วันนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลท่านหนึ่ง ที่มีอาชีพขายไม้กวาดเร่ นามว่า “เขียน”

 

พี่เขียนบอกว่า…พี่อยู่ปักษ์ใต้มานาน  เดินทางไป ๆ มาๆ  ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีฯกับปักษ์ใต้อยู่จนเป็นประจำ จนเป็นความเคยชินไปเสียแล้วกับขบวนการ…ไม้กวาดเร่… ที่มีถิ่นฐานการผลิตมาจากทางอีสาน




พี่เขียนพูดคุยกับข้าพเจ้าว่า.. “อาชีพขายไม้กวาดนี้ เป็นอาชีพที่ไม่เหนื่อยมากนัก  มีโอกาสได้พักใต้ต้นไม้ข้างทางบ้าง ตามร้านค้าแบบนี้บ้าง  แม้นว่า…จะมีรายได้หักต้นทุนแล้วไม่มากนัก  อย่างมากแค่วันละ ร้อยกว่าบาทถึงสองร้อยบาท ก็มากพอแล้ว….สำหรับชีวิตตัวเอง” 


รายได้แบบนี้ใช่ว่าจะขายได้ทุกวันนะ  บางวัน ก็ขายได้น้อยเพียง วันละสี่สิบห้าสิบบาท บางวันขายก็ขายได้แค่ด้ามสองด้าม  หรือขายไม่ได้เลยก็มี….  พี่เขียนพูดเช่นนั้น


พี่เค้าแวะมาซื้อน้ำกับขนมถั่วตัดที่ร้าน  และนั่งพักในช่วงเที่ยงวัน  วันที่มีอากาศร้อนอบอ้าววันหนึ่ง

ข้าพเจ้าจึงได้ถือโอกาสนั่งพูดคุย… สอบถาม…สารทุกข์สุขดิบโดยทั่วไปของพี่เขียน



ด้วยสีหน้า  แววตาและรอยยิ้ม….  บ่งบอกถึงความเต็มใจในการพูดคุยกับข้าพเจ้าในครั้งนี้

พี่เค้าพูดให้ข้าพเจ้าฟังว่า…ตัวเอง มีครอบครัวอยู่ที่อุบลฯ แต่ลูกและเมียไม่ได้มาปักษ์ใต้ด้วยหรอก  ลูก ๆ สามคน คนหนึ่งมีครอบครัว แยกเรือนออกไปแล้ว  ลูกชายอีกสองคน ทำงานหากินอยู่ที่กรุงเทพฯ  ส่วนเมียนั้นอยู่บ้านที่อุบลฯ


บ้านที่อุบลฯ มีผืนดินไว้ทำนาอยู่ 10 ไร่  ผืนดินที่มีอยู่สามารถปลูกข้าวได้ปีละครั้ง 

พี่เค้าบอกว่า…ข้าวที่ปลูกได้ในแต่ละปีนั้น เพียงแค่เก็บไว้กินในครอบครัวเท่านั้น ไม่เคยเพียงพอที่จะได้ขาย เป็นรายได้ให้กับครอบครัว เลยสักครั้งเดียว

ผืนดินเพียงแค่ 10 ไร่ เป็นผืนดินที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวมากมายนัก  เหตุเป็นเพราะ แต่ละครั้ง แต่ละปีที่เริ่มปลูกข้าวทำนา  ก็เริ่มมีค่าใช้จ่ายเป็นเงาตามตัว  ไหนจะค่าจ้างรถไถเพื่อไถนา  ไหนจะค่าแรงคนในการลงมือปลูกว่านข้าว  ค่าปุ๋ย  ค่ายาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช  และเมื่อข้าวสุก  ก็มีค่าใช้จ่ายอีกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่ารถเก็บเกี่ยวข้าว  ค่าแรงคน โอ๊ย…สารพัด  นี่คือคำบอกเล่า ที่ผู้เขียนได้ยินจากปากคนทำนาท่านหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ทางอีสาน


เงินที่มีอยู่ก็เพียงแค่หมุนเวียน เป็นรายจ่ายที่มากกว่ารายรับ… ที่กว่าจะได้มีข้าวสารเก็บไว้กินในครัว ตลอดปี …จนกว่าจะถึงฤดูปลูกข้าวในปีถัดไป…. แม้นจะไม่มีรายได้จากการทำนาเข้าบ้าน แต่ข้าวที่พี่และครอบครัวมีไว้กินตลอดทั้งปี มันก็รู้สึกคุ้มและพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่แล้ว  ….พี่เค้าพูดกับข้าพเจ้าด้วยรอยยิ้มที่เบิกกว้าง  และเห็นฟันซี่ขาว ๆ ของพี่เค้า เต็มปากเลยทีเดียว (ข้าพเจ้ารับรู้ได้ว่า…นี่คือการเล่าด้วยความสุขใจ…ในชีวิตของใครคนหนึ่ง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าเพียง…แว๊ปเดียว)


ขณะที่พูดคุยกับข้าพเจ้า ขนมถั่วตัดกับน้ำเปล่าก็ถูกลำเลียงเข้าร่างกายของพี่เขียน  อาหารมื้อเที่ยงวันที่ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่า..มันกระท่อนกระแท่นเหลือกำลัง…..  ตรงกันข้าม..มันกลับดูน่าอร่อยเมื่ออยู่ในมือของพี่เค้าพี่เขียนดื่มน้ำตามพรวดเดียว….จนน้ำในขวดพลาสติกใบนั้นแทบจะไม่เหลือ


ข้าพเจ้าบอกกับพี่เค้าว่า…งานสิ่งใดก็ตาม หากว่าเราทำด้วยความสุจริต ไม่ไปเบียดเบียนใคร และที่สำคัญถึงแม้นว่ามันจะไม่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี    แต่หากว่าเรารับรู้ถึง…ความสุขที่เกิดขึ้นในใจ ที่เราทำด้วยความสุจริต ไม่คดโกงใคร ไม่เบียดเบียนใคร หรือทำให้ใครเดือดร้อน  มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เราสามารถภาคภูมิใจได้เลยครับพี่  แม้นว่ามันจะเป็นความสุข เพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเราก็ตาม …นี่คือคำพูดที่ข้าพเจ้าพูดให้กำลังใจกับพี่เค้า



ก่อนที่พี่เขียน จะสวมหมวกใบเก่งของพี่ ทำงานในสิ่งที่พี่รัก  ….ข้าพเจ้ายังได้พูดกับพี่เขียนอีกว่า…หากวันไหนที่พี่ผ่านมาทางนี้อีก และพบว่าร้านค้าของข้าพเจ้าไม่ได้เปิดไว้


พี่อย่าลืม!! จอดรถแวะกินน้ำฝน ในโอ่งดินเผา ที่ตั้งอยู่ริมทาง บนศาลาเล็ก ๆ หน้าบ้านของข้าพเจ้า…. นะ




น้ำฝน ที่ข้าพเจ้าเติมเต็มไว้ในโอ่งดินเผา  ใบน้อยๆ ใบนี้ มาอย่างสม่ำเสมอกว่า 6 ปีแล้ว


แม้นว่า…อีสานจะเป็นบ้านพี่  

บ้านปักษ์ใต้ที่นี่..ก็คือบ้านพี่เช่นกัน

จะยังคงมีน้ำฝนที่เย็นชื่นใจ ไว้หล่อเลี้ยงหัวใจคนเดินทางอย่างพี่ หรือใครก็ตามที่กระหายหิว 

ปักษ์ใต้บ้านของข้าพเจ้าก็คือ….บ้านของพี่นะ



โชคดีครับพี่ …


นี่คือประโยคสุดท้ายที่ข้าพเจ้ากล่าวลา….ก่อนพี่เขียนจะถีบจักรยานกับไม้กวาดเร่ของพี่… หายลับไปจากสายตาของข้าพเจ้า


<p></p>