วันที่ 21-23 พฤษภาคม 2556 ผมเป็น "วิทยากรบรรยาการณ์" ที่ สพป.เขต 3 มหาสารคาม บันทึกนี้ต่อจาก บันทึกแรกที่นี่ครับ
สไลด์ที่ 4
...ตามคติพุทธ "โลก" ในที่นี้หมายถึง "กายกับใจ" ที่ประกอบกันเป็นมนุษย์นั้น สามารถเรียนรู้ให้เกิดปัญญาได้ 3 แบบคือ จากการฟังอ่านดู จากการคิด และจากการลงมือปฏิบัติภาวนา การเรียนรู้ทั้งสามแบบนี้ผมคิดว่าในระดับปุถุชนอย่างเราแยกได้ยาก เกิดเกี่ยวร้อยรัดกันเหมือนห่วง 3 อันที่ดึงออกจากกันไม่ได้ (ผมเขียนเรื่องคล้ายๆ กันนี้ไว้ที่นี่ครับ)... ที่เป็นเช่นนี้ ผมมีความเห็นว่า จริงๆ แล้วทุกอย่าง อยู่ที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน เหมือนดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ มนุษย์เราเรียนรู้ด้วยใจ โดยใช้ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และสมอง เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้....ผมถามครูว่า... "เมื่อตะกี้ได้ยินเสียงแอร์ไหมครับ" และ "ตอนนี้ทุกคนได้ยินเสียงแอร์ใช่ไหมครับ".... แค่เพียงสองคำถามนี้ ผมคิดว่าครูส่วนใหญ่เข้าใจที่ผมพยายามนำเสนอ ....
....ธรรมชาติข้อที่สองที่ว่า "การเรียนรู้เกิดจากการกระทำและการคิดของนักเรียนเท่านั้น" หากไม่คิด หรือไม่ทำ นักเรียนจะไม่เกิดการเรียนรู้ใดๆ เลย... ความจริงข้อนี้แม้ ศ.นพ.วิจารณ์ ท่านจะอ้างถึงหนังสือ How learning Work แต่สำหรับผมที่กำลังศึกษาพุทธธรรมอยู่นั้น ไม่ได้ใหม่เลย พระพุทธองค์ตรัสไว้กว่า 2500 ปีแล้ว....
และอีกประเด็นสำคัญคือ
....การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีกว่า เมื่อผู้เรียน เรียนแบบไม่เครียด ซึ่งการเรียนแบบไม่เครียดก็คือ การเรียนด้วยความสุข สนุกที่ได้เรียน นั่นคือ ผู้เรียนมีแรงบันดาลใจในการเรียนนั่นเอง... หากให้ผมวิเคราะห์เรื่องนี้... ผมนึกถึงหลักพุทธที่ว่า ทุกอย่างจะต้องประกอบด้วย "สติ" และสิ่งที่เป็นพลังตั้งมั่นของใจก็คือ "สมาธิ" เมื่อเราบอกว่าเราเรียนรู้ด้วยใจ ก็คือ ใจที่ประกอบด้วย "สิติ" และ "สมาธิ" ซึ่งในภาวะการณ์ที่เครียด กลัว ถูกบังคับ ก็ยากจะมีสองสิ่งนี้ ซึ่งตรงข้ามกับเมื่อคนเรารู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข สนุก (แต่ไม่ใช่เมา เพราะเมา มักขาดสติ) ที่ทำให้เกิด สมาธิและสติได้ง่ายกว่า... พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า...เคล็ดลับของสมาธิคือความสุข เคล็ดลับของสติคือการจำสภาวะได้... หากเข้าใจสองประโยคหลังนี้ ท่านก็จะเข้าใจธรรมชาติข้อนี้ได้ไม่ยาก
สไลด์ที่ 5
(แก้คำผิดนิดหนึ่งครับ แก้จาก "จำน้าไม่ได้" เป็น "จำหน้าไม่ได้" ขออภัยครับ)
....ธรรมชาติอีกอย่างของการเรียนรู้ของมนุษย์คือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล (ผมได้ชุดความรู้นี้จากหนังสือเรื่อง "ฝึกสมองให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ" ที่เขียนโดย รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ และ อุษา ชูชาติ เล่มนี้เขียนดีครับ ขอแนะนำสำหรับผู้ยังไม่อ่าน โหลดได้ฟรีที่นี่ครับ)
... เราอาจแบ่งนักเรียนได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ (แบ่งในใจไว้เพื่อพิจารณาออกแบบการเรียนรู้นะครับ ไม่ใช่แบ่งและตัดสินเด็ก) ได้แก่ นักเรียนที่ชอบเรียนผ่านการดู นักเรียนที่ชอบเรียนรู้ด้วยการฟัง และชอบเรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยวิธีสุดท้ายด้วยเท่านั้นที่จะสามารถ "รู้จริง" ได้ หรือเรียกว่า เรียนรู้แบบรูจริง (Mastery Learning) คนที่ชอบเรียนรู้แบบนี้สังเกตตนเองได้จากที่ มักจำหน้าได้แต่จำชื่อไม่ได้ จินตนาการเก่ง ติดเป็นภาพ ชอบดูโทรทัศน์ ชอบดูภาพยนตร์ เป็นต้น ส่วนคนที่ชอบเรียนรู้จากการฟัง จะสามารถแยกแยะระดับความสูงต่ำ ล้ำแหลม ทุ้ม ดัง เบา ได้ดี มักจำชื่อคนได้แต่จำหน้าไม่ได้ มักรำคาญจากเสียงรอบข้างได้ง่าย ส่วนคนที่ชอบเรียนรู้จากการสัมผัส ปฏิบัติ นั้น มักเป็นคนชอบการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ชอบลงมือทำดูด้วยตนเอง วิธีการของคนแบบนี้จะทำให้เกิดทักษะหลายอย่างตามมา ..... ดังนั้นครูเราต้องเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติด้วย
(สงสัยบันทึกนี้จะได้ 2 สไลด์ครับ แล้วเจอกันในบันทึกต่อไป)