ผ่านไปด้วยดีสำหรับงานครบรอบ 12ปี ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ขนเอาผลงาน องค์ความรู้ ตลอดจนนวัตกรรมที่ว่าด้วยการลดความเสี่ยง สร้างสุขภาวะที่ดีในมิติต่างๆ มาจัดแสดง ภายใต้ชื่องาน “สานงาน เสริมพลัง ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่” อย่างที่เราเคยเกริ่นก่อนหน้า  นอกจากมิติสุขภาวะในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มิติกาย ใจ สังคมแล้ว มิติที่สำคัญอีกด้านและสอดคล้องกับชีวิตประจำวันนั้นคือ “สุขภาวะทางปัญญา” เหตุเพราะการมีสุขด้านปัญญาเปรียบได้กับการรู้จักเข็มทิศชีวิต มีทักษะการใช้เหตุผลตัดสินต่อเรื่องราวต่างๆทั้งด้านที่เป็นคุณและด้านที่เป็นโทษ


ในวงเสวนา “นวัตกรรมสร้างสุขด้วยปัญญา” ที่สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก6) จัดขึ้นได้พูดถึงการมีสุขภาวะปัญญา แบบที่เห็นเป็นรูปธรรมจริงในรูปแบบต่างๆ ผ่านการบอกเล่าจากผู้ร่วมกิจกรรมที่นำถอดเอาหลักคิดมาประกอบร่างเป็นภาคปฏิบัติได้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากการเริ่มต้นของการหานิยามของ “สุขภาวะทางปัญญา” ซึ่งในวงเสวนาต่างเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า สุขภาวะทางปัญญา’ หมายถึง ความรู้ทั่ว รู้เท่าทัน และความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดีความชั่ว ความมีประโยชน์และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่


จากนั้น “ธวัชชัย โตสิตระกูล” เครือข่ายพุทธิกา ตัวแทนจากโครงการ “สุขแท้ด้วยปัญญา” ขยายความว่า หลักคิดของความเท่าทันถูกออกแบบเป็นกิจกรรมสุขแท้ด้วยปัญญา โดยเริ่มจากการตีความนั้นว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงของตัวเองก่อน เช่น เมื่อรู้ว่าความสุขที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่ปริมาณวัตถุ เงินทองเครื่องใช้ ก็ไม่ต้องให้น้ำหนักกับความสุขเช่นนี้มาก จึงสร้างเส้นทางเพื่อไปสู่ความสุขแบบยั่งยืนและไม่ต้องใช้เงินซื้อมา ไม่ว่าจะเป็นความสุขของการมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ความสุขของการไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางในทุกๆเรื่อง


“เรา พบว่ามี4ข้อใหญ่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตมีความทุกข์ เริ่มจากการมีทุกข์เพราะเอาตัวเองเป็นสำคัญ มีทุกข์เพราะหลงใหลในวัตถุ หวังในลาภลอยคอยโชคโดยไม่พึ่งตัวเอง และการเห็นแก่ตัวจนไม่สนใจรอบข้าง ชุมชนหรือเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรมจึงต้องคิดกันว่าจะสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างไรเพื่อฝึกทักษะไม่ให้สมาชิกหลงใหลไปกับสิ่งเหล่านี้ กิจกรรมการหาสุขแท้คือมองทุกข์และสุขที่อยู่ในสังคม แต่ไม่ใช่ในรูปแบบหนังสือธรรมะหรือพระเทศน์ แต่เป็นการปฏิบัติจริง”ธวัชชัยบอก ขณะที่ “ชูเวช เดชดิษฐรักษ์” ตัวแทนโครงการ “เครือข่ายคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา” (Gen V) บอกว่า การเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยผู้ประสบภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 54 เสมือนสนามปฏิบัติให้เขาและเพื่อนได้ฝึกคิด ลองผิดลองถูก ใช้เหตุผลในการตัดสินใจร่วมคลี่คลายปัญหา


“นอกเหนือจากการทำงานร่วมกันแล้ว  ในกระบวนการพัฒนาอาสาสมัคร ได้มีการออกแบบเพื่อให้อาสาสมัครที่มามิได้เพียงแค่ใช้แรงงาน  แต่ได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน โดยในแต่ละวันจะมีการประชุมหัวหน้าฝ่ายก่อนเริ่มงาน และหลังจากเสร็จภารกิจในช่วงเย็นของแต่ละวัน จะมีการจัดวงประชุมใหญ่ร่วมกันในอาสาสมัครทั้งหมด  มีการแลกเปลี่ยนเรื่องราวการทำงานของแต่ละฝ่าย  มีการประเมินสถานการณ์น้ำ  และสอบถามแลกเปลี่ยนความรู้สึกของกันและกัน  ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมมากยิ่งขึ้น และระบบต่างๆก็สามารถสนับสนุนการทำงานให้มีความรวดเร็วและลงตัวมากยิ่งขึ้น” “ชูเวช” บอกว่า ทักษะการคิดได้มาจากการการฝึกฝน เริ่มจากการวางแผนที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ต้องทำเป็นขั้นตอน ไล่ตั้งแต่ 1.การช่วยเหลือเบื้องต้น 2.การจัดตั้งระบบโรงครัวเพื่อเป็นเครื่องมือให้ชุมชนมาพูดคุยและช่วยเหลือซึ่งกันและใช้กลไกการจัดตั้งโรงครัวนี้เป็นตัวประเมินผลในเบื้องต้นว่าชุมชนมีความเข้มแข็งหรือไม่ 3.การเก็บข้อมูลโดยมีการเก็บข้อมูลเป็นระยะๆ ทั้งข้อมูลความเสียหาย ข้อมูลประชากร 4.การวางแผนการฟื้นฟู โดยการประชุมประชาคมในชุมชน 5.การสรุปบทเรียน ทั้งนี้ระหว่างที่กลุ่ม Gen V ได้ทำงาน ได้พบอุปสรรคท่ากับได้ฝึกฝนตัวเองไปในตัว


ส่วนมุมมองของ “โครงการค่ายอาสาเพื่อสังคม” “พนิดา บุญเทพ” มูลนิธีโกมลคีมทอง บอกว่า ข้อดีของการทำกิจกรรมค่ายอาสานั้น คือการฝึกปัญญาจากการเรียนรู้จริง เพิ่มเติมจากความรู้ในห้องเรียน “ยกตัวอย่างเคยมีน้องที่ร่วมกิจกรรมบอกว่ารำคาญม็อบ รำคาญพวกที่มาประท้วงอะไรต่างๆที่หน้าทำเนียบรัฐบาลหรือรัฐสภา แต่เมื่อได้ลงไปสัมผัสกับชุมชน เห็นความทุกข์ร้อนที่เกิดจากความไม่เป็นธรรม เห็นความเป็นอยู่ที่ควรได้รับการแก้ไขที่ดีกว่านี้ ความรู้สึกรำคาญที่เคยมีในตอนแรกจึงเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ รู้ว่าเพราะอะไรชาวบ้านกลุ่มนั้นถึงต้องมาประท้วงถึงกรุงเทพ นี่คือตัวอย่างของการเกิดปัญญาจากเหตุผลที่มาโดยรับรู้ความเป็นจริง” สุขภาวะทางปัญญา จึงครอบคลุมความหมายแบบหลากหลาย และไม่ได้เป็นการจำกัดวิธีคิดในองค์ความรู้แบบใดแบบหนึ่ง แต่เป็นความรู้ที่สามารถตีความและออกแบบให้สอดคล้องกับประสบการณ์การทำงาน


ล้อมกรอบ

หากเห็นด้วยในหลักคิดการ “ติดตั้งปัญญา” เพื่อ “สร้างความสุข” ผนวกมีเส้นทางของตัวเองที่สร้างสรรค์ สนุกสนาน ชัดเจนตามหลักคิด “สุขทางปัญญา” อย่าปล่อยให้สูญเปล่า มาร่วมกับสำนักโอกาสและนวัตกรรมฯทำให้มันเป็นจริง ขอแค่ไอเดียที่ตรงเป้า สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ในด้านบวกเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม เปลี่ยนพฤติกรรมที่ไร้สุขภาวะที่ดูท่าจะไม่เป็นผลดีกับใครสู่พฤติกรรมใหม่ สำหรับผู้สนใจอย่างร่วมงานกับสำนัก 6 “เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์” ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. บอกว่า สามารถเข้ามาร่วมได้ใน2รูปแบบ โดยแบบแรกคือต่อยอดหรือเป็นส่วนหนึ่งจาก7ชุดโครงการที่ทำอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ โครงการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการพลังเพลงพลังปัญญา โครงการค่ายอาสาพัฒนาสร้างเสริมสุขภาวะหรือค่ายอาสาเพื่อสังคม โครงการธรรมะ-ทำมะ 2600 ปีแห่งการตื่น 26 วันเปลี่ยนชีวิต โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา โครงการแผนที่สุขภาพเพื่อเพิ่มพื้นที่ดีลดพื้นที่เสี่ยงรอบโรงเรียน   โครงการคนรุ่นใหม่ใจอาสาเพื่อผู้ประสบภัย สองคือคิดค้นขึ้นแบบใหม่เอี่ยม ทั้งนี้ติดต่อรายละเอียดการส่งโครงการได้ที่สำนักสร้างสรรค์ฯ