วันนี้ข้าพเจ้าได้เข้าไปอ่านเจอเพจของ Phra Paisal Visalo ท่านเขียนถึงเรื่องการทำนาของชาวญี่ปุ่น
คืนสุดท้ายในญี่ปุ่น ได้ค้างคืนที่วัดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากเมืองนาโกย่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทำนากันอยู่ แต่คงเรียกว่าเป็นชาวนาได้ไม่เต็มปาก เพราะทำงานในโรงงานหรือบริษัทตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ทำนาเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ดังเจ้าของบ้านในภาพ ทำงานในบริษัทNational ในวันปกติ วันหยุดจึงมาทำนา ซึ่งอยู่ข้างบ้านแกนี้เอง
ถามเจ้าอาวาสว่าทำไมชาวบ้านยังทำนา ในเมื่อมีอาชีพอื่นอยู่แล้ว เจ้าอาวาสตอบว่า ชาวบ้านปลูกข้าวไว้กินเอง ด้วยเหตุนี้จึงใช้สารเคมีน้อยมาก ต่างจากเมืองไทยที่ชาวบ้านเดี๋ยวนี้ปลูกข้าวกินเองน้อยมาก ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อขายเป็นหลัก ดังนั้นจึงใช้สารเคมีอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะมุ่งเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด
เจ้าอาวาสเล่าว่ากระทั่ง ๒๐ ปีก่อน ชาวบ้านนิยมเอาข้าวสารมาถวายวัด เพื่อขายเป็นทุนรอนให้แก่วัด แต่เดี๋ยวนี้ชาวบ้านนิยมให้เป็นเงินมากกว่า เพราะคิดว่าสะดวกแก่ทางวัดมากกว่า นั่นเป็นเหตุให้ทางวัดต้องซื้อข้าวกิน เจ้าอาวาสบอกว่ายังอยากได้ข้าวมากกว่า เพราะต้องกินข้าวอยู่ทุกวัน ระยะหลังชาวบ้านหลายคนจึงกลับมาให้ข้าวใหม่ (อย่างไรก็ตามทุนรอนที่ได้จากชาวบ้านนั้นยังไม่เพียงพอเลี้ยงวัด เจ้าอาวาสจึงต้องทำอาชีพเสริม คือเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้เกษียณแล้ว)
เจ้าอาวาสบอกว่าชาวบ้านที่ปลูกข้าวเพื่อกินเองเป็นหลัก ยังมีอยู่ทั่วประเทศ ต่อเมื่อเหลือกิน จึงนำไปขาย ขณะเดียวกันธรรมเนียมถวายข้าวให้วัดก็ยังมีอยู่มากในชนบท แต่ยักเยื้องแตกต่างกันบ้าง เพื่อนคนไทยที่มาด้วยกันบอกว่า บ้านของสามีเธอมีธนาคารข้าว ชาวบ้านนิยมเอาข้าวมาฝากไว้ที่ธนาคาร ขณะเดียวกันก็อนุญาตให้ทางวัดมาเบิกข้าวจากธนาคารได้ฟรีตลอดทั้งปี
ญี่ปุ่นแม้ได้ชื่อว่าประเทศอุตสาหกรรม อยู่แนวหน้าโลกาภิวัตน์ แต่ความเป็นชนบทก็ยังมีอยู่มาก ขณะที่เมืองไทยทิ้งความเป็นชนบทไปมาก ในบางด้านก็มากกว่าญี่ปุ่นเสียอีก

ทำให้นึก...ถึงโรงพยาบาลป่าติ้วที่มีโครงการปลูกผักปลอดสารพิษทานและบางครั้งเหลือจำหน่าย
ซึ่งในงานนี้พี่ยอม Payom Potisan เป็นผู้ทำในโครงการนี้
ข้าพเจ้าก็เลยเกิดปิ๊งแว้ปว่า ถ้าหากทุกหน่วยงานหรือทุกองค์กร หรือเอาเฉพาะของโรงพยาบาลในแต่ละแห่งปลูกผักทานเอง คงจะเป็นเรื่องที่ดีและงดงามอย่างมาก
คงจะลดในเรื่องการใช้สารพิษลงได้เยอะ...เพราะคนที่ปลูกผักเองก็คงจะไม่อยากทานผักที่ใส่สารพิษเท่าไรนัก
พี่พยอมได้เขียนความเห็นไว้ว่า...
"สวนคลายเครียด อยู่ติดกับห้องทำงาน เวลาปวดหัวกับงานก้อถีอจอบถือเสียมมาขุดดินดายหญ้าเล่น คลายเครียดได้ดีเลยจ้ะ"
...
๑๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖

ดีมากๆ เลยค่ะ อาหารคือต้นเหตุของโรคภัยทั้งหลายในปัจจุบันนี้ คนกินผักเก่งกลับกลายเป็นคนที่เป็นโรคโน้นโรคนี้เพราะสารพิษที่มากับพืชผัก ปลูกเองทานเองได้ดีที่สุดค่ะ
ที่โรงพยาบาลป่าติ้วจะเด่นมากในเรื่องการทำ R2R อย่างเรียบง่ายแต่ครบวงจร และโครงการปลูกผัดปลอดสารพิษ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ ... น้ำที่ใช้รดผักเป็นน้ำที่เหลือจากหน่วย supply ถือว่าเป็นต้นแบบที่งดงามอย่างมากเลยค่ะ...^^
มาร่วมชื่นชมครับ และมองมายัง ร.พ. ในเมืองกรุง อยากให้มีสวนให้ญาติคนไข้นั่งบ้าง แต่ก็จำกัดด้วยพื้นที่ จึงไม่ได้ทั้งที่พัก และสวนผักครับ
ที่ รพ.ก็พยายามจะทำด้วยเหมือนกัน สิ่งที่รพ.ป่าติ้วทำ น่าชื่นชมมากคะ