ชีวิตที่ต้องสู้ หนักเอาเบาสู้มาตั้งแต่เด็ก ทำให้ชีวิตของนิตยากล้าแกร่ง ทนต่อความยากลำบาก ไม่กลัวอุปสรรคใดๆ ก็ยังแปลกใจเหมือนกันว่าทนได้อย่างไร มีวันนี้ ก็เพราะความจนในอดีต ทำให้ต้องขยันทำมาหากิน มีอยู่วันหนึ่ง ประทับใจมากเลย ทำงานในห้างสรรพสินค้า เช่าบ้านอยู่กับน้อง ต้องออกไปทำงานแต่เช้า วันนั้นไม่สบายมาก แต่ไม่กล้าหยุดงาน กลัวจะเสียประวัติและขาดรายได้ กัดฟันทน นั่งรถเมล์ไปทำงาน พอลงรถเมล์ก็เลยหน้ามืดเป็นลม ล้มพับอยู่ข้างถนน คนที่ป้ายรถเมล์ต้องพยุงไปคลีนิค ภาพนั้นยังจำติดตามาถึงทุกวันนี้

ตอนจบม.๓ ใหม่ๆ แม่ไม่ให้เรียนต่อ ให้ช่วยทำนาเลี้ยงหมูเลี้ยงควาย นิตยาก็ไม่คิดอะไรมาก ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเลย คิดว่ายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกหลายคน เพราะได้เรียนถึง ม.๓ ตอนนั้นในชุมชนหมู่บ้าน ขาดคนช่วยงานกองทุน ที่ต้องทำบัญชีและค้าขายสินค้าให้กับคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่พอใจคนขายของกองทุนคนเก่า ที่ไม่ค่อยทำงาน บริหารแล้ว กองทุนไม่เหลือเงิน สินค้าก็ไม่ค่อยมีให้บริการ

ประธานชุมชนมาอ้อนวอนแม่ คงเห็นนิตยาเรียนจบมาใหม่ๆ ถึงแม้จะจบแค่ ม.๓ แต่ในหมู่บ้านก็หาคนจบยาก (หรือเพราะเห็นว่านิตยาเป็นสาวหน้าตาดีก็ไม่รู้เหมือนกัน) ตอนนั้น นิตยาก็ไม่ได้ว่างงานเลย เลี้ยงควาย ตำข้าว  ตักน้ำช่วยแม่ตลอด แต่ทำไมแม่ให้ไปทำงานกองทุนหมู่บ้านก็ไม่รู้ หรือแม่จะเห็นแววแม่ค้า

พอนิตยาตอบตกลงไปทำงานให้ ประธานชุมชนดีใจใหญ่ เรียกลูกบ้านต่อเติมกองทุนที่เป็นห้องคับแคบ ให้กว้างขวางขึ้น ช่วยกัน เลื่อยไม้ในนามาทำห้องเก็บสินค้าเพิ่ม ทำชั้นวาง ทำโต๊ะนั่งพักผ่อน ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ทำให้มีบรรยากาศเป็นร้านค้า เชิญชวนให้คนเข้าร้านมากขึ้น

นิตยาทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวัน บันทึกการสั่งสินค้า ตรวจนับสินค้าและจัดขึ้นชั้นวางอย่างสวยงาม ให้บริการตั้งแต่เช้ายันเย็น กับผู้เฒ่าผู้แก่ คนสูงวัย จะคอยบริการอำนวยความสะดวก บางทีก็ต้องไปส่งให้ถึงบ้าน งานขายสินค้า ต้องละเอียดรอบคอบ บางวันคนเยอะมาก ต้องขยันอดทน หิวก็ต้องยอมเสียเวลา ต้องระวัง เงินทุกบาททุกสตางค์ ทำบัญชีชัดเจน โปร่งใส แล้วรายงานให้คณะกรรมการหมู่บ้านทราบตลอด มีปัญหาอุปสรรคอะไร ก็บอกกล่าวให้ประธานชุมชนทราบ อยากปรับปรุงตรงไหน ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือ ตอนนั้นจำได้ว่าของในกองทุนขายดีมาก เพียงแค่เดือนเดียว กองทุนมีเงินเหลือ เป็นกำไร เก็บไว้เพื่อเฉลี่ยคืนให้สมาชิก (ทำกันมาแล้วตั้งนานไม่เคยมีเงินเหลือ) ประธานชุมชนดีใจ ยิ้มไม่หุบเลย

จริงๆ นิตยาเป็นคนเงียบๆ ขี้อาย แต่ทำไมตอนนั้น ยอมไปทำงานให้กองทุนหมู่บ้านได้ก็ไม่รู้ หรือว่า ชีวิตจะนำพาให้มาเป็นแม่ค้า..ทำงานกองทุนอยู่ได้ปีกว่าๆ น้องสาวก็ชวนเข้ากรุงเทพฯ บอกว่ามีงานให้ทำ ก็เลยตัดสินใจ และพ่อกับแม่ก็อนุญาตด้วย พอจากกองทุนมา ก็ได้ข่าวจากแม่ว่ากองทุนเปลี่ยนคนขายของบ่อยมาก ไม่มีใครอยู่ทนสักคน และชาวบ้านก็ไม่ถูกใจด้วย

มาเป็นสาวห้าง แผนกเครื่องสำอาง ต้องพูดต้องคุย ต้องคอยจัดสินค้าให้เป็นระเบียบสวยงาม ทำไปก็นึกถึงกองทุนหมู่บ้านที่เคยทำ ก็ต้องจัดข้าวของ กะปิ น้ำปลา น้ำตาล บะหมี่สำเร็จรูป ขนม หอม กระเทียม ปลากระป๋องฯลฯ ที่เคยอาย ก็ต้องกล้ายิ้มกล้าพูด เอาประสบการณ์งานกองทุนมาใช้เต็มๆ

พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง นิตยามาเซ้งร้านขายของเป็นของตนเอง ขายเครื่องสำอางและของใช้ผู้หญิงๆ จนถึงทุกวันนี้ บริการลูกค้าด้วยสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก เอากำไรแต่พอควร ที่สำคัญต้องพูดจาไพเราะกับลูกค้า ยิ้ม และใจเย็น ตอนนี้ลูกค้าเยอะมาก บางคนมาซื้อทีละมากๆ เพื่อไปฝากญาติและไปขายต่อ ช่วงไหนที่ว่างๆ ที่ยังไม่มีลูกค้ามา..นิตยาจะคิดถึงกองทุนหมู่บ้าน.. ที่บ้านเกิด ที่เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ช่วยสอนวิชาชีพให้นิตยา อย่างน้อยก็ช่วยให้นิตยาไม่อายทำกิน จนถึงทุกวันนี้