5. ชนชั้นอื่นๆ (ต่อ)
2. สลิ่ม
เหตุที่ต้องแยกสลิ่มออกมาจากชนชั้นกลาง เพราะสลิ่มที่ใช้ในสังคมไทยมีลักษณะเฉพาะมากๆ จนสามารถแยกได้จากคนชั้นกลางหรือคนคอปกขาว อย่างไรก็ตามการแยกออกมาเช่นนี้จะทำให้ลักษณะของชนชั้นกลางถูกแยกออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เอาเป็นว่าสลิ่มส่วนหนึ่งเป็นคนชั้นกลางแต่มีลักษณะพิเศษของกลุ่มดังจะเห็นได้ในบันทึกบทนี้
ตามความหมายดั้งเดิมหมายถึงขนมไทยชนิดหนึ่ง แต่ความหมายของคำในภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะหนึ่งก็คือการย้ายที่ของแวดวงความหมาย ทำให้เกิดการใช้คำนั้นในอีกความหมายหนึ่งที่ไม่ตรงกับความหมายประจำคำ นั่นคือลักษณะของสำนวนนั่นเอง ซึ่งสลิ่มเองก็ได้กลายมาเป็นคำศัพท์เฉพาะ ทางการเมืองไทยร่วมสมัยด้วยความเป็นมาที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
แม้ว่าในเบื้องแรกสลิ่มจะถูกใช้ขนามนามให้คนเสื้อหลากสีเป็นการเฉพาะ แต่ในที่สุดแล้วคำๆนี้ก็ได้กลายเป็นสแลงทางการเมืองที่แพร่หลายมากคำหนึ่ง (อย่างน้อยก็ในหมู่คนเสื้อแดง) สลิ่มได้ถูกนำไปใช้ในบริบทความหมายที่กว้างขึ้น จากเดิมที่ใช้เฉพาะกลุ่มการเมืองของคนเสื้อหลากสี ไปสู่การใช้กับใครก็ตามที่มีพฤติกรรมร่วมที่เข้าข่ายเดียวกับคนเสื้อหลากสี เพราะดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าคนเสื้อหลากสีก็มีรากเดียวกับคนเสื้อเหลืองเก่า ดังนั้นแล้วหากพิจารณาตัวเล่นในการเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่าประกอบไปด้วยฝั่งแดงและฝั่งเหลืองอยู่นั่นเอง เราอาจแยกผู้เล่นออกได้เป็นภาคพรรคการเมืองและภาคประชาชน ซึ่งฝั่งแดงจะประกอบด้วยพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งจะประกอบไปด้วยพรรคประชาธิปัตย์และสลิ่มนั่นเอง ตามบริบทความหมายที่ใช้กัน ในปัจจุบันสลิ่มย่อมจะหมายถึงใครก็ตามที่มีจุดยืนทางการเมืองในแบบหนึ่ง(ที่จะขออธิบายในหัวข้อต่อไป) ไม่ว่าคนๆนั้นจะให้คำจำกัดความตัวเองว่าเป็นพันธมิตรฯ เป็นเสื้อหลากสี หรือแม้แต่เป็นกลางก็ตาม คุณลักษณะเฉพาะ จากที่มาข้างต้นประกอบกับที่ผู้เขียนได้สังเกตการแสดงออกทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ก็เลยอยากจะเสนอลักษณะเฉพาะ (Characteristic) ของ สลิ่ม ไว้ดังนี้
1.มีความเกลียดชังทักษิณเป็นล้นพ้น พันธมิตรฯซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสลิ่มได้ถือกำเนิดในปี 2548 เพื่อไล่นายกทักษิณในขณะนั้น และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน เมื่อผนวกกับกระบวนการรัฐประหารในปี 2549 ก็ทำให้เกิด "ผีทักษิณ" ที่หลอกหลอนสังคมไทยมาโดยตลอด ทำให้สลิ่มจะคิดว่าทักษิณคือต้นตอแห่งความเลวร้ายทุกประการของการเมืองไทย เราจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากเว็บบอร์ดอันเป็นที่พักพิงของสลิ่มทั้งหลาย ที่ไม่ว่าจะเกิดประเด็นทางการเมืองอะไร ชื่อของทักษิณก็มักจะถูกนำเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าบางกรณีทักษิณจะไม่ได้เกี่ยวข้องเลยก็ตาม รวมถึงการสร้างวาทกรรมว่าทักษิณใช้อำนาจเงินเข้าไปซื้อทุกอย่าง ความเกลียดทักษิณนี้ทำให้สลิ่มรังเกียจทุกสิ่งที่มีความเกี่ยวพันกับทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย นักการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ญาติทักษิณ ประชาชนที่ชอบทักษิณ ฯลฯ
2. ฝักใฝ่ลัทธิกษัตริย์นิยม เป็นเรื่องน่าประหลาด แต่คุณลักษณะในข้อ 1 และข้อ 2 นี้มักจะมาด้วยกันเป็นเงาตามตัว นั่นอาจเป็นผลพวงจากการสร้างวาทกรรมของกลุ่มพันธมิตร ที่กล่าวหาว่าทักษิณล่วงละเมิดในหลวง-แดงล้มเจ้า ลัทธิกษัตริย์นิยม หรือ Royalism เป็นแนวคิดที่เชื่อมั่นในตัว หรือสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสุดโต่ง คนที่เป็น royalism มักจะโน้มเอียงในทางที่ไม่เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย มีการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง เช่นมาตรา 7 จนบางคนอาจเสนอให้ประเทศไทยกลับไปใช้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ อาการของ royalism นี้มักแสดงออกด้วยการ"ดึง"เอาสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองในแทบทุกเรื่อง และมักใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนความคิดของตน
3. โหยหาทหาร อาจเป็นเพราะนับแต่ 19 ก.ย. 49 สถาบันทหารได้แสดงจุดยืนที่"ไม่เข้าข้าง"รัฐบาลพลเรือนจากฝ่ายทักษิณมาโดยตลอด ทำให้ทหารกลายเป็นพระเอกในใจสลิ่มไปโดยปริยาย สลิ่มจึงพยายามที่จะเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นอาจเป็นเพราะสลิ่มมีความคิดง่ายๆ ว่า แค่กำจัดทักษิณและพลพรรคนักการเมืองของเขาออกไปได้ทุกอย่างก็จะจบ โดยที่ก็ลืมคิดไปว่ารัฐประหารที่ผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรแม้แต่นิดเดียว แถมยังก่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศด้วยซ้ำ
4.ไม่เชื่อมั่นประชาธิปไตยในระบบ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยครั้งหลังๆที่ผ่านมาจบลงด้วยชัยชนะของพรรคในเครือข่ายเก่าของทักษิณเสมอ นั่นอาจทำให้สลิ่มหมดหวังหรือถึงขั้นชิงชัยประชาธิปไตยในระบบ เพราะถ้าเล่นกันตามเกมแล้วความต้องการและรสนิยมทางการเมืองของพวกเขาไม่อาจกำเสียงส่วนมาก สลิ่มจำนวนมากจึงหันไปหาวิธีการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของกษัตริย์และกองทัพดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการแก้ไขกติกาให้เสียงของประชาชนมีความสำคัญน้อยลง เช่น ข้อเสนอ 70/30 ของพันธมิตร หรือเสนอให้คนจบปริญญาตรีขึ้นไปเท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง พวกเขาคงจะคิดว่ายิ่งลดทอนความเป็นประชาธิปไตยให้ได้มากเท่าไหร่ ความต้องการทางการเมืองของตนก็คงจะสมหวังได้ง่ายขึ้น
4. ขาดเหตุผลและความรู้ นี่เป็นปัจจัยที่ทำให้สลิ่มถูกปรามาสจากเสื้อแดงมาโดยตลอด เนื่องจากสลิ่มมักขาดเหตุผลที่ดีในการแสดงออก ตัวอย่างที่ชัดเจนที่เคยยกไปในข้อที่ 1 ก็คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สลิ่มก็มักใช้เหตุผลว่า "ทักษิณซื้อ...ไปแล้ว" นอกจากนั้นแล้วสลิ่มยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีความรู้พื้นฐานทางการเมือง-สังคม-ประวัติศาสตร์ที่ดีพอ ทำให้บางครั้งหาข้อสนับสนุนความคิดของพวกเขาเป็นไปอย่างลักลั่น ขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าขัน เช่นในกรณีข้อเสนอเรื่องสิทธิเลือกตั้งกับวุฒิปริญญาตรีก็แสดงให้เห็นว่าคนเสนอไม่ได้มีความรู้เกี่ยวทางสังคมและหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ดีพอแต่อย่างใด
5. มีความหลงผิดว่าตนเองดีเลิศและสูงส่งกว่าคนอื่น สลิ่มที่พบเจอมักจะเป็นชนชั้นกลางไปถึงสูงที่มีการศึกษา ส่วนหนึ่งอาจเป็นคนเมืองหรือคนชนบทที่สมาทานความเป็นคนเมืองไว้พอสมควร ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสลิ่มจะต้องชิงชังทักษิณอย่างถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อภาพของคนที่ชื่นชอบทักษิณส่วนใหญ่เป็นคนชนบท-คนชั้นล่าง ทำให้สลิ่มนำภาพรวมดังกล่าวมาเปรียบเทียบ และยกสถานะตนเองในแง่ของชนชั้นและการศึกษาว่าเหนือกว่าอีกฝ่าย การยกตนนี้ลุกลามไปจนถึงการแสดงออกทางการเมือง สลิ่มจะคิดไปว่าความคิดทางการเมืองในแบบของตนนั้นดีเลิศและสูงส่งกว่าของคนอื่นโดยเฉพาะเสื้อแดง นั่นเป็นที่มาของอาการ "ตีอกชกหัว" ของสลิ่มทั้งหลายในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ สลิ่มทั้งหลายไม่รีรอที่จะเทศน์ ด่ากราดสั่งสอนคนที่เลือกเพื่อไทยว่าโง่-ไม่มีการศึกษา-ไม่มีวิจารณญาณ-ถูกซื้อเสียง ขณะเดียวกันก็ชูหางตนเองว่าตนเองนั้นเหนือกว่าพวกควายแดง เพียงแต่มีจำนวนน้อยกว่า (นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในประชาธิปไตยที่ได้ยกไปข้างต้น) ความหลงตนประการนี้ทำให้ในการแสดงออกทางการเมืองหลายครั้งสลิ่มละเลยที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดตนเพราะมีความหลงว่าสิ่งที่ตนเชื่อนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาความไร้เหตุผลและการขาดความรู้ที่สลิ่มแสดงออก มันก็ยิ่งชวนขบขันในความหลงตัวเองของสลิ่ม ดังที่สหายท่านหนึ่งได้เขียนเสียดสีไว้ว่า สลิ่ม (SLIM) นั้นย่อมาจาก Special League of Intellectual and Morality คือพวกที่คิดไปเองว่าตนเองมีมาตรฐานปัญญาและศีลธรรมที่เหนือกว่าชาวบ้าน แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้แสดงให้เราเห็นเช่นนั้นแต่อย่างใด ต้นตอของความเป็นสลิ่ม เราจะเห็นว่าคุณลักษณะของสลิ่มที่ยกมานั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก อาการที่ 1 ก่อให้เกิดอาการที่ 2 อาการที่ 3 ก่อให้เกิดอาการที่ 4 อาการที่ 5 เป็นปัจจัยของอาการที่ 1...
วิธีการที่จะตรวจสอบว่าตนเป็นสลิ่มหรือไม่
จงตรวจสอบตัวเองว่าเป็นลักษณะของท่านเป็นไปดังที่กล่าวมาแล้วทั้ง 5 ข้อหรือไม่ เช่น หากท่านต่อต้านทักษิณ จงตรวจสอบตัวเองวว่าเกลียดทักษิณเพราะอะไร โกงกินฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือไม่ หากท่านเกลียดทักษิณ แต่ท่านมีสติพอจะเข้าใจว่าปัญหาของการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากทักษิณคนเดียว ท่านไม่ใช่สลิ่ม! หากท่านอยู่ตรงข้ามกับเสื้อแดง แต่ท่านเห็นว่าทหารไม่ควรก้าวก่ายการเมือง ท่านไม่ใช่สลิ่ม! หากท่านฝักใฝ่สถาบันกษัตริย์ แต่ท่านเห็นว่าอำนาจของกษัตริย์ก็ควรอยู่ในครรลองของประชาธิปไตย ท่านไม่ใช่สลิ่ม! หากท่านด่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ด่าอย่างมีเหตุผลและมีข้อมูลที่ถูกต้อง ท่านก็ไม่ใช่สลิ่ม! ดังนั้นผมอยากฝากคำถามไปถึงคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล/เสื้อแดงว่า ท่านมีลักษณะอย่างที่กล่าวมาหรือไม่ ท่านได้ตรวจสอบตัวท่านเองบ้างหรือเปล่า และท่านมีความคิดที่จะกำจัด Ignorance ความไม่รู้วิชชา/อวิชชา ของท่านทิ้งไปบ้างหรือไม่
หนังสืออ้างอิง
อรทัย ปิ่นเก็จมณี.ชนชั้นและรัฐในสังคมไทย ตอนที่ 1. http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=101:--1&catid=1&Itemid=19 เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
อรทัย ปิ่นเก็จมณี.ชนชั้นและรัฐในสังคมไทย ตอนที่ 2.http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=119:--2&catid=1&Itemid=19 เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
นิธิ เอียวศรีวงศ์. พลวัตของชนชั้นนำไทย (2). http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349659365&grpid=03&catid=12. เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
ศศิริษา.ความสัมพันธ์ทางแนวคิดและทฤษฎี ประวัติศาสตร์ของสังคมทุกสังคมที่เคยมีอยู่ ล้วนคือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น”Karl Marx. http://apinan.orgfree.com/resource.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2556
ภีรเดช อเนกพิบูลย์ผล.ไพร่’ และ ‘สงครามชนชั้น’ สะท้อนความขัดแย้งในทางวัฒนธรรม-การเมือง. http://prachatai.com/journal/2010/04/28945 เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2556