วันที่ 7-8 มิถุนายน 2556 ทีมขับเคลื่อน PLC มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำเวทีขับเคลื่อน PLC พื้นที่ สพป. เขต 3 มหาสารคาม มีจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด ประมาณ 30 คน  (เป็น ผอ.จาก 14 โรงเรียน ศน. 8 ท่าน รองผอ.เขต 1 ท่าน ทีมจากมมส. 10 คน)  เป้าหมายสำคัญคือ ทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า "เรา" มีใครบ้าง เรากำลังจะทำอะไร ทำเพื่ออะไร จะทำอย่างไร และจะทำเมื่อไหร่ .... ซึ่งหลังจบเวที ผมประเมินวา ได้บรรลุทุกคำถามข้างต้น

วันที่ 7 มิถุนายน

หลักสำคัญของการทำวง "PLC" คือการทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างผ่อนคลาย ทำให้สมองของสมาชิกทุกคนอยู่ใน "โหมดผ่อนคลาย" ซึ่ง วิธีนี้เท่านั้นที่ จะทำให้ทุกคนได้ "เรียนรู้" นี่คือเหตุผลที่กลายมาเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของการจัดกิจกรรม ทำกันจนกลายเป็นทฤษฏีว่าจะต้องมีการ "ละลายพฤติกรรม" หรือ "Ice Breaking" ......  

เราทำกิจกรรมแนะนำ 2 อย่าง คือ ชื่อเล่น นำอาหารที่ชอบ  โดยนั่งเป็นวงกลม และมีกติกาว่า ก่อนจะแนะนำตนเอง ให้แนะนำเพื่อนที่ได้แนะนำมาแล้วก่อน..... ใช่ครับ... คนสุดท้ายจะจำชื่อเล่นและอาหารของทุกคนได้ .... 

สังเกตให้ดีจะพบว่า เกือบทั้งหมดคืออาหารยอดนิยมของชาวอีสานเราครับ ยกเว้น น้ำเงี้ยวที่พี่มล (ดร.สุมลวรรณ เป็นคนลำปางครับ) ส่วน พี่ทิพย์ (ศน.ทิพวรรณ) ที่ชอบน้ำพรึกปลาทู และ ศน.นิด ที่ชอบ Pizza ก็เป็นคนในพื้นที่ครับ

หลังจากจัดกิจกรรมนี้ ผมตั้งคำถาม 3 คำถาม ที่เรานิยมใช้เป็นเครื่องมือในการสะท้อน (Reflection) หลังกิจกรรม ได้แก่

  • เห็นอะไร
  • เห็นแล้วคิดอะไร คิดอย่างไร
  • จะนำไปใช้อย่างไร จะทำอะไรต่อ

และท้ายของกิจกรรมผมตั้งคำถามว่า "หากเรานำกิจกรรมนี้ไปทำกับครูหรือนักเรียน สมมติท่านเป็นผมในวันนี้ ท่านจะสรุปให้เด็กฟังว่า เราได้อะไรบ้างจากกิจกรรมนี้ อย่างไร ...... คำตอบของหลายท่านเป็นสิ่งยืนยันให้ผม ประเมินได้ว่า ผมได้บรรลุการ Ice Breaking  ครั้งนี้แล้ว เช่น  ได้ความสนุกสนาน ได้รู้จักกันมากขึ้น เห็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฯลฯ

กิจกรรมต่อมา เรานั่งดูหนังเรื่อง "จิโร่ เทพเจ้าซูซิ"

ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม แล้วอภิปรายกันใน 3 ประเด็น ตามคำถามข้างต้นคือ เห็นอะไร คิดอย่างไร  โดยกะว่าจะกลับมานำเสนอและอภิปรายกัน แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด.... นี่คือข้อเสียของการทำกิจกรรมในรูปแบบที่วางไว้ ซึ่งถ้าหาก กระบวนกรไม่ไวพอ จะ "เข็น" ไปจนจบตามแผน แต่ไม่ได้อะไร แถมยังเสียอะไรๆ ที่นับไม่ได้ไปด้วย

ผมพาวง "กระโดด" เข้าไปคลุกกับ "ปัญหาหน้างาน" ซึ่งได้ผล เกือบทุกท่านเปิดใจและคุยกันอย่างถึงใจ ถึงแก่น...มีช่วงหนึ่ง ที่ ศน.ชัญญา สะท้อนว่า .......  เราต่างมีปัญหา เปรียบเหมือนคนป่วย อ.มมส. เปรียบเหมือนหมอ เรามาเล่าปัญหาเพื่อให้หมอช่วยวินิจฉัยโรค เพื่อว่าจะได้ให้ยาที่ถูกต้องเหมาะสม........

ผมสรุปกับตนเองว่า วันแรกนี้ ทาง ผอ. และ ศน. คงไม่ได้อะไรมากนัก แต่คนที่ได้จริงๆ คือ ทีมจากมหาวิทยาลัย ตัวผมเองเพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่า  ความทุกข์ของ ผอ. และ ศน. ก็คือ ภาระงานที่รวมแล้วมากมายกว่า 400 โครงการต่อปี และปัญหาเรื่องสุขภาพและ "อาการใกล้เกษียณ" ของครูในโรงเรียน....(ผมเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคน ผมคิดว่าทุกคนมีความเป็นครูซ่อนอยู่แน่นอน) 



(ขอยกไปเขียนต่อบันทึกหน้านะครับ)