ตั้งแต่ผมอ่านหนังสือตำราการดูพระกรุ พระเครื่องมา คำหนึ่งที่ผมไม่เคยเข้าใจเลย คือ คำว่า "ธรรมชาติ" ของความเก่า ในพระกรุโบราณ ที่เซียนใหญ่ในวงการชอบเขียนให้อ่าน

ด้วยความไม่เข้าใจ ผมก็เลยต้องมาคิดและตีความไปต่างๆนานา

แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ว่า น่าจะแปลว่าอะไร
 
เพราะเป็นคำที่เกิดมาจากความรู้ "ฝังลึก" (Tacit knowledge) ในระบบความจำของคนที่รู้เท่านั้น

คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะยังไม่เข้าใจเหมือนเดิม

การที่จะรู้ได้ต้องมีประสบการณ์มากๆ เคยเห็นบ่อยๆ จนชินตา

จนเรียกได้ว่า "ธรรมชาติ" มันเป็นเช่นนั้นเอง

และการชินตานั้น ยังจะต้องมีสิ่งเปรียบเทียบถึงสิ่งไม่เป็นธรรมชาติด้วย จึงจะเข้าใจจริงๆ

 

แบบเดียวกับหลักธรรมะ ว่า "คนไม่เห็นทุกข์ ย่อมเข้าไม่ถึงความสุขที่แท้จริง"

ที่รวมความถึงทั้ง ทุกข์หยาบๆที่ใครก็มองเห็น และทุกข์ละเอียด ที่ปุถุชนจะมองเห็นความสุข

ดังนั้น หลังจากผมพอจะเข้าใจแล้ว

ผมจึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงคำกำกวมนี้มากที่สุด และใช้คำอื่นที่ ชัดเจนกว่า
 

เช่น
 ศิลปะอ่อนช้อย ละเอียด งดงาม

เป็นชิ้นงานที่ช่างบรรจงสร้าง และตั้งใจทำ

ผิวมีความเหี่ยว ฉ่ำ นวล

ผิวมีสนิมหลากหลาย กลมกลืนกัน อยู่อย่างเป็นระบบ ไม่มั่ว

ชนิดสนิมตรงกับ และครบตามชนิดของโลหะที่มีในพระนั้นๆ

เกิดเป็นเนื้องอกมาจากในเนื้อ เป็นคราบงอก ไม่ใช่คราบโปะ

มีความพรุน อย่างกลมกลืนกับการงอก เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน

หรือแม้แต่หลักการ 3+2 ในการดูพระเนื้อผง

และสุดท้าย ที่ผมเพิ่งคิดออก "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับบ้านได้"

ทั้งหมดนี้ แม้จะอธิบาย "ความเป็นธรรมชาติ" ยังไม่หมด แต่ก็น่าจะชัดขึ้นอีกสักหน่อยครับ

จึงหวังว่า เพื่อนๆ จะเข้าใจง่ายกว่าเดิมครับ

ผมพยายามที่จะทำให้ง่ายอยู่แล้วครับ

อิอิอิอิอิอิอิอิ