“ หากถอดกรอบแห่งจารีตและแบบแผนออกไปแล้ว
เราจะได้เรื่องสั้นที่เต็มด้วยสีสันและจินตนาการมิรู้จบ
แต่หากถอดกรอบแห่งศีลธรรมและตรรกะออกไปด้วย สิ่งที่เหลืออาจเป็นเพียงกองขยะตัวอักษรที่เหม็นเน่ากองหนึ่ง
ชีวิตมนุษย์ดำรงอยู่ในสายธารของความน่าจะเป็น โดยมีความตายเป็นเป้าหมายสุดท้าย ผู้ที่รู้จักควบคุมปัจจัยแวดล้อมเพื่อให้เกิดความน่าจะเป็นพึงประสงค์ ย่อมเป็นดั่งเรือใหญ่ที่หัวหันเบนทิศไปได้ดั่งใจ
เช่นเดียวกันแนวคิดในการเขียนเรื่องสั้นของผม ที่พลิ้วล้ออยู่บนกระแสธารของชีวิตและจินตนาการ ฉกฉวยมุมมองที่แปลกแยกนำเสนอแด่ผู้อ่าน โดยหวังเพียงความชื่นชมเอ็นดูเป็นสิ่งตอบแทน
แต่หากมันได้ให้คุณค่า ความรู้ ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมแก่ชีวิต นั่นคือ ความภูมิใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ ”
---------------------------------------------สรจักร ศิริบริรักษ์------------------------------------------------------------

(ภาพประกอบจาก Google)
ข้างบนเป็นถ้อยคำที่งดงามใน “จากใจนักเขียน” ในหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุม “ศพใต้เตียง” ของนักเขียนชื่อดัง “ท่านอาจารย์สรจักร ศิริบริรักษ์”
วันนี้ตอนมืดๆ นั่งกินข้าวที่ร้านอาหารบ้านน้องสาว...ตอนนั้นกำลังเปิดทีวีช่องหนึ่ง...กับการนำเทปย้อนหลังมาเปิดใหม่ ทำให้ผมทราบว่า ท่านอาจารย์สรจักร ได้เสียชีวิตและจากโลกเราไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา...
ผมกำลังกินข้าวคะน้าหมูกรอบ อาหารจานโปรดที่นานๆ ครั้งจะได้กิน...พอได้ยินและเห็นภาพข่าว...เกิดอาการสะอึดและกินข้าวไม่ลงคอแล้ว
ย้อนเวลาไปในสมัยเรียน...ในห้องสมุด จะเกิดอาการแย่งชิงหนังสือ โดยเฉพาะชุดสามศพ “ศพใต้เตียง ศพข้างบ้าน และ ศพท้ายรถ” เพื่อนบางคน แอบเอาหนังสือไปซ่อน...ในแหล่งที่ไม่ใช่หมวดหมู่หนังสือ
เมืองไทย จะมีนักเขียนที่เขียนเรื่องสั้นแบบหักมุมจบรุนแรง (Twist Ending) น้อยมาก นอกจาก “พี่วินทร์ เลียววาริณ” ที่ทำให้ผมชอบอ่านเรื่องสั้นรูปแบบนี้ กับงานของพี่วินทร์ “สมุดปกดำกับใบไม้แดง”
อีกคนที่ทำให้ผมชื่นชอบชนิดหายใจรดต้นคอ คือ งานสามศพ ของท่านอาจารย์สรจักร
เมื่อผมเรียนจบ...พอมีเงิน ผมจึงกว้านซื้อหนังสือของท่านอาจารย์สรจักรได้มากที่สุด อยู่ยังอยู่ครบถ้วนในชั้นหนังสือของผม...และได้นำถ้อยคำจากใจนักเขียน...มาเขียนคำโปรยด้านบนของบันทึกของผม
และหน้ากระดาษทางขวาของหนังสือเล่มนี้...เขียนประโยคสั้นๆ สองบรรทัด
“แรงกาย แรงใจ ที่ทุ่มไป
อุทิศให้คุณพ่อผู้ล่วงลับ”
เมื่อผมเขียนและอ่านถ้อยคำอีกรอบ...ผมรู้สึกมีลมในร่างกายพัดระอุในอก ไล่ขึ้นมาที่ลำคอ และรู้สึกอุ่นๆ ที่หางตา
คืนนี้ผมขอนำหนังสือเล่มโปรดของผม “ศพใต้เตียง” มากอดนอนด้วย
สวดมนต์ให้ท่านอาจารย์สรจักร…หลับให้สบายนะครับ
ถึงแม้อาจารย์จากไปแล้ว...แต่งานอาจารย์ยังอยู่...และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนหน้าใหม่
หรือแรงบันดาลใจให้ผู้คนรักการอ่านหนังสือ..
ผมว่า...ชีวิตของอาจารย์หลังจากนี้ ต้องมีทิศทางตามที่ใจอาจารย์ปรารถนา
เช่นเดียวกับถ้อยคำที่อาจารย์เคยเขียนไว้...
“ชีวิตมนุษย์ดำรงอยู่ในสายธารของความน่าจะเป็น
โดยมีความตายเป็นเป้าหมายสุดท้าย
ผู้ที่รู้จักควบคุมปัจจัยแวดล้อมเพื่อให้เกิดความน่าจะเป็นพึงประสงค์
ย่อมเป็นดั่งเรือใหญ่ที่หัวหันเบนทิศไปได้ดั่งใจ”
ผมไม่เคยอ่านผลงานของท่าน แต่วันนี้ฟังข่าวการจากไปของท่านเพียงอายุ 58 ปี ผมของแสดงความเสียใจ ท่านเขียนเกี่ยวกับศพทั้งสิ้น ท่านไม่ไ้ด้เขียนศพบนเตียง วันนี้ท่านจากไป อยู่บนเตียง
ขอร่วมรำลึกถึงท่านผู้จากไปดี..และขอบคุณที่นำข้อคิดดีๆมาแบ่งปันกันค่ะ
ผมเคยอ่านหนังสือของท่านหลายเล่มนะครับ ตื่นเต้นทุกเรื่องเลยครับ
ขอคารวะแด่ดวงวิญญาณของคุณสรจักร และขอให้ท่านจงไปสู่สุคติสัมปรายภพนะครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ หลังจากที่ห่างหายไปนาน น้องทิมดาบสบายดีนะคะ
ขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของท่านด้วยนะครับ ทิบดาบ
ขอแสดงความเสียใจ ต่อการจากไปของนักเขียนในดวงใจ...
ขอร่วมไว้อาลัยกับครอบครัวและนักอ่าน ครูนกยกให้คุณสรจักร ศิริบริรักษ์เป็นAgatha Christie เมืองไทย
และเป็นเภสัชกรที่เขียนหนังสือด้านยาได้ดีอีกท่านหนึ่งค่ะ
ตกใจที่ทราบข่าวในทีวี
หลับสบายแล้วนะคะคุณสรจักร
ถึงตัวไม่อยู่ แต่ความดีที่ได้ทำไว้ ส่งให้ได้รับการนึกถึง ขอร่วมไว้อาลัยด้วยคนค่ะ
นึกถึงวรรคทองของกลอนบทหนึ่ง "สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา"