การประพฤติ ปฏิบัติธรรม...


คณะโรงพยาบาลพุทธโสธรได้พากันมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างความดีสร้างบารมีเรื่องคุณธรรม วันนี้ก็ถึงเวลาเดินทางกลับบ้านกลับโรงพยาบาล

พระพุทธเจ้าให้ทุก ๆ คนเข้าใจคำว่า “ปฏิบัติธรรม...”

การประพฤติปฏิบัติธรรม คือ คนเรานี้ร่างกายของเรามันเป็นธรรมชาติ มันเป็นดิน  เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เป็นอากาศธาตุ ที่มันเกิดมา มันเกิดมาจากความหลง ความเห็นแก่ตัว  ความโลภ ความโกรธนะ

เมื่อเรายังมีกิเลสอยู่ มีอาสวะอยู่ เราถึงเวียนว่ายตายเกิด เพราะกิเลสเรามี  เราจึงมีการเวียนว่ายตายเกิด

การที่เรามาปฏิบัติธรรมก็เพื่อที่จะไม่มาปฏิบัติตามใจตนเอง เพื่อจะปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ธรรม หมดกิเลส สิ้นอาสวะ เพราะท่านไม่ปฏิบัติ  ตามใจตนเอง ท่านปฏิบัติตามธรรมท่านถึงได้เป็น “พระพุทธเจ้า...”

คนเรามันกิเลสมาก มีตัวตนมาก มันถึงมีการเวียนว่ายตายเกิด เป็นคนชอบทำอะไรตามใจ “อันไหนข้าชอบข้าก็ทำ ข้าไม่ชอบข้าก็จะไม่ทำ”

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้ปฏิบัติตามธรรมะ ตามความถูกต้อง เอาพระธรรมเป็นที่ตั้ง  เอาพระธรรมเป็นใหญ่

ศาสนาเป็นชื่อของความดี ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกส์ นั้นเป็นชื่อ  ของ “ความดี...”

ศาสนาแปลว่า ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง ให้เข้าใจคำว่า “ศาสนา” นะ

อย่างประเทศเราเขาเรียกว่า ประเทศไทย อันนี้มันเป็นชื่อของการปกครองเขตแดน  เป็นชื่อประเทศ ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว จีน อีกหลายประเทศ  แต่ละชื่อมันเป็นความรับผิดชอบดูแลของผู้ปกครองประเทศนั้น “ศาสนาเราก็เหมือนกัน มันเป็นชื่อของความดี...”

ศาสนาแยกนิกายออกไปเยอะนะ... แต่ละศาสนาตั้งขึ้นมาเพื่อทำความดีกัน  แต่ที่มันแยกนิกายออกไปนั้นมันเนื่องมาจาก “ไปว่าคนอื่นเขาไม่ดี ก็เลยแตกแขนงขึ้นมาใหม่”

ในโลกนี้ ศาสนาทุกศาสนา มันดีหมด ที่มันไม่ดีเพราะคนเราไปแปลพระศาสนา  เข้าข้างตนเอง ใจมันหลงอะไร ใจมันติดอะไร ก็พยายามดึงศาสนาลงไปที่ต่ำ

ความเห็นแก่ตัวของคนเรามันทำให้ตัวเองมีปัญหา บ้านเมืองสังคมมีปัญหา

“เราพยายามเอาสิ่งที่สูง ๆ ลงมาที่ต่ำกัน”คำว่า “พระศาสนา” คือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง

แปดเปื้อน ไม่อยากพูดว่าแปดเปื้อน เพราะเหตุใด ให้ผู้มีปัญญาคิดเอาเอง...?

ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจศาสนา ศาสนาแปลว่า เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีความโลภ  ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง มีแต่ความรัก ความเมตตา ความเสียสละ

ทุกคนในโลกนี้สรุปแล้วล้วนแต่เป็นญาติ เป็นพี่ เป็นน้องกัน ไม่ว่าเราจะเป็นคนไทย  คนจีน คนฝรั่ง เป็นคนประเทศใดก็ตาม ล้วนแต่เป็นพี่น้องกันทั้งหมดทั้งสิ้น มีสายพันธุ์  แห่งความเป็นมนุษย์เหมือนกัน มันก็มีเลือดอยู่ไม่กี่กรุ๊ป บางคนก็ใช้เลือดกรุ๊ปเดียวกัน   เวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็ให้เลือดกันได้

เพราะความเห็นแก่ตัว คนเรามันเลยมองแคบ ๆ มองเฉพาะตัวเรา พ่อแม่ของเรา ลูกหลานของเรา มองแคบ ๆ มองแบบนี้ “มันตัดพี่ ตัดน้อง...”

ความเห็นแก่ตัวมันทำให้โลกมันร้อน “มันเผาตัวเองไม่พอ มันก็ไปเผาคนอื่น”

ความเห็นแก่ตัว มันมีแต่จะเอา มีแต่จะตามใจตนเอง มันเป็นผู้รับตั้งแต่อยู่ในท้อง  เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว แก่แล้วก็ยังจะรับผลประโยชน์จากคนอื่น “ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ มันทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด”

พระพุทธเจ้าของเราท่านเป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ท่านประพฤติปฏิบัติจนบรรลุธรรม  เป็นพระพุทธเจ้า ท่านถึงพาเรามาละความอยาก มาละความโลภ ละความโกรธ ละความหลง  มาเป็นผู้ให้ ให้ทางกาย ให้ทางวาจา ให้ทั้งการกระทำ พาเรามาเป็นผู้ให้

ในหลวงของเราท่านเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ท่านเกิดมาเพื่อมาเป็นผู้เสียสละ  มาเป็นผู้ให้ ท่านถึงเป็นบุคคลที่ชาวไทยและทั่วโลกเคารพนับถือว่าท่านเป็นคนดี คนเสียสละ “เกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้”

เราทุก ๆ คนเป็นญาติกัน ไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหน แม้แต่พวกสัตว์ต่าง ๆ ตั้งแต่ตัวน้อย ๆ  มด แมลง กุ้ง หอย ปู ปลา ช้าง ม้า วัว ควาย สัตว์ทุกชนิด เขาก็เป็นญาติกับเราอีก

เรามีความเห็นแก่ตัวมาก ไปคิดเอา ไปพูดเอาว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดมาเป็นอาหาร  ให้เราบริโภค “เพราะความเห็นแก่ตัวของเราแท้ ๆ ทำให้เราคิดอย่างนั้น”

ความคิดเห็นแก่ตัวของเรา มันทำให้เราทำบาปทำกรรม ทำอาชีพบนหลังคนอื่นเขา  เอาความสุขจากความทุกข์ของคนอื่น ปัจจัย ๔ ที่เราได้มา ที่เราบริโภคทั้งหมดนี้ มันได้จากความทุกข์ของคนอื่นนะ อย่างเราจะได้ทานข้าว บริโภคข้าว ก็ได้จากความทุกข์ของคนอื่น เพราะอย่างเราทำไร่ทำนา พวกสัตว์ต่าง ๆ พวกมด ไส้เดือน แมลงตัวน้อย ๆ เขาต้องตายมากมายกว่าจะได้บริโภคข้าว ทั้งโดนยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า พิษรอยไถ...

ที่เราเรียนหนังสือตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย จนจบด๊อกเตอร์เพื่อจะเป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถ เพื่อจะได้มาซึ่งทรัพยากร ถ้าเราไม่มีคุณธรรม ไม่เน้นคุณธรรม ชีวิตของเราจะบาปมาก บาปเยอะ เพราะเป็นการดำรงชีวิต ดำรงชีพอยู่บนหลังของคนอื่น

มนุษย์ที่มีเงินเดือนเขาเรียกทำอาชีพบนหลังคนอื่นเขา ไม่ว่ารับราชการ รัฐวิสาหกิจ  เราจะเจตนาหรือไม่ เจตนามันคือวัฏจักรที่ทำอาชีพบนหลังคนอื่น ท่านถึงให้เราประพฤติ  ปฏิบัติธรรม มันทำไปปกติ มันก็บาปอยู่แล้ว ยังไปโกง ไปกิน ไปโกงเวลา ไปเบียดบังภาษีอากรมันก็ยิ่งบาป...

เราทำอะไรทุกอย่างเราต้อง “ทำเพื่อธรรม” เพื่อเสียสละ เพื่อไม่เห็นแก่ตัว  คนไม่เห็นแก่ตัว มันมีความสุข เพราะคนเห็นแก่ตัวมันขี้เกียจขี้คร้าน ทำน้อยก็อยากได้มาก  มันเอารัดเอาเปรียบคนอื่น วันหนึ่ง ๆ หาทางทำธุรกิจจนปวดหัวไปหมด หาช่องทางที่จะได้มาซึ่งทรัพยากร

อย่างเราเป็นคนค้าคนขาย ถ้าเราไม่มีธรรมเป็นที่ตั้งมันก็บาปนะ เพราะว่าซื้อถูกขายแพง เอาเปรียบคนอื่น แทนที่เราเป็นมนุษย์ร่วมกัน เกิดมาทุกข์ทั้งกายทั้งใจ แทนที่จะช่วยเหลือกัน กลับมองไม่เห็น มีแต่จะเอาเปรียบทำร้ายกัน แทนที่จะไปสงเคราะห์คนยากจน กลับไปเพิ่มเติมทุกข์ให้แก่กัน

ทุกคนคิดเป็นอย่างเดียวว่า “คนเราถ้าไม่เอาเปรียบคนอื่นมันจะรวยได้อย่างไร  จะมีความสุขได้อย่างไร...? ความคิดอย่างนี้มันเห็นผิดนะ เป็นความคิดที่จะทำให้เราทำบาปทำกรรม ก่อเวร ก่อภัยหาที่จบไม่ได้  อย่างเราคนหนึ่งเกิดมาในครอบครัว ถ้าเรามาเป็นผู้เอา ครอบครัวเราก็แย่ มันก็ร้อนกันไปหมดทั้งครอบครัว

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราเป็นผู้ให้ ถ้าเราไม่เสียสละ ไม่เป็นผู้ให้ เราไม่ก็สามารถ  รักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ได้

มีความเห็นแก่ตัวจะรักษาศีลได้อย่างไร เพราะการรักษาศีลคือการเสียสละ  ละความเห็นแก่ตัว

ศีลแต่ละข้อล้วนแล้วแต่ให้เราละความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ถ้าเรามีศีลเราถึงสมาธิ

สมาธิได้แก่ ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง ไม่มีนิวรณ์ทั้งหลายทั้งปวง


ถ้าเรามีศีลเราถึงมีสมาธิ เป็นสมาธิที่ถูกต้อง...


สมาธิมีหลายอย่าง มีหลายระดับ ชีวิตของเราทุก ๆ คนที่เกิดมาต้องมีสมาธิ  เพราะสมาธิแปลว่าปราศจากความโลภ ปราศจากความโกรธ ปราศจากความหลง

คนเราส่วนใหญ่ที่อยู่ในโลกมันไม่มีสมาธิ จิตใจมันเร่าร้อนด้วยความโลภ ความโกรธ  ความหลง เป็นชีวิตที่ร้อน เป็นชีวิตที่เผาคนอื่น

คนส่วนใหญ่มีจิตใจ ๕ นาทีเป็นสมาธิก็หาลำบาก เพราะตัวตนมันมาก  มันดิ้นอยู่ตลอดเวลา มันอยู่เฉยไม่เป็น มันอยู่กับสิ่งภายนอก มันสงบไม่เป็น

พระพุทธเจ้าท่านให้เราหายใจเข้าสบาย ออกสบาย มันก็ทำไม่ค่อยได้ เพราะใจของเรามันไม่มีสมาธิ ไม่เคยฝึกสมาธิ

ด้วยเหตุด้วยปัจจัยนี้เราจึงต้องพากันมาทำสมาธิ มาประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะตัวเรามันตัวทุกข์ มันเป็นกองเพลิงใหญ่ เผาตนเอง เผาคนอื่น มันร้อน

ต้องมาทำใจให้เป็นสมาธิ มาฝึกหายใจเข้าออกสบาย รู้ลมเข้าสบายออกสบาย  หายใจอยู่กับเนื้อ กับตัวสบาย มาเดิน มานั่ง มานอน ให้อยู่กับเนื้อกับตัว ให้มันสบาย

ให้จิตใจมันตั้งอยู่ในฐานทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้ใจของเราอยู่กับอิริยาบถทั้ง ๔  อยู่กับเนื้อกับตัว อย่างนี้เขาเรียกว่า “การเจริญสติปัฏฐาน ๔”

ให้เรามีสติรู้ตัวอยู่กับอิริยาบถนั้น ๆ ทำอย่างนี้เขาเรียก “ปฏิบัติตนเองเข้าหาธรรมะ” เพราะในตัวเราไม่มีธรรมะเลย มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง ปราศจากความเย็น

การที่เรามาประพฤติปฏิบัติธรรม ให้ทุกท่านทุกคนตั้งใจไว้ว่า เรามีภาระหน้าที่  ที่จะปรับปรุงตัวเอง แก้ไขตนเอง เพื่อเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ

เรามาอยู่วัด ถือว่าเรามาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม...

การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมนี้ เราจะออกไม่ได้นะ เราต้องเข้าตลอด เพราะความดี  ความถูกต้องต้องทำทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าที่วัดที่บ้านที่ทำงาน เราต้องเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมตลอด

เราทำแต่สิ่งที่ดี ทุกที่ต้องเป็นการปฏิบัติธรรม พูดสิ่งดี ๆ สิ่งที่ถูกต้อง คิดสิ่งดี ๆ  สิ่งที่ถูกต้อง เป็นการประพฤติปฏิบัติธรรม


การประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ใช่เฉพาะที่วัด... ในที่ทำงาน ในสังคมเราก็ต้องปฏิบัติให้มันเหมือนกัน เพราะเราประพฤติปฏิบัติที่กาย ที่ใจ ที่คำพูดของเรา ถ้าเราประพฤติปฏิบัติได้  อย่างนี้ แน่นอนอย่างนี้ เขาเรียกว่า “ปฏิปทา” ดำรงอยู่ด้วยปฏิปทาของพระอริยเจ้า  เป็นพระอริยบุคคลอยู่ที่บ้าน ที่สังคม

คำว่าพระให้ทุกคนเข้าใจ พระคือผู้ปฏิบัติดี พระคือผู้ปฏิบัติตรง พระคือผู้ปฏิบัติ  เพื่อออกจากทุกข์ พระคือผู้ปฏิบัติเพื่อกราบไหว้ตัวเองได้ ผู้ปฏิบัติแบบนี้เขาเรียกว่า “พระ”

ถ้าเราปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ จิตใจของเราก็จะเป็น “พระ”

เพราะพระที่แท้จริงอยู่ที่ใจ อย่างนักบวชเขาเรียกว่าสมมุติ สมมุติว่าเป็นสงฆ์  เป็นสมมุติสงฆ์ เป็นตำแหน่งที่สังคมเขาแต่งตั้งให้เป็นพระสงฆ์องค์สามเณร แต่งตั้งก็เป็นไม่ได้เป็นเพียงสมมุติสงฆ์  ถ้าไม่ปฏิบัติก็เป็นได้แต่ “พระแต่งตั้ง” เป็นได้แต่ “สมมุติสงฆ์...”

เราเป็นโยม เราเป็นคนดี เราประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามองค์ธรรมเราก็เป็นอริยสงฆ์  ได้เหมือนกัน

เครื่องแบบเครื่องแต่งตัวต่าง ๆ เขาแต่งตั้งให้เราเป็นโน้นเป็นนี้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติตาม  ก็ชื่อว่า  “เรามีแต่เครื่องแบบนะ”

ถ้าปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ชื่อว่าเรามีแต่เครื่องแบบ... ทุกวันนี้ผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบ  ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองบ้านเมืองถึงมีปัญหา เขาให้ทำหน้าที่แล้วไม่ทำหน้าที่ ทำหน้าที่  ก็ไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วย ทำนิด ๆ หน่อย ๆ  เพราะว่ามันมีความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัว   เป็นเจ้าตัวอันตราย

อย่างรถยนต์เราคันหนึ่ง เครื่องมันทำงานไม่เต็มที่ มันไม่วิ่งเต็มสูบ เขาทำมา ๔ สูบ  ก็ไม่วิ่งเต็ม ๔ สูบ เขาทำมา ๖ สูบก็ไม่วิ่งเต็ม ๖ สูบ ศักยภาพก็ตกไป การงานทุกอย่างที่เราทำ  หรือสังคมให้เราทำก็ตกไป

ถ้าเราทำเต็มที่ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว เขาเรียกว่า “การปฏิบัติธรรม...”

อย่างพระของเรา ต้องทำหน้าที่ของความเป็นพระอย่างสมบูรณ์ เอาอย่างพระพุทธเจ้า  ทุกอย่าง ไม่ต้องไปเถียงพระพุทธเจ้า สมมุติที่เขาแต่งตั้งว่า “สมมุติสงฆ์” ก็จะเป็น “อริยสงฆ์” เพราะเราทำหน้าที่ของเราสมบูรณ์

อย่างเราไปทำการทำงาน ทางบริษัทก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี ข้าราชการก็ดี ต้องตั้งใจทำ  ตามเวลา ทำด้วยปิติ ด้วยความสุข ด้วยความพอจิตพอใจ ใจของเรามันจะเข้าถึงความเป็นหนึ่ง มันจะมีความสุขในการทำงาน ได้ทั้งการงาน เพื่อนที่ดี เจ้านายที่ดี ลูกน้องที่ดีก็เพราะเราทำหน้าที่ที่ “สมบูรณ์...”

ถ้าเราทำเพื่อต้องการเงินเดือนชีวิตของเราก็ไม่มีความสุข เพราะเราไม่ได้เสียสละ  องค์กรก็เป็นหนี้ เป็นสิน ส่วนรวมมันก็แย่ เพราะเรามันเห็นแก่ตัวนะ

การทำการทำงาน พระพุทธเจ้าท่านให้ทำให้มีความสุขนะ เพราะการทำงานคือการ  ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ คือการเจริญปัญญา สร้างบารมี


เรามาเกื้อกูลองค์กรของเรา เกื้อกูลกงสีของเรา ให้ผู้ที่เกิดมาภายหลังได้รับประโยชน์ต่อไป ไม่อย่างนั้นเราจะมาสร้างหนี้สร้างสินให้ลูกหลานในอนาคต ความเห็นแก่ตัวของเราทำให้ครอบครัวเรายากจน มีหนี้มีสิน  ลูกหลานเราเกิดมาก็มารับกรรมที่เรายากจน

ถ้าเราเป็นคนเสียสละ เราไปทำงานที่ไหนเจ้านายก็รัก เพื่อนก็รัก เพราะฐานะการเงิน ของเราดี เศรษฐกิจของเราก็ดี

ทุกวันนี้ต่างคนก็ต่างคิดว่าจะทำงานน้อยที่สุด ให้ได้เงินมากที่สุด คิดอย่างนั้นไม่ได้...!

เราต้องเสียสละ จะไปเอาเปรียบคนอื่นไม่ได้ ต้องช่วยคนอื่น

มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นพันธุ์ที่เห็นแก่ตัวถึงมีการเวียนว่ายตายเกิด ต้องมาพัฒนาตนเอง พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ต้องเข้าคอร์สเปลี่ยนแปลงตนเอง พึ่งความดีมาล้างบาปออกจากใจของเรา ล้างบาปออกจากการกระทำของเรา ล้างบาปออกจากคำพูดของเรา มาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเพราะเราทำยังไม่ดีพอ ถูกต้องไม่พอ เราถึงต้องมาประพฤติปฏิบัติธรรม  และเราจะประพฤติปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน เป็นทางประพฤติปฏิบัติ...

คนเราถ้าว่าปฏิบัติมันคิดหนักนะ เราปฏิบัติธรรมจะรวยได้อย่างไร…?

ปฏิบัติธรรมนั่นแหละรวย ขายของถูกนั่นแหละรวย เพราะคนรวยเครดิตก็ดี  ลูกหลานเกิดมาก็ดี ลูกหลานเขาเอาตัวอย่างว่าพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เขาปฏิบัติถูกอย่างนั้น ปฏิบัติดีอย่างนั้น มันดีมาก ดีต่อตนเอง ต่อกงสี ต่อประเทศชาติ

มนุษย์เราทุกคนนับถือคนดี...

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มาดีมาก เกิดประโยชน์ต่อชาวโลกดีมาก พระอรหันต์เกิดมา  หนึ่งองค์ดีมากมีประโยชน์มาก พ่อแม่เราก็เป็นคนดีมีประโยชน์มาก เราอย่าได้ไปกลัวเลย  อย่าวิตกเลย ว่าทำดีแล้วจะเป็นคนเสียเปรียบ “คิดเหมือนเด็กมันไม่อยากเรียนหนังสือ  เด็กมันห่วงกิน ห่วงเล่น มันคิดอย่างเด็ก ๆ”

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนปรับปรุงตัวเองใหม่ แก้ไขตัวเองใหม่ ผิดแล้วแล้วไป  “ผิดเป็นครู รู้เป็นอาจารย์” ขนาดผิดแล้วยังไม่จำนะ...!

เราอย่าไปเชื่อใจตนเอง ถ้าเชื่อใจตนเองเขาเรียกว่า “ตั้งอยู่ในความประมาท”  ให้เราเอาศีล เอาธรรมเป็นที่ตั้ง กระตือรือร้นในการทำความดี

เราอย่าไปมองคนนั้นคนนี้ทุกทิศทุกทางว่าไม่ปฏิบัติ เราอย่าไปมอง มนุษย์สายพันธุ์  ขี้เกียจมีเยอะ สายพันธุ์ที่ตกต่ำในอบายมุขมีเยอะ อย่าไปสนใจ อย่าไปง่อนแง่นคลอนแคลน

ตนเป็นที่พึ่งของตน... พึ่งตนเอง พึ่งปฏิปทา เมื่อพ่อแม่ยากจน วงศ์ตระกูลยากจน ประเทศชาติยากจน เราต้องมาแก้ไขตนเองให้ดี เราอย่าไปทำอย่างเขาเดี๋ยวเราจะยากจน

เราต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มันยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่าไปประมาท อย่าไปคิดว่าตัวเองจบ  ปริญญาตรี โท เอก “มันไปยกไหล่ขวายกไหล่ซ้ายอยู่นั่น...!

ความรู้ต่าง ๆ มันเป็นแผนที่ เป็นทฤษฎี...

ให้เราเอาความรู้ความสามารถที่เรียนมามาประพฤติปฏิบัติ แล้วมาเพิ่มคุณธรรมเข้าไปอีก  คือการไม่เห็นแก่ตัว “ความเห็นแก่ตัวมีปัญหาเยอะ...”

ทุก ๆ คนอยากมีความสุข อยากมีอาชีพมั่นคง อยากได้เงิน อยากมั่นคง เช่น  ทุกคนอยากให้ลูกให้หลานเป็นหมอ มันมีความอยาก การเป็นหมอเป็นสิ่งที่ดีนะ เป็นอาชีพที่มีบุญมากมีกุศลมาก ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลชีวิตคน เพราะคนทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ  หมอจึงมี ๒ อย่าง คือหมอจิตเวชและหมอทางกาย

หมอต้องให้จิตใจเป็นบุญ เป็นกุศล รัก สงสารที่จะช่วยเหลือ...

ไม่ใช่เราอยากจะเป็นหมอเพราะหาเงินง่าย อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ถ้าเน้นเรื่องเงิน  จะเป็นอาชีพ ที่ทำงานเอาความสุขจากความทุกข์ของคนอื่น เอาความสุขจากคนเจ็บไข้กำลังจะตาย

ถ้าเราขาดความเมตตากรุณา เราจะเป็นคนที่ทำอาชีพที่บาป...!

เราสังเกตคนที่เขาพากันเป็นหมอ ทุกวันนี้โรงพยาบาลเอกชน คลินิกต่าง ๆ เขาเน้นเงิน เน้นสตางค์ ไม่เน้นธรรมะ ไม่เน้นคุณธรรม หากินกับคนใกล้ตาย มันบาปเหมือนกัน

ถ้าเน้นที่จิตใจ ว่าเราเกิดมาจะทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น เพราะความทุกข์มากที่สุดคือ ความเจ็บ ความตาย ถ้าเราตั้งใจดีก็จะมีบุญใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่

ครั้งพุทธกาล... มีพระภิกษุป่วยเป็นโรคพุพอง ไม่มีใครดูแล พระพุทธเจ้าท่านทำ  เป็นตัวอย่าง ท่านไปดูแลรักษาและสอนภิกษุว่า ใครดูแลพระป่วยเหมือนดูแลพระตถาคตนะ  ได้บุญมาก อานิสงส์มาก

การดูแลอุปถัมภ์อุปัฏฐาก พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ตลอดรักษาผู้ป่วย เป็นคุณธรรมของผู้ดี ของคนดี

พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนเรื่องกตัญญูกตเวที เป็นธรรมที่ใหญ่หลวง เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่

ทุกวันนี้ทุกคนเป็นผู้รับจนเคยชิน เป็นผู้รับจนเคยตัว

การที่เรียนหมอแล้วเป็นอาชีพที่มีบุญ เราอย่าไปมุ่งแต่ความร่ำรวย การรวยมันดี  แต่ต้องมีคุณธรรม

ทุก ๆ วันเราพากันหลงใหลในวัตถุ ลืมผู้มีพระคุณอย่างพ่อแม่ ลืมพ่อลืมแม่ มุ่งแต่ยศ สรรเสริญ สุดท้ายคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันจึงไม่ค่อยจะให้ความรัก ความเมตตา  ความอบอุ่นแก่สามี ภรรยา และลูก ๆ ของเรา

เรารวยก็จริง เจริญก็จริง แต่ความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวมันไม่มี มันต้องเริ่มที่ตัวเองและผู้ที่ใกล้ชิด เอาฐานให้มันแข็งแรง พยายามปรับปรุงตนเองก่อน  เพราะปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราเอง  ทำให้เราเป็นทุกข์

ให้เราเน้นมาหาพระธรรม เน้นมาหาการปฏิบัติธรรม มาสร้างบารมีให้แก่ตนเอง  ก้าวไปด้วยความดี ทั้งกาย วาจา และจิตใจ จะได้เข้าถึงสวรรค์พระนิพพานตั้งแต่ยังมีชีวิต  ตั้งแต่ยังไม่ตาย เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ “สุขโต” อยู่ก็ดี ไปก็ดี มีประโยชน์...

การประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ทุกท่านทุกคนถ้าจะให้ดีนี้ต้องสมาทานไว้ในใจ สิ่งไหนดี ๆ ต้องสมาทานไว้ในใจให้หมด สิ่งไหนไม่ดีก็สมาทานหยุดให้หมด ถ้าไม่ทำอย่างนี้ไม่ปฏิบัติอย่างนี้มันไม่ได้นะ เพราะเราเป็นคนใจอ่อน สมาธิเรามันยังไม่แข็งแรง ให้ทุกท่านทุกคนสมาทานนะ อย่างเช่นกราบพระไหว้พระนั่งสมาธิทุกวันเราก็ต้องพยายามประพฤติปฏิบัติทุก ๆ วันใครจะพยายามถือศีลห้าตลอดชีวิต ใครจะพยายามทำงานให้มีความสุขตลอดชีวิต ใครจะพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขตลอดชีวิต ใครจะพยายามจะไม่พูดจาไม่เป็นคนปากระเบิดตลอดชีวิตอันนี้ก็ต้องสมาทาน ใครจะวางแผนในการใช้เงินใช้สตางค์ ใครจะเป็นคนกตัญญูกตเวที ใครจะพยายามรู้ตัวเองว่าตัวเองติดอะไรหลงอะไรก็จะพยายามหยุด เราต้องสมาทานให้มันตลอดชีวิตอย่างนี้ สิ่งอื่นก็เหมือนกัน สิ่งไหนที่มันดี ก็ต้องตั้งใจพยายาม ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย 

เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

(แก้ไขเพิ่มเติม ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มอบให้แก่คณะบุคลากรโรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา)


หมายเลขบันทึก: 538128เขียนเมื่อ 5 มิถุนายน 2013 05:16 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 มิถุนายน 2013 05:22 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี