเป็นเด็กที่ เขาต้องลำบากฝ่าฟันทุกอย่างด้วยตนเอง เนื่องจาก พ่อที่ติดเหล้าล้มเหลวหลังจากเจอพิษเศรษฐกิจซบเซา.... ผมสังเกตเห็นหลายคนพยักหน้า ผมตีความว่า ทุกคนเห็นด้วยว่าเด็กไทยก็เหมือนกัน

ในหนังเรื่องนี้ มีประโยคที่แสดงให้เห็นการทำงานอย่างมืออาชีพของคนญี่ปุ่น  แต่ละคนจะเชี่ยวชาญในอาชีพของตนแบบสุด เช่น คนขายปลาจะสามารถบอกได้ว่าปลาทูน่า (เขาเรียก มารุโงะ) ตัวไหนเนื้ออร่อยที่สุดในตลาด เขาบอกว่า "ปลาที่ดีที่สุดในตลาดจะมีเพียงตัวเดียว" " ผมจะซื้อเฉพาะปลาที่ผมเลือก" เท่านั้น ..... คนขายกุ้งให้สัมภาษณ์ว่า "ทั้งตลาดจะมีกุ้งธรรมชาติอยู่เพียง 3 กิโลกรัมเท่านั้น" แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญสุดๆ จริงๆครับ ส่วนเรื่องซูชิ ลองอ่านสไลด์ต่อไปดูนะครับ ....

ที่สำคัญที่สุด คือ ลูกคนทำซูชิ ภูมิใจและมีความมุ่งมั่นที่จะทำซูซิ สวนทางกับลับชาวนาไทย ที่ไม่มีใครอย่างเป็นชานา ...

สไลด์ที่ 2

ผมเน้นว่า วัฒนธรรมที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของประเทศญี่ปุ่นคือ การพัฒนาตนเองจากหน้างานด้วยการ สะท้อน (Reflection) หรือ สะท้อนผล(Feedback)ทันที และเขาจะมีวงน้ำชาไว้พัฒนาตนเองจากการทำงาน (ผลการวิจัยชี้ว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับใบปริญญานะครับ) อันนี้แหละครับที่เราเรียกว่า PLC  ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ ผอ.และครูทุกท่าน ที่ผมเคยเห็นมาในประสบการณ์ทำงานของผม มี 2 ประการคือ  ความต่อเนื่อง และ การใส่ใจในรายละเอียด

สไลด์ที่ 3-4

สไลด์ที่ 3-4 เป็นเพียงแนวคิดพิจารณาของผมเอง ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับท่านที่เคยดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว ก็คงไม่เป็นไร ผมอยากเน้นว่า การนำสื่อที่น่าสนใจเช่นหนังเรื่องนี้ มาเปิดดู แล้วให้อภิปรายกัน โดยตั้งคำถาม ดังที่เราทำกันนี้ จะช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า ของนักเรียนได้แน่นอน  และจะเป็นฐานให้เกิดการคิดสร้างสรรค์ต่อไป

สรุป ผมคิดว่าสิ่งที่ควรสรุปได้จากหนังเรื่องจิโร่เทพเจาซูซินี้ ไม่ควรละเลยประเด็นต่อไปนี้

  • เน้นการเรียนด้วย "การฝึก" เรียนรู้จากการทำงาน เรียนรู้จากการลงมือทำ
  • ทำอย่างไรจะดีขึ้นอีก คือคำถามของสำคัญของการพัฒนา
  • การทำงานของตนเองให้ดีที่สุด จะนำมาสู่การทำงานเป็นทีม หรือการทำงานอย่างมีส่วนร่วมที่สมบูรณ์และประสบผลสำเร็จ

สไลด์ที่ 5

ก่อนจะเริ่มพูดถึงสไลด์ที่ 5 เราทำกิจกรรมกึ่งจิตตปัญญาศึกษา เพื่อวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์เพื่อนร่วมงาน แล้วเปิดโอกาสให้คุยแลกเปลี่ยนกัน ก่อนจะกลับมาช่วยกันหาคำตอบของ "คำถามใหม่" ในสไลด์ที่ 5 นี้

สังเกตว่า เราพา ผอ. และ ศน. ถอยออกมาจากการคุยถึงปัญหาที่มักคุยกันและมักจบลงด้วยการโทษคนอื่น แต่คำถามที่เราต้องหาคำตอบตลอดโครงการนี้คือ

  • ศน. จะช่วย ผอ.และครูอย่างไร ให้มีฉันทะหรือให้เขาอยากพัฒนาโรงเรียนและพัฒนาตนเอง
  • ผอ. จะช่วย ครู อย่างไร ให้เขาอยากพัฒนาตนเอง และพัฒนานักเรียน
  • ครู จะช่วยนักเรียนอย่างไร ให้เขาอยากเรียนรู้ด้วยตนเอง

ไม่รู้ว่าทุกท่านจะเข้าใจหรือไม่ แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าหลายท่านเข้าใจแล้ว และรู้ด้วยว่าจะกลับไปทำอะไร อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

ผอ.ถวิล ตัวแทนจาก ผอ.กลุ่มแรก สรุปว่า

  • จะช่วยแก้ปัญหาให้ครู
  • จะสร้างโอกาสให้ครูได้พัฒนาตนเอง
  • จะให้การสนับสนุนการทำงานของครูทั้งทางงบประมาณและด้านอื่นๆ
  • ฯลฯ


ผอ.โกวิทย์ ตัวแทนจาก กลุ่มที่ 2 สรุปว่า 

  • เราจะต้องเข้าใจครู เห็นใจครู 
  • จะต้องช่วยครูทำ พาครูทำ ทำตนเป็นแบบอย่าง
  • จะนิเทศ แนะนำ แบบ "ไร้รูปแบบ"  ไม่เป็นทางการ เป็นกันเอง 


ผมเองฟัง ผอ.โกวิทย์ นำเสนอแล้ว ผมนึกถึงคำของ ผู้ใหญ่ 2 ท่าน ที่ผมได้เรียนรู้ด้วยจนได้นำคำของท่านมาปฏิบัติกับตนก็คือ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สุมน อมรวิวัฒน์ ท่านบอกว่า การทำงานกับครูนั้น เราควร

  • ชวนครูทำ
  • ทำให้ดู
  • พาครูทำ

และอีกท่านคือ ผอ.แสน แหวนวงศ์ ซึ่งผม บันทึกไว้ที่นี่ครับ