อาจารย์ จิรพร  สุเมธีประสิทธิ์

s[email protected]

การบริหารความเสี่ยงในบางประเด็นไม่สามารถใช้ข้อมูลและสารสนเทศที่มีในอดีตเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในด้านการบริหารจัดการได้  จึงต้องนำเอาเทคนิคพิเศษเข้ามาใช้ ซึ่งหนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในสถาบันการเงิน เรียกกันว่า Stress Testing

ความหมายของ Stress Test

ความหมายของ Stress Test มี 2 นัยด้วยกัน ได้แก่

ความหมายที่ 1

เป็นการวิเคราะห์ความไหวตัว (Sensitivity Analysis) ที่ใช้ตัวแปรในการทดสอบเพียงตัวแปรเดียว  เพื่อหาว่าพอร์ตลงทุนมีการตอบโต้หรือการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อมีการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงไปของตัวแปรทางเศรษฐกิจหรือพารามิเตอร์ด้านความเสี่ยงทางการเงิน

ความหมายที่ 2

เป็นการวิเคราะห์ภาวะวิกฤติ (Scenario Analysis) โดยใช้สถานการณ์หรือสมมติฐานด้านความมั่นคงทางการเงิน
ที่อาจจะเกิดกับกิจการนั้นโดยตรง  หรือที่เกิดกับภาคธุรกิจโดยรวม

ความเกี่ยวข้องของ Stress Test  กับการบริหารความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงภายในองค์กรมีอยู่ด้วยกันหลายระดับ ได้แก่



 
 


 
 


 
 


 
 


 
 


 
 

ระดับที่ 1

การบริหารความเสี่ยงในงานประจำวัน

ระดับที่ 2

การวางแผนธุรกิจด้วยฐานความเสี่ยงบนข้อมูลการวิเคราะห์ SWOT 

ระดับที่ 3

การวางแผนจัดการเงินทุนดำเนินงาน

ระดับที่ 4 

การกำหนดกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับฐานความเสี่ยง

ระดับที่ 5

การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ  มิให้เสียหายจากการหยุดชะงักทางธุรกิจ

ระดับที่ 6


 

การวิเคราะห์ภาวะวิกฤติ โดยผ่านโปรแกรม Stress   Test โดยการสร้างฉากทัศน์หรือ Scenario

6.1 Scenario ระดับองค์กรหรือภาพรวมของธุรกิจทั้งหมดของกิจการ

6.2 การทดสอบด้วยช่วงของเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เป็นภาวะคงที่

6.3 การทดสอบภาวะวิกฤติเฉพาะหน่วยธุรกิจบางหน่วยธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง

6.4 การทดสอบภาวะวิกฤติของความเสี่ยงด้านตลาด หรือความเสี่ยงด้านเครดิต

6.5 การทดสอบภาวะวิกฤติเฉพาะครั้งหรือเฉพาะสถานการณ์ที่สนใจเฉพาะหน้า 

ประโยชน์ของ Stress Test

การนำเอาเทคนิคการวิเคราะห์ภาวะวิกฤติ (Stress Testing) มาใช้เป็นประโยชน์แก่กิจการหลายประเภท ได้แก่

ประการที่ 1

เป็นเทคนิคที่เข้าไปช่วยเสริมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงอย่างอื่น

ประการที่ 2

เป็นการช่วยตรวจสอบประเด็นที่เป็นสถานการณ์เฉพาะเรื่องได้อย่างรวดเร็ว

ประการที่ 3

เป็นการลดการพึ่งพาการประมวลผลและวิเคราะห์ผ่านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์หรือทางสถิติอย่างเดียว
เพราะแบบจำลองส่วนใหญ่ใช้ข้อมูลในอดีตเป็นหลัก

ประการที่ 4

มีความยืดหยุ่นในการสร้างสมมติฐานหลากหลายของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

ประการที่ 5

เป็นเทคนิคที่การดำเนินงานด้วยความโปร่งใส  และเข้าใจได้ง่าย

ประการที่ 6

Stress Test เป็นมากกว่าเครื่องมืออย่างหนึ่ง  หากแต่เป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยผู้บริหารในการ

6.1 เข้าถึงมุมมองและภาพของความเสี่ยงหรือ Views of Risk

6.2 ช่วยทำให้ได้ข้อมูลแบบมุ่งเน้นความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงทันเวลาที่ต้องการ

6.3 เป็นการหาข้อมูลบนสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดขั้ว

6.4 ทำให้เกิดความมั่นใจในการทำแผนและกิจกรรมการบรรเทาความรุนแรงของความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการ

ประการที่ 7

เป็นเทคนิคที่ผู้กำกับกิจการมักมีทัศนคติที่เป็นบวกต่อกิจการที่ทำ Stress Test และพยายามทำให้เทคนิคนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่กิจการต้องมีการดำเนินการด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกราย โดยเฉพาะกิจการที่เป็นสถาบันการเงิน

ประการที่ 8

ลักษณะของการออกแบบ Effective Stress Test ควรจะสะท้อน

8.1 ความไหวตัวต่อการดำเนินธุรกิจหรือตำแหน่งทางธุรกิจอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติ

8.2 ความไหวตัวต่อสถานการณ์ทางการตลาด

8.3 ความไหวตัวต่อการพัฒนาธุรกิจเพื่อรองรับบริหารความเสี่ยงของกิจการ

บทบาทของผู้บริหารต่อการสนับสนุน Stress Test

ความสำเร็จของการทำ Stress Test ยังขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้บริหารระดับสูงของกิจการ ซึ่งควรจะเข้ามามีส่วนสำคัญและเป็นตัวขับเคลื่อนกิจการไปสู่ความสำเร็จ

ประการที่ 1

ผู้บริหารระดับสูงควรจะสามารถกำหนดเกณฑ์ของความเสี่ยงที่กิจการยอมรับได้ที่ไม่ถือว่าเป็นภาวะวิกฤติ  และภาวะวิกฤติที่ผู้บริหารต้องการจะทำการทดสอบและวิเคราะห์ผลกระทบต่อกิจการจากภาวะวิกฤติดังกล่าว

ประการที่ 2

บริหารระดับสูงควรจะเข้ามามีบทบาทและแสดงความกระตือรือร้น ร่วมกิจการในขั้นตอนของการกำหนด Scenario ที่เหมาะสมจะนำไปผ่านการทดสอบ Stress Test

ประการที่ 3

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำกิจกรรม Stress Test  จะต้องนำเสนอเพื่อสื่อสารแก่ผู้บริหารระดับสูงในเวลาที่รวดเร็ว ทันเวลาต่อการใช้ประกอบการตัดสินใจ

ประการที่ 4

ผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการติดตามและตรวจดูให้เห็นในภาพรวมของความเสี่ยง และภาวะวิกฤติ (Stress) รวมทั้งใช้การบริหารจัดการบนฐานความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา Stress Test ได้เพิ่มความสำคัญมากขึ้น  โดยส่วนใหญ่ยังเป็นแรงผลักดันมาจาก

1.หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการ

2.สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ  มีเพียงไม่กี่กิจการที่แรงผลักดันมาจากตัวผู้บริหารของกิจการเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการวิเคราะห์กันว่าเทคนิคการวิเคราะห์และทดสอบพอร์ตด้วย Stress Test ยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปอีกนานกว่าจะสามารถทำงานเต็มที่และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยงของกิจการอย่างแท้จริง  ทั้งที่ Stress Test ถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ  ซึ่งเป็นส่วนที่กิจการมักจะขาดความเข้าใจและไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน จนขาดการเตรียมการล่วงหน้าและการทำแผนสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างเพียงพอในการรองรับก่อนที่จะเกิดภาวะวิกฤติกับกิจการ  และทำให้กิจการขาดความเชื่อมั่นในการรองรับและรับมือกับความเสี่ยงในภาวะวิกฤติ  และยังคงอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว

ความสำเร็จของการทำ Stress Test ยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือที่ดีระหว่างผู้บริหารระดับสูงหรือ CFO กับผู้บริหารตามสายธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในการสร้างสมมติฐานและ Scenario เพื่อใช้ในการทดสอบ Stress Test

การสร้างวัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับ Stress Test ยังคงเป็นความท้าทายของทุกกิจการเพื่อให้เกิด Stress
Test ที่เป็นข้อมูลความเสี่ยงที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการโดยเฉพาะการทำ Risk Appetite

นอกจากนั้น การมีอยู่ของข้อมูลและ data ตลอดจนเครื่องมือที่จะนำมาใช้ทำ Stress Test ก็ยังเป็นข้อจำกัดของหลายกิจการ กิจการจึงอาจจะต้องมีการพัฒนาระบบการบริหารข้อมูลที่ดีและเพียงพอก่อนที่จะเริ่มทำ Stress Test ได้