มาต่อกันที่ประโยชน์นิยมเชิงกฎกันนะครับ
ข. ประโยชน์นิยมเชิงกฎ
ในการพิจารณาประโยชน์นิยมเชิงกรรมนั้น
การพิจารณาความถูกผิดจากผลของการกระทำโดยพิจารณาจากประโยชน์ที่เกิดตามมาจากการกระทำ
หรือประโยชน์นิยมเชิงกรรมเฉพาะในแต่ละครั้งนั้น ทำให้เกิดปัญหาว่าศีลธรรมจะมีลักษณะสัมพัทธ์
หรือสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสถานการณ์
ทั้งนี้เพราะว่าการกระทำอย่างเดียวกันในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน
อาจให้ผลที่แตกต่างกัน
อันจะทำให้ค่าความดีความชั่วของการกระทำอย่างเดียวกันต่างกัน
ประโยชน์นิยมที่สร้างปัญหาชนิดนี้เรียกว่า “ประโยชน์นิยมเชิงกรรม”
(Act Utilitarianism) ซึ่งให้ผู้กระทำพิจารณาผลที่ตามมาจากการกระทำเป็นกรณี
ๆ ไป ดังนั้น นักประโยชน์นิยมจึงได้พัฒนา “ทฤษฎีประโยชน์นิยมเชิงกฎ”
(Rule Utilitarianism) ขึ้นมา ประโยชน์นิยมเชิงกฎได้ชื่อว่า “ประโยชน์นิยมโดยอ้อม” หรือ “ประโยชน์นิยมแบบขยาย”
ตามทฤษฎีนี้
ผู้กระทำจะไม่ตัดสินความถูกผิดของการกระทำโดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของการกระทำแต่ละครั้ง
แต่จะดูผลที่เกิดขึ้นถ้าสมมติให้การกระทำนั้นเป็นหลักปฏิบัติทั่วไป
หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้กระทำตามหลักนี้แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งมหสุขหรือไม่
เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างประโยชน์นิยมเชิงการกระทำ
และประโยชน์นิยมเชิงกฎ จะขอยกตัวอย่างต่อไปนี้ สมมติว่าตำรวจคนหนึ่งจับผู้ร้ายมาได้
และแน่ใจว่าถ้านำไปขึ้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม
ผู้ร้ายก็คงถูกปล่อยตัวดังเช่นที่ผ่านมา เพราะไม่มีใครกล้าเป็นพยานเอาผิด
ถ้าตำรวจคนนี้ยึดถือประโยชน์นิยมเชิงการกระทำ
ก็จะพิจารณาว่าถ้ายิงผู้ร้ายทิ้งกลางทาง จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขมากกว่าที่จะนำตัวคนร้ายไปดำเนินคดีหรือไม่
ถ้าคำตอบคือใช่ การยิงคนร้ายทิ้งก็ถือว่าถูกต้อง
แต่ถ้าเห็นว่าจะนำทุกข์มาให้มากกว่า (เช่น แก๊งของคนร้ายอาจจะมาแก้แค้นตำรวจ)
ก็จะต้องตัดสินว่าไม่ควรยิงคนร้าย อย่างไรก็ตาม
ถ้าตำรวจคนนี้ยึดถือประโยชน์นิยมเชิงกฎ เขาก็จะพิจารณาว่าจะเกิดมหสุขตามมาหรือไม่หากตั้งเป็นกฎให้ใช้ร่วมกันว่า
"เมื่อใดที่ตำรวจคนใดจับผู้ร้ายได้ โดยแน่ใจว่าคนร้ายผิดจริง
และถ้านำตัวไปดำเนินคดีแล้วผู้ร้ายจะถูกปล่อยให้มาทำความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านอีก
ตำรวจคนนั้นก็จงยิงทิ้งคนร้าย" ในกรณีนี้มีผู้มองว่าหากให้อำนาจตำรวจในการพิจารณาความผิดเองอาจเกิดความไม่สงบขึ้นในสังคมได้
ดังนั้น จึงห้ามยิงทิ้งคนร้ายในทุกกรณี
ไม่ว่าการยิงทิ้งแต่ละครั้งจะนำมาซึ่งมหสุขหรือไม่
ในการพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า
มีสงครามใดบ้างหรือไม่ที่ถือได้ว่าชอบธรรม ประโยชน์นิยมเชิงกรรม และประโยชน์นิยมเชิงกฎจะให้คำตอบดังนี้
ประโยชน์นิยมเชิงกรรมจะเห็นว่า
การทำสงครามครั้งหนึ่ง ๆ จะถูกต้องก็ต่อเมื่อการทำสงครามนั้น ๆ น่าจะนำมาซึ่งมหสุข
ดังนั้น
ประเด็นเรื่องมหสุขจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาการเริ่มทำสงครามแต่ละครั้ง
และยังกำหนดลักษณะการทำสงครามแต่ละครั้ง ทั้งนี้ยังรวมถึงการกระทำแต่ละอย่างแต่ละครั้งในการทำสงครามด้วย
การเริ่มสงครามแต่ละครั้ง และลักษณะการทำสงครามแต่ละครั้ง
รวมถึงการกระทำแต่ละอย่างแต่ละครั้งในการทำสงคราม
ต่างก็มีค่าทางจริยธรรมแตกต่างกันไปตามแต่ผลที่จะได้รับ ดังนั้น
การรุกรานผู้อื่นก็สามารถเป็นสงครามที่ถูกต้องได้หากนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่คนที่เกี่ยวข้องจำนวนมากที่สุด
การใช้อาวุธเคมีหรืออาวุธชีวภาพซึ่งมีผลการทำลายร้ายแรง
หรือการโจมตีโรงพยาบาลก็สามารถทำได้ หากนำมาซึ่งมหสุข
หรือแม้แต่การทรมานเชลยศึกก็สามารถทำได้หากไม่มีผลเสียมากไปกว่าผลดี
ประโยชน์นิยมเชิงกฎจะตัดสินว่า การทำสงครามครั้งหนึ่ง ๆ
ถูกต้องหรือไม่ด้วยการพิจารณาว่าการทำสงครามนั้น ๆ
จะเกิดมหสุขตามมาหรือไม่หากตั้งเป็นกฎให้ใช้ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าสมมติว่ามีการรุกราน
ประเทศที่ถูกรุกรานต้องเริ่มพิจารณาด้วยการตั้งให้เป็นกฎว่า เมื่อใดที่ประเทศใดถูกรุกราน
ประเทศนั้นควรทำสงครามเพื่อป้องกันตัว
จากนั้นต้องพิจารณาว่าหากกฎนี้เป็นที่บังคับใช้จริงทั่วโลกจะนำมาซึ่งมหสุขหรือไม่
สมมุติว่าจะนำมาซึ่งมหสุข ก็จะสรุปว่าสามารถทำสงครามเพื่อป้องกันตัวได้
ในทางตรงกันข้าม สมมุติว่าประเทศหนึ่งคิดจะรุกรานประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ
ประเทศนั้นต้องเริ่มการพิจารณาด้วยการสมมุติให้เป็นกฎว่าประเทศใด ๆ
ในโลกสามารถรุกรานประเทศอื่นเพื่อแย่งชิงทรัพยากรได้ ผลการพิจารณาอาจจะเป็นว่า
หากทุกประเทศทำเช่นนี้ได้แล้วโลกจะประสบกับความทุกข์มากกว่า จึงต้องสรุปว่าการทำสงครามใด
ๆ ด้วยเหตุผลนี้ถือว่าไม่ชอบธรรม
ซึ่งหลักการดังกล่าวของประโยชน์นิยมเชิงกฎยังครอบคลุมถึงวิธีปฏิบัติต่อนักโทษ เช่น
การทรมานเชลยศึก หรืออาวุธที่ใช้ในการทำสงคราม เช่นอาวุธเชื้อโรค อาวุธเคมี
เป็นต้น
สำหรับประโยชน์นิยมเชิงกฎ คำตอบเกี่ยวกับความชอบธรรมของการทำสงครามลักษณะหนึ่ง
ๆ เช่น การป้องกันตัว หรือการรุกราน
จะคงที่กว่ากรณีที่ใช้ประโยชน์นิยมเชิงการกระทำ ยกตัวอย่างเช่น สำหรับประโยชน์นิยมเชิงกฎ
การทำสงครามเพื่อรุกรานจะทำไม่ได้ทุกกรณี
ตราบที่พิจารณาแล้วว่าหากเป็นกฎที่คนใช้ปฏิบัติกันทั่วโลกแล้วจะไม่มีมหสุข
ในขณะที่การใช้เกณฑ์ของประโยชน์นิยมเชิงการกระทำจะตัดสินว่าบางครั้งการรุกรานก็ชอบธรรม
บางครั้งก็ไม่ชอบธรรม แล้วแต่เงื่อนไขในแต่ละครั้งว่าจะนำมาซึ่งมหสุขหรือไม่
หนังสืออ้างอิง
พระมหาชัยวุธ โภชนุกูล. ประโยชน์นิยมกับการกระทำเหนือหน้าที่ 1. http://www.gotoknow.org/posts/67240 เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
พระมหาชัยวุธ โภชนุกูล. ประโยชน์นิยมกับการกระทำเหนือหน้าที่ 2. http://www.gotoknow.org/posts/67260 เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
Kriangsak Teera. เสรีนิยมใหม่ พัฒนาการและอิทธิพล (3). http://kriangsakt.blogspot.com/2008/07/2.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ดวงเด่น นุเรมรัมย์.ทฤษฎีประโยชน์นิยม กับสงครามที่เป็นธรรม.http://welcomethai.blogspot.com/2009/11/blog-post.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ไม่มีชื่อผู้แต่ง. แนวคิดอรรถประโยชน์นิยมและทฤษฎีความยุติธรรม. http://integratedsciences-sila.blogspot.com/2011/05/blog-post.htmlhttp://integratedsciences-sila.blogspot.com/2011/05/blog-post.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
Dinky Dinke. ทรัพย์สินคืออะไร? – ทรัพย์สินและความรับผิด : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนิติเศรษฐศาสตร์. http://dinkydinke.wordpress.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A1/ <h1>เข้าถึงเมื่อวันที่ 25
พฤษภาคม พ.ศ. 2556</h1>