x
“บารากุ่”... กู่ไม่กลับ...อันตรายที่อาจคร่าชีวิต
การทำงานร่วมกับชุมชนในพื้่นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
วิถีชีวิตที่พบเห็น การรวมกลุ่มพูดคุยกันบริเวณ “ร้านน้ำชา” กินโรตี หรือ
มะตะบะ และมีกรงนกมาแขวนไว้ ฟังเสียงนก
ดูจะเป็นภาพที่พบได้เป็นปกติของพื้นที่แห่งนี้ ที่สะท้อนสังคมที่เอื้้ออาทร
ถามไถ่สาระทุกข์สุขในหมู่บ้าน หากแต่ปัจจุบันนี้
นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีภาพที่พบได้บ่อยขึ้นในระยะหลังๆ ..
การนั่งล้อมวง ท่าทีผ่อนคลาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แบ่งปันกัน
สูบ/ดูด...อะไร??...จากสายที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ที่ดูน่าสวยงามแปลกตา
วางไว้กลางวง....อะไรหรือ??. บารากุ่...นั่นไง ..การสูบบารากุ่
(Baraku)..

"เพราะคนใกล้ตัวผมหลายคนมาก ทั้งเพื่อน พี่เขย รวมถึงญาติมิตร มีความคลั่งไคล้ เเละรู้สึกสนุกกับบารากู่ ชนิดที่กู่ไม่กลับเสียด้วย พวกเขามองเห็นเป็นวิถีนิยมที่นำสมัยเเละดูมีเทรนด์ ผมพยายามเตือนหลายรอบถึงพิษภัย เเต่ก็ไม่เป็นผล เพราะบารากู่กลายเป็นที่นิยมไปเสียเเล้ว (ในสังคมภาคใต้ ) อีกทั้งหน้าตาเเละกลิ่นที่หอม ก็ไม่ได้เเสดงถึงพิษภัยเเต่อย่างใด " ..
....ทราบอย่างนี้ก็บอกได้ว่า...น่าเป็นห่่วงสังคม ประเทศชาติ...ยิ่งนัก..:-((

ความเป็นพิษ..เสพย์“พิษหอม??” ..ซึ่งกลิ่นและควันที่สูบ/ดูดเข้าไป
มาจากเผาไหม้ส่วนผสมของยาเส้น นำมาบดผสมกับเปลือกผลไม้ ที่นิยมได้แก่
แอปเปิ้ล มินต์ หรือองุ่น ทำให้มีกลิ่นเฉพาะ.. หลายคนบอกว่า
"หอม"..แต่อันตราย!! ปัจจุบันการซื้อหายังทำได้ไม่ยากนัก
อีกทั้งเป็นของฝากจากการไปเยือนประเทศทางตะวันออกกลางของญาติมิตรสหาย
จากการศึกษาวิจัยพบว่าสารที่รับเข้าไปในร่างกายจากการสูบบารากู่นั้นก่อให้
เกิดความเป็นพิษต่อร่างกายมิใช่เพียงจากสิ่งที่เป็นส่วนผสมของยาเส้นเพียง
อย่างเดียว แต่ยังมาจากการเผาไหม้สารและกรรมวิธีในการสูบ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงและสะท้อนออกมาในรูปสื่อ งานวิจัย หรือบทความต่างๆ
เล็งเห็นความเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และต่อพฤติกรรมเสี่ยงในการเสพย์ร่วมกับสารเสพย์ติดทั้งหลาย.. การสูบบารากุ่
ถูกมองว่า อาจแอบแฝงด้วยการใช้สารเสพติดชนิดอื่นๆร่วมด้วย..

ควรเร่งสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อข้อสงสัย...จริงหรือไม่??. .การสูบบารากู่ ..ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ หรือยาสูบอื่น ๆ ...
น. พ. หทัย ชิตานนท์ ประธานภาคีกฎหมายบุหรี่โลกและประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยได้ชี้แจงให้ เห็นถึงการวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า ... ยาเส้นประเภทสูบผ่านน้ำมีอันตรายมากกว่าการสูบบุหรี่ตามปกติ เพราะ สารพิษ นิโคตินและสารทาร์มีมากกว่าบุหรี่ทั่วไป ผนวกกับวิธีการสูบผ่านน้ำ และการปรุงแต่งรสส่วนผสมของยาเส้น กับผลไม้ หรือสารอื่นๆ ทำให้ความเข้มข้นของควันจางลง ส่งผลให้สามารถสูบได้ลึกมากขึ้น และสูบจำนวนมากนั้น ก็ถือว่าเป็นการสูบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
นอกจากนี้มีรายงานวิจัยเผยแพร่เร็วๆนี่ (มีนาคม 2556) ในวารสารทางการแพทย์ (Cancer Epidemiology, Biomarkers & Prevention) กล่าวสรุปไว้ว่า การสูบในลักษณะบารากู่ หรือ ฮูคคา จะมีความเป็นอันตรายแย่ยิ่งกว่าการสูบบุหรี่หนึ่งซองต่อวัน
ขณะเดียวกันข้อมูลรายงานการวิจัย (Science News) กล่าวว่าในขณะที่สูบบารากู่ จะได้รับสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก โดยเมื่อตรวจสอบปัสสาวะในอาสาสมัครที่เป็นผู้ทดสอบ พบว่า มีปริมาณสาร เบนซีน มากกว่าในการสูบบุหรี่แบบทั่วไป และสารดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) และมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังพบสารพิษอีกหลายชนิดเช่น ไพรีน โพลี่ไชคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAH) เมื่อสูบบารากู่ และยังตรวจพบอะคริลาไมด์อีกด้วย ( http://www.businessinsider.com/hookah-is-worse-than-a-half-pack-a-day-cigarette-habit-2013-4#ixzz2UxJNxkFT)

ความน่าเป็นห่วงต่อพฤติกรรมการเสพย์บารากู่ในสังคมทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ควรร่วมมือกันเอาใจใส่ สร้างความตระหนักถึงอันตรายของบารากุ่ โดยเฉพาะการให้ความรู้ในกลุ่มเยาวชน จากรายงานผลการวิจัยในกลุ่มเยาวชน พบว่าเริ่มสูบบารากุ่ตั้งแต่อายุยังน้อย.แม้เพียง 12 ปี การสูบบารากุ นัยว่าเป็นที่นิยมในกลุ่มชุมชนมุสลิมในตะวันออกกลาง และโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ก็พบการสูบบารากู่มากขึ้น อาจเป็นเพราะมีการนำเอาวิถีการสูบบารากุ มาจากอาหรับ โดยผู้คนที่เดินทางไป-กลับด้วยกิจทางศาสนา การเรียน การติดต่อค้าขาย ฯลฯ อีกทั้งมีการสูบในประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซียมากเช่นกัน ดังนั้นทั้งครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา และศูนย์รวมจิตวิญญานของหมู่บ้าน ควรเร่งสร้างความเข้าใจ และให้ความสำคัญต่อการสูบบารากู่ที่อาจเป็นบ่อนทำลายสุขภาพส่วนตัวและสังคม โดยภาพรวม

สถานการณ์ในปัจจุบันปรากฏว่า วัยรุ่น หนุ่มสาว นักศึกษาไทย สูบบารากู่แพร่หลาย รวมถึงสภาพสังคมในภาคใต้ตอนล่าง..ในชุมชนมุสลิม
ศ. นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ยาเส้นหมักที่ใช้ในการสูบเป็นสิ่งที่ห้ามนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย นอกจาก จากความเป็นอันตรายเนื่องจากสารพิษจากการเผาไหม้เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ แล้ว ผู้ที่สูบบารากู่อาจติด เชื้อโรคจากกรรมวิธีการสูบที่ใช้อุปกรณ์สูบร่วมกันในเวลาที่จับกลุ่มเวียนเทียนสูบ
..... ฝากคำ่ก่อนลา......
ปัญหาของการสูบบารากู่ก็คือ ...ผู้ที่เสพย์มักจะคิดว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และในบ้านเมืองเรามีจำนวนผู้เสพย์และใช้บารากู่มีมากขึ้้น ทั้งในกลุ่มเยาวชน ในสถาบันการศึกษาและวัยทำงาน ในสถานบันเทิง กลางวัน กลางคืน ทั้งเมืองหลวง เมืองใหญ่และเมืองชายแดน..ใต้
( อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/blog/1345)
โปรดคิดสักนิด ..หากคิดจะสูบบารากุ..นักวิจัยกล่าวว่า....ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี..เพราะมีสารพิษเกี่ยวข้องหลายชนิด
..ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดี..และ..ขอสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน..
โปรดพิจารณา....โปสเตอร์....นี้สำหรับเืตือนตน..และบุคคลที่รัก
วัน ๖ -๖-๕๖ ...บันทึกไว้วันนี้ .. ณ มุมหนี่งของ.ปักษ์ใต้.. ที่สังคม "บ้านเรา"..กำลังผุกร่อน..รอวันฟื้นฟู
-สวัสดีครับ..
-ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์วรรณชไมที่รักและคิดถึง
อ่านแล้วเศร้าใจเจ้าค่ะ เหมือนเกินกำลังที่จะเยียวยา เลยนะคะ ทั้งบ้านทั้งเมืองมีแต่สิ่งเสพติด
ขอบคุณเรื่องราวที่เล่าให้อ่านค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเพชรน้ำหนึ่ง.....ที่แวะมาเยือนและทักทายเป็นลายลักษณ์อักษรฝากไว้...ขอบคุณค่ะ...
การนำเสนอเนื้อหาในบันทึก เพราะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่น่าเป็นห่วง จึงนำมาแลกเปลี่ยนค่ะ อืมม์.. สังคมภาคใต้ตอนล่างในปัจจุบันนี้ ถ้าเทียบก็ กล่าวได้ว่า ...บอบบาง เปราะง่าย. . ฤา..พฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไปสะท้อน อะไร??..ของสังคมในขณะนี้ ...ในฐานะที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับเยาวชน ก็ได้สะท้อนปัญหาให้เห็นและบอกเล่าถึงความเป็นอันตราย ของการเสพย์ ตามหลักวิชาการนะคะ.. (เพราะไม่มีประสบการณ์ตรงค่ะ :-)) ...
สวัสดีค่ะน้องหนูรีที่รักและคิดถึงเช่นกัน
ขอบคุณที่แวะมาเยือน คนริมเล.. เพิ่งเปิดสอนได้อาทิตย์แรกก็หูตูบแล้วละค่ะ น้องหนูรี เลยไม่ค่อยได้เข้ามาแหย่ คนถ้ำทะลุเลค่ะหมู่นี้ ....ทราบว่าิกิจการกล้วยหินแสนอร่อย เป็นไปด้วยดี ของอร่อยแบรนด์ "NR" เห็นที่ไหนก็จำแม่นน๊า ของอร่อยมากคุณภาพค่ะ .:-))
อืมม์...กลับมาเรื่อง การสูบบารากู่่....สังคมบ้านเรา ..ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน... ขอบคุณค่ะที่ร่่วมแสดงความคิดเป็นห่วง บ้านเมือง อารมณ์เดียวกันเลยนิ.... สิ่งเสพย์ติดมีแต่เพิ่มชนิด หลากอุปกรณ์ นี่ไม่นับ ..ประเภท..สี่คูณร้อย... ที่สูตรต่างๆ ตามไม่ค่อยทันไปแล้ว สังเกตเห็น ว่ามาอีกอย่างหนึ่งละ....พี่เขียนให้นักศึกษาอ่าน.. ก็เลยเอามาฝากไว้ที่นี่ด้วยค่ะ สอนทางพิษๆ ก็ต้องเล่าเรื่องพิษใกล้ตัว ที่สะท้อนสังคมค่ะน้องหนูรี
เอาไว้มีโอกาสเมื่อไหร่ จะบุกถึงบ้านแบบไม่ให้ตั้งตัวนะค่ะ .. ไปไม่ยากเลย ถ้าทะลุ.เนี่ย..จะไปฝึกเป็นคุณแจ๋ว น๊า พี่ชอบนักล่ะ กับการทำขนม ..เสียดายที่อ้วนๆๆ ง่ายล่ะซิคะ...ค่อยคุยกันใหม่นะค่ะ :-)) อย่าลืม ดูแลสุขภาพ "ตา" ให้มากๆด้วยนะค่ะ ทราบว่า ...ปวดตาเพราะใช้คอพม์เยอะ....เป็นห่วงน๊าคะ
"บารากุ่" เพ่งเคยได้ยิน & เห็นภาพ อันตรายมากเลยน่ะค่ะ น่าเสียดายถ้ากำลังเป็นที่นิยมของกลุ่มเยาวชน ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ค่ะ
น่ากลัวกว่าสูบบุหรี่อีกนะครับ
โชคดีที่ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดใดๆ เลย
เป็นข้อมูลใหม่จริง ๆ ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ ระลึกถึงอาจารย์ค่ะ
อ่านไม่พบว่า สูบแล้วอาการเป็นอย่างไรครับ เช่น เมาเคลิ้มแบบกัญชาไหม
สวัสดีค่ะดร.วรรณชไม เมื่อสามปีที่แล้วเพื่อนฝรั่งมาถามว่าเคยสูบบารากู่ไหม? ...เขากับภรรยาไปพักที่โรงแรมชั้นหนึ่งของไทยมา มีห้องสูบบาร่ากู่ของโรงแรมไว้บริการแขกที่มาพัก...ตอนนั้นยังไม่แพร่หลายแต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่สิ่งที่ดีเพราะมีการเผาไหม้และสูดดมเข้าไปในร่างกาย...ขอบคุณข้อมูลจากบันทึกนี้นะคะ
เป็นภัยอันตรายแบบใหม่เลยนะครับ
สมัยก่อนเห็นเด็กๆติด 4 x 100 ปัจจุบันน่ากลัวมากๆ
พี่สบายดีนะครับ
สวัสดีค่ะน้องกอหญ้า
ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ยินดีค่ะ.และดีใจที่บันทึกนี้มีประโยชน์กับน้องกอหญ้าบ้างค่ะ :-)).
จริงๆแล้วการสูบบารากู่ ..เป็นภัยที่คุกคามเยาวชนมาสักระยะหนึ่งล่ะค่ะ ในสังคมเมืองหลวง โดยเฉพาะย่านบันเทิงที่มีนักท่องเที่ยวจากโลกอาหรับ ตะวันออกกลาง ซึ่งมีวัฒนธรรมการสูบบารากู่เป็นพื้นฐาน แต่ที่สำัคัญการดัดแปลงมาใช้เสพย์ สารชนิดอื่นๆ สารเสพติดที่มีขายในสถานบันเทิง โรงแรมและ แหล่งท่องเที่ยว ทำให้มีพิษภัยร้ายแรงขึ้นจากการใช้สารเหล่านั้นโดยวิธีการสูบแบบบารากู่แทนวิธีดั้งเดิม
อย่างภาพโปสเตอร์ ที่นำเสนอในบันทึก สังเกตเห็นได้ว่าจัดทำขึ้นเผยแพร่โดยองค์กร.. สสส และ สสม...ก็เพราะเห็นปัญหา โดยเฉพาะมีงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาในเมืองหลวง สะท้อนภาพของผู้สูบบารากุในกทม. สมัยนั้น ซึ่งก็ผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้วค่ะ ขณะนี้ภาพสะท้อนเหล่านั้นก็ฉายกลับมาในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง อย่างที่ได้เขียนบันทึกไว้
น้องกอหญ้าคงไม่เห็นการสูบบารากุ ทางเหนือนะค่ะ เข้าใจว่าปัจจุบันนี้ การสูบบารากุ..ระบาดไปทั่วล่ะค่ะ ทั้งในสเกลของประเทศ และสเกลภูมิภาค และสเกลของโลก จึงมีรายงานการวิจัยยืนยันในมิติต่างๆ สร้างความตระหนักถึงปัญหาสุขภาพและอื่นๆค่ะ
..อย่างน้้อยได้รับทราบเป็นข้อมูลไว้ โดยเฉพาะเราๆท่านๆ ที่ทำงานกับเยาวชนและนักศึกษาในสถาบันต่างๆค่ะ
สวัสดีค่ะคุณอักขณิช
ขอบคุณที่แวะมาทักทายฝากความเห็นไว้ ...ค่ะ..น่ากลัวจริงๆนะ .พิษภัยของการสูบบารากู่ ที่ใช้สารอันตราย สร้างความเสียหายต่อสุขภาพและสังคม บางคนก็ลองโดยเพื่อนชักชวนไป ถือเป็นความทันสมัย อินเทรนด์ โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นที่เพื่อนมักมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม จึงต้องร่วมมือกันทั้งครอบครัว สถาับันการศึกษาและสังคม ช่วยกันให้ข้อเท็จจริง กับพิษภัยในการเสพย์บารากู่ค่ะ
ดีที่สุดละค่ะ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดใดๆเลย....เป็นแบบอย่าง ซึมซับสิ่งที่ดีให้กับครอบครัว และสังคม...น่าชื่นชมค่ะ
.. อืมม์.....สงสัยว่า ถ้ากินมากจนเรียกขานว่ามีหุ่นแบบ "อึ่งยืน" เนี่ย จะจัดว่า เป็นการ เสพติดข้าว/กับข้าวไหม๊น๊า???...อุ๊ปส์ ขออภัย.. แซวเล่นเล็กน้อย ไม่ได้แซวนานละค่ะ ..ด้วยความระลึกถึง... คุณพ่อของลูกสาวสองคน :-))
สวัสดีค่ะ อาจารย์Sila,
ขอบคุณที่แวะมาเยือน ให้กำลังใจตลอดมา และระลึกถึงอาจารย์เช่นกัน...ขอสารภาพว่า.. การบ้าน Happy Ba ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมมากนัก .ขออภัยค่ะ..
ค่ะ....การสูบบารากู่ ยังคงเป็นภัยของนักสูบที่ผลิกแพลง ใช้สาร หรือสูตรผสมของยาสูบและอื่นๆอีกมากมาย ๆๆๆ ที่ต้องตามจริตตน.. อีกทั้งเป็นวิธีการสูบแบบร่วมวง หลายๆคน ทำให้ดูเหมือนเป็น social activity ที่เริ่มต้นก็ดูดี มีกลิ่นหอม แต่หลังจากที่สูบไปก็จะมีอาการต่างๆนานา เมา มึน แฮ๊งค์ คุมสติไม่อยู่ อวิชชาแก่กล้า ..เป็นบ่อเกิดของปัญหาทุกรูปแบบ...เริ่มระบาดในสังคมเมืองใหญ่ และในขณะนี้ขยายลงมาถึงทีนี่ ปักษ์ใต้ตอนล่าง ที่ดูราวจะรับไว้หมดทุกรูปแบบของความวิกฤต.. ก็คงต้องช่วยกันคิด ช่วยกันเตือน.. โดยส่วนตัวแล้วก็เร่ิงสร้างความตระหนักถึงอันตรายจากการใช้บารากู่ ให้กับนักศึกษา เพื่อสื่อสารต่อไปยังผู้ใกล้ชิดของเขาต่อไปค่ะ :-))
สวัสดีค่ะ อ. ถาง
ขอบคุณค่ะที่ฝากความคิดเห็นไว้ ....อืมม์... สิ่งที่อ. ถางถามเรื่อง "อาการจาการสูบ" ส่วนนี้ขอเรียนว่า ไม่ทราบจริงๆค่ะ เพราะไ่ม่เคยลอง :-)) แต่เท่่าที่ได้พูดคุยกัน อาการจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นกับสารที่ใช้สูบ ซึ่งมีส่วนผสมต่างกัน มีให้ซื้อขายตามทศนิยม อุ๊ปส์..รสนิยม . หรือความถี่/ระยะเวลาในการสูบ.. แต่โดยทั่วไป สารหลักๆคือมี ยาสูบ ก็มีนิโคตินส่วนใหญ่ จากนั้นก็จะขึ้นกับว่า ผสมสารอะไรลงไปตามแต่ต้องการ หรือตามสูตรผสม ฉะนั้นสารออกฤทธิ์ มีผลต่ออาการที่แสดงออกไม่เหมือนกัน ถ้าผสมกัญชาไปด้วยก็มีอาการคล้ายคนสูบกัญชา.... ..
ขอบคุณข้อคำถามจากอ. ถาง ที่ได้โอกาสทำการบ้านค่ะ.....ได้ตามไปสืบค้น เพื่อตอบคำถามของ อ. ถาง ตามด้านล่างนี้นะค่ะ.. จึงนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่เดียวกัน..เผื่อผู้สนใจท่านอื่นๆด้วยค่ะ ..อ. ถาง ลองดูที่มีผู้เขียนไว้... ที่ือื่นๆๆ. (ค่อนข้างยาวทีเดียวล่ะ....)
"แหล่งข่าววัยรุ่นนักเที่ยวคนหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้การสูบบารากู่ นอกเหนือจากลูกค้าชาวไทยที่มีทั้งหญิงทั้งชายแล้ว ลูกค้าชาวต่างชาติ ก็นิยมสูบ สำหรับสนนราคาการสูบบารากู่นั้น หากเป็นบารากู่แบบธรรมดา อัตราค่าสูบตกครั้งละ 380 บาท แพงที่สุดคือ 480 บาท แต่ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ มีนักเที่ยวบางคนฉวยโอกาสนำยาเสพติด อาทิ ยาเค ยาอี ยาบ้า กัญชา หรือผงขาว ผสม เข้าไปในยาสูบบารากู่ หากร้านสูบบารากู่ร้านใดมีลูกค้าแนวนี้ ก็จะคิดราคาเพิ่มอีกในอัตราตั้งแต่ 200 – 1,000 บาท ดังนั้น บารากู่จึงเป็นช่องทางหนึ่ง ในการขายยาเสพติด โดยพ่อค้าจะมีกลวิธีล่อใจลูกค้าด้วยการบอกว่า ใครสูบบารากู่แล้ว จะทำให้มีรูปร่างและผิวพรรณดี นอนหลับ กินได้ ที่สำคัญจะช่วยกระตุ้นอารมณ์เพศได้อีกด้วย ที่น่าเป็นห่วงก็คือ กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ส่วนใหญ่จะติดการสูบบารากู่กันงอมแงม บางรายพ่อแม่ทำไร่ทำนาอยู่ต่างจังหวัด ส่งเงินมาให้ลูกเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ แต่กลับเอาเงินไปสูบบารากู่กันจนหมด"
"สอดคล้องกับแหล่งข่าวอีกคน ที่เป็นเจ้าของร้านบารากู่แห่งหนึ่ง บอกว่า แรก ๆ มองดูว่าบารากู่ไม่มีอันตราย แต่กลับมีภัยแฝงที่หลายคนคาดไม่ถึง เมื่อมีการนำยาเสพติดมาผสมในการสูบแล้ว หวั่นว่าจะเป็นผลร้ายต่อสังคมในอนาคต เพราะขณะนี้มีนายทุนใหญ่ยาเสพติดอย่างน้อย 5 ราย ที่กำลังแข่งขันกันในธุรกิจมืดนี้ บางรายถึงกับยิงกันตายก็มี เพื่อแย่งชิงพื้นที่การเปิดร้านบารากู่ โดยเป้าหมายของนายทุน หวังขายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมสูบบารากู่ โดยนายทุนเหล่านี้จะขอเปิดมุมสูบบารากู่ ตามสถานบันเทิงทั่วไป ทั้งในเขตนครบาล เช่น ย่านตรอกข้าวสาร ซอยนานา พัฒน์พงษ์ สีลม รวมถึงย่านอาร์ซีเอและตามจังหวัดใหญ่ ๆ อาทิ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต พัทยา"
นักศึกษาชายมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเผยว่า เมื่อได้สูบบารากุจะรู้สึกโล่งเหมือนสูบบุหรี่ และมีรสหวานติดที่ริมฝีปาก แต่หลังจากนั้นประมาณ 20-30 นาที จะรู้สึกมึนงง และยังบอกอีกว่าเพื่อนคนหนึ่งกินเหล้าและสูบบารากุไปด้วย พออาเจียนออกมาจะมีสีดำๆ คล้ายเขม่าควันปนออกมา ในแต่ละครั้งทางร้านสนนราคาเตาละประมาณ 200-350 บาท ขึ้นอยู่กับตัวยาและสถานที่ตั้งของร้าน
น.ส.เอ (นามสมมุติ) เล่าว่า การที่บารากุแพร่หลายและเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นนั้น เป็นเพราะกระแสนิยมมากกว่า ซึ่งหากลองครั้งสองครั้งไม่ทำให้ติด แต่หากสูบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มติด ส่วนอาการเวลาอยากบารากุก็จะกระสับกระส่าย แต่ไม่มากนัก คิดอะไรไม่ออก คนที่ติดส่วนใหญ่มักจะคิดว่าดีกว่าติดบุหรี่ และเห็นว่าคงไม่มีอันตรายใดๆ เพราะไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนบุหรี่ เมื่อถามถึงปัญหาที่ว่ามีการนำยาเสพติดอย่างเช่น กัญชาหรือสิ่งเสพติดชนิดอื่นใส่ลงไปหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ มี แต่เอาไว้โรยหน้าผสมกับบารากุ เพื่อให้ได้ความหอมหวานด้วย ส่วนเรื่องร้านที่เปิดเพื่อให้บริการบารากุโดยเฉพาะนั้น คงได้รับอิทธิพลมาจากงานเทศกาลของศาสนาอิสลามที่ชื่อว่างานเทศกาลเมาลิดกลาง ซึ่งภายในงานเปิดบริการเป็นซุ้มเพื่อสูบบารากุ
จากโทษที่อันตรายของบารากุนั้นจึงส่งผลให้เกิดการผลักดันออกกฎหมายควบคุมยาสูบชนิดนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องรับโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่จากการสำรวจกลับพบว่าบารากุก็ยังมีขายตามสถาานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอย่างเปิดเผย กลุ่มคนส่วนใหญ่จะเป็นเด็กมหาวิทยาลัยจนถึงวัยทำงาน รวมถึงเด็กมัธยมปลายปะปนอยู่ด้วย จึงทำให้สงสัยว่าการดูแลและการกวดขันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ตรงไหน การประชาสัมพันธ์ถึงพิษภัยของบารากุมีหรือไม่ อย่าปล่อยให้ตะกอนเล็กๆ ทับถมกันเป็นเวลานาน มิเช่นนั้นอาจเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากเฉกเช่นปัญหาการสูบบุหรี่ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=581dfdcdfb14c991&pli=1
สวัสดีค่ะดร. พจนา
ขอบคุณที่แวะมาทักทาย ค่ะ..ด้วยความยินดีค่ะ เขียนบันทึกนี้เพื่อสะท้อนสังคม และเป็นการยกตัวอย่างเรื่งราวใกล้ตัว ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะมีพฤติกรรมที่รับเอาวัฒนธรรมมาจากที่่อื่น ชี้ประเด็นให้กับนักศึกษาที่ดูแลอยู่ค่ะ
ขอบคุณสำหรับ ตัวอย่างที่ กรุณานำมาแบ่งปัน เรื่องเพื่อนชาวฝรั่งที่มาท่องเที่ยวเมืองไทยแล้วสะท้อนการบริการ เอนเทอร์เทนแบบ แปลกใหม่ให้รับทราบ ..ก็คงเป็นกลยุทธ์การขายของฝ่ายโรงแรมที่ไม่ให้ตกเทรนด์ เสนอไว้บริการสำหรับผู้มีอันจะกิน/ จะสูบ...สนนให้แล้วแต่ลูกค้าจะเป็นกลุ่มไหน และกลุ่มที่มาจากอาหรับ ตะวันออกกลาง สมัยก่อนก็เข้ามาที่บ้านเรา ทั้งในมิติ ธุรกิจ ท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งกลุ่มต่างๆก็จะมีย่านที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนของเขาเหล่านี้ด้วย นอกจากในโรงแรมแล้ว
.. เฮ้อ..บารากู่ระบาดไปซะทั่ว ตั้งแต่..สังคม รากหญ้า ไปถึง โรงแรม. ห้าดาว...ชาวบ้านอย่างเราก็ช่วยกันติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม ช่วยชี้แนะและ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ให้กับ เยาวชน คนใกล้ตัวกันนะค่ะ :-))
สวัสดีค่ะน้องแอ๊ด
พี่สบายดีตามอัตภาพค่ะ ขอบคุณค่ะ .. น้องแอ๊ดก็คงยุ่งๆเป็นปกติ โดยเฉพาะช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมนะค่ะ
ใช่ค่ะ....การสูบบารากู่ ดูจะเป็นภัยที่ดูเหมือนจะรุกคืบ และใกล้เข้ามายังพื้นที่ ชุมชนที่ทำงานอยู่ ปักษ์ใต้ส่วนนี้ พี่จึงได้ใช้โอกาสนี้สะท้อนให้เห็นประเด็นปัญหาของสังคม อาจส่งผลในระยะยาวค่ะ เพราะ แม้แต่เรื่องยาเสพติด ชนิดอื่นๆ ก็ระบาดไปทั่ว แต่ส่วนการสูบบรากู่ ดูเหมือนเป็นภัยทีตั้งใจเชื้อเชิญเข้าสู่ตนเอง เพราะคิดว่าไม่เป็นอันตราย หากแต่แฝงไว้ด้วยการเป็นเพชฆาตเงียบ ...บรื๋อส์์...น่า-สะ-พึง-กลัว-มาก-มาย-ค่ะ..น้องแอ๊ด
ถ้า เทียบกับ 4 X 100 .ที่เป็นที่รู้จักกัน .นั่นก็ทำได้ง่ายดาย สูตรพลิกแพลงไปเรื่อย นึกถึงในอีกมิติหนึ่ง .. ก็ถามตัวเองว่า คิดได้ไง ที่เอาสารเหล่านั้นมาใช้ ต่อยอดไปเรื่อย กับสูตรที่สรรหามาเสพย์เหล่านั้น พี่คิดขำๆ เพราะไม่รู้จะไปแนวไหนได้ล่ะค่ะ ..ผู้เสพย์เนี่ย เขาก็ทำงานสอดรรับกับวงจร PDCA เช่นกันนะค่ะน้องแอ๊ด .. วางแผนผลิต ใช้ ทดสอบ/ ประเมิน แก้ไข..พัฒนาสูตรใหม่ๆขึ้นมา..(กระบวนการคิดยาเสพติด 4X100.. :-((
ปัจจุบันนี้ พบเห็นการสูบบารากู่มากขึ้น และบางครั้งในพื้นที่ภาคใต้ สามจังหวัดชายแดน ก็จะได้ยินเรียกอุปกรณ์ในการสูบอย่างที่ในบันทึกนี้เรียกว่า บาราถู่นั้น อาจจะได้ยินเรียกกันว่า ..ยูระ..ค่ะ
ขอขอบคุณในความรู้ใหม่ๆ (สำหรับผม) ที่นำแบ่งปัน ครับ